ท้องฟ้าที่นี่สีครามสดใส บวกกับแสงแดดอ่อน ๆ จากดวงอาทิตย์ โดยรอบรายล้อมไปด้วยตึกสูง และผู้คนที่นี่แต่งตัวสีฉุดฉาดดูทันสมัย
เราทั้งสองทะลุจากอุโมงค์มืด มาโผล่ยังใจกลางมหานครย่านธุรกิจ และเบื้องหน้าของผมตอนนี้ก็คือโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่ผมไม่คุ้นเคย สายตาเด็กน้อยมองผ่านประตูรั้วที่กั้นไว้ เห็นผู้คนมากหน้าหลายตาเดินสัญจรเข้าออกไม่ซ้ำหน้าสวนกันพัลวัน
“น้าพาผมมาที่ไหนอีกแล้วเนี่ย ตอนไหนผมจะถึงบ้านสักที”
“ก็นี่แหละบ้านของเอ็ง ผืนแผ่นดินที่เราเหยียบอยู่ตอนนี้คือที่อยู่ของมนุษย์แล้ว”
“บ้านที่ไหนกัน ที่นี่คือโรงพยาบาลชัด ๆ น้าอย่ามาหลอกเด็กเลย หันไปทางไหนก็มีแต่ตึก”
“ก็ร่างของเอ็งอยู่ที่นี่ อย่ามัวแต่ซักไซ้ให้มากความ ตามฉันมานี่”
ชายร่างท้วมกุมมือพาเด็กน้อยเดินมุ่งตรงปรี่ เพื่อที่จะเข้าไปในบริเวณโรงพยาบาลที่ยังมีรั้วกั้นอยู่ ผมที่กลัวจะเกิดอุบัติเหตุจึงทักท้วง
“น้า! นั่นรั้วปิดอยู่นะไม่เห็นเหรอ”
แต่ชายร่างท้วมไม่ตอบสนองใด ๆ ยังดึงดันที่จะเดินทะลุเข้าไป ผมทำได้เพียงหลับตาและร้องะโด้วยความใ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรโดนร่างกาย จึงค่อย ๆ ลืมตา ก่อนจะเห็นว่าตนและชายร่างท้วมได้เข้ามาอยู่ข้างในบริเวณโรงพยายาบาลแล้ว
“นี่ลืมไปแล้วเหรอว่าตอนนี้เอ็งคือิญญานะ ไม่มีสิ่งใดมาระคายเคืองร่างกายเอ็งได้หรอก แม้กระทั่งรั้วนั่น ก็สามารถเดินผ่านทะลุมาได้สบาย ๆ”
ผมเองก็เผลอหลงลืมไป เพราะเื่ที่เจอมาก่อนหน้านี้สุดแสน
จะเหลือเชื่อกว่านี้เป็สิบเท่าร้อยเท่า กับเื่แค่เดินทะลุรั้วกลายเป็เื่เล็กน้อยไปเลย
ผู้คนนับสิบเดินทะลุผ่านร่างกายของเราทั้งสอง โดยที่ไม่รู้สึกเลยว่ามีเราทั้งคู่อยู่ในบริเวณนั้น ในบรรดากลุ่มผู้คนที่เดินสัญจรไปมา มีบุคคลหนึ่งที่โดดเด่น และดึงดูดสายตาของผมให้จ้องมอง ปรากฏให้เห็นชายแก่ร่างเล็กสวมชุดสีขาวสะอาดตา หนวดยาวเฟิ้มเป็ทรงพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว แต่งกายคล้ายพราหมณ์ยืนเท้าสะโพกอยู่หน้าทางขึ้นบันไดก่อนเข้าโรงพยาบาล ดวงตาท่านกลมโตเหมือนไข่ห่าน และกำลังจ้องมองมาที่เราทั้งสองด้วยสายตาระแวดระวัง และไม่นานท่านก็หายไปในฝูงชน
ผมไม่ได้คิดแปลกใจอะไร เพราะจุดสนใจผมได้เปลี่ยนไป
ก้มมองดูร่างกายของตนที่ตอนนี้ค่อย ๆ โปร่งแสงราวกับแมงกะพรุน
เรือนรางมากซะจนแสงอาทิตย์สามารถทะลุผ่านได้ และระหว่างที่ผมกำลังยืนตกตะลึงกับร่างกายของตนเองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงอยู่นั้น อาการปวดหัวของผมก็ปวดจี๊ดขึ้นมาราวกับกำลังจะะเิแตกออกเป็จุน
สองมือน้อยกุมหัวตน เข่าทั้งสองข้างอ่อนแรงและนั่งทรุดกองลงกับพื้น หูทั้งสองได้ยินเสียงวิ้ง เหมือนกับว่ามีใครบางคนกำลังเคาะแก้วอยู่ข้าง ๆ หู ดวงตาทั้งสองเริ่มมองเห็นสิ่งรอบข้างหมุนบิดเบี้ยวเป็วงกลม
ทุกอย่างเอียงบิดผิดทิศผิดทาง ผิดรูปไปเสียหมด
ผมโอดครวญ ร้องขอความช่วยเหลือจากชายร่างท้วม และไม่นานความเ็ปทุกอย่างก็ได้ทุเลาและค่อย ๆ หายกลายเป็ปกติ เมื่อมีมืออวบอ้วนของยมมาััที่ศีรษะ
“เอ็งต้องรีบกลับเข้าร่างแล้วไอ้หนู ไม่เช่นนั้นเอ็งจะกลายเป็ิญญาเร่ร่อน ร่างกายของเอ็งจะค่อย ๆ แตกสลาย จนไม่สามารถฟื้นคืนได้อีก”
มือใหญ่ฉุดดึงข้อแขนเด็กน้อยลุกขึ้นยืนด้วยความร้อนใจ
เพราะกลัวจะไม่ทันเวลา ร่างของเด็กน้อยตอนนี้จางลงในทุกวินาที
ทั้งสองรีบวิ่งผ่านฝูงชน เพื่อที่จะเข้าไปในตัวโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด โดยเด็กน้อยไม่ขัดข้องเหมือนครั้งก่อน ๆ แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างมาหยุดขวางพวกเราไว้
นั่นก็คือชายแก่ร่างเล็กที่ผมเห็นเมื่อครู่ก่อนหน้านี้ มายืนเท้าสะโพกขวางทางไม่ให้เราเข้าไปด้วยท่าทีที่ขึงขัง ดวงตากลมโตเบิกโพลง และชี้หน้าเราทั้งสองด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะกระทืบเท้าและพูดด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
“พวกมึงมาจากแห่งหนใด จงรีบกลับไปที่ของมึงบัดเดียวนี้”
เสียงแหบแห้งแต่กลับดังกังวาน ร่างกายเล็กแต่ดูน่าเกรงขามราวกับเสือ และคำพูดบวกสำเนียงสุดแสนจะโบราณ
“ลุง จงหลีกทางให้เราเสีย ฉันไม่อยากทำร้ายคนชรา เดี๋ยวมันจะบาปติดตัว”
ชายร่างท้วมตอบกลับชายแก่ทันควัน เพราะตนกำลังรีบ
“หน็อยแน่! ไอ้หนุ่ม เอ็งมาเหยียบในที่ของข้า ยังมาทำทียโสโอหัง พูดจาไม่รู้กาลเทศะอีกรึ”
“ลุงพูดไม่รู้เื่ใช่ไหม คงต้องให้ฉันใช้กำลัง ไม่สิคงไม่ต้องใช้แรงมากนักหรอก เพียงแค่ฉันหายใจลุงคงปลิวไปฟากโน้นแล้ว ร่างกายเล็กเพียงเท่านี้”
ทั้งคู่ยืนต่อปากต่อคำ ปะทะคารมด้วยอารมณ์โมโหด้วยกันทั้งคู่ ไม่มีใครยอมใคร ชายแก่สูงเพียงต้นคอของชายร่างท้วมเท่านั้น แต่ด้วยความสูงที่ต่างกัน ฉากนี้จึงดูเหมือนคู่รักทะเลาะกันเสียมากกว่า
ผมเอือมระอากับเหตุการณ์ตรงหน้าเต็มทน จึงต้องเดินเข้าไปแทรกกลาง พร้อมแยกทั้งคู่ออกจากกัน
“ลุงกับน้าจะเถียงกันไปเพื่ออะไร เราก็ิญญาเหมือนกัน รักกันไม่ดีกว่าเหรอครับ”
ผมพูดหยอกเย้า เผื่อว่าสถานการณ์ที่ตึงเครียดจะคลายความขุ่นมัวไปได้บ้าง แต่กลับไม่เป็ผล ชายแก่ยิ่งอารมณ์ประทุหนักกว่าเก่า
ดังกับเอาฟืนไปใส่ไฟ ชายแก่หันมาจ้องหน้าของเด็กน้อยด้วยสีหน้าบึ้งตึง และท่าทางไม่พอใจ
“อย่าเอาฉันไปเปรียบเทียบกับิญญาไม่มีร่างอย่างพวกเอ็ง
ข้าคือเ้าที่โว้ย ดูตัวฉันสิ เครื่องนุ่งห่มที่ผู้คนเอามาถวาย สวยใช่ไหมล่ะ
ผีแบบพวกเองคงไม่มีโอกาสได้ใส่”
ท่าทีหยิ่งยโส แบ่งชนชั้นของชายแก่ ทำเอาชายร่างท่วมทนไม่ไหว ก่อนจะตอบกลับด้วยคำพูดถากถาง
“โอ๊ยลุง สีขาวอย่างกับผ้าห่อศพยังเอามาอวด ฉันเป็ยมทูต ไม่ใช่ิญญาเร่ร่อนแบบที่ลุงเข้าใจ ฉันไม่เอาเศษผ้าแบบนั้นมาห่มหรอก”
สิ้นเสียงชายร่างท้วม ตาของชายแก่แทบจะถลนออกมาจากเบ้า เดือดดาลเป็ฟืนเป็ไฟ ก่อนที่ชายร่างท้วมจะตัดบทพูดขอร้องด้วยความนอบน้อม ราวกับตบหัวแล้วมาลูบหลัง
“ฉันขอเถอะลุง ให้พวกฉันผ่านทาง พาเ้าหนูนี่ไปเข้าร่างได้หรือไม่ ขืนไปช้ากว่านี้ คงกลายเป็ิญญาไม่มีร่างตามที่ลุงกล่าว
เราทั้งคู่จะมีบาปติดตัวที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งต้องมาตายก่อนอายุขัยนะลุง เ้าที่อย่างลุงคงไม่อยากให้ิญญาที่ไหนมาพูดได้ว่า เ้าที่ที่คอยเฝ้าโรงพยายาบาลที่นี่แล้งน้ำใจหรอกใช่ไหม”
ชายร่างท้วมพูดพร้อมยิ้มมุมปากและมองไปทางชายแก่ที่หายใจถี่ด้วยความโกรธแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องยอมให้ทั้งคู่ผ่านทางไป
“ไปเร็วไอ้หนู ก่อนจะไม่ทันเวลา”
ยมพาเด็กน้อยวิ่งขึ้นบันได ทั้งที่หากจะขึ้นลิฟต์คงจะเร็วกว่ามาก เด็กน้อยจึงท้วงถาม
“เดี่ยวก่อนสิน้า ทำไมเราไม่ขึ้นลิฟต์”
เด็กน้อยจำได้ดีจากโทรทัศน์ ว่าเ้าสิ่งนี้ใช้พาคนไปส่งที่สูงและมีชื่อเรียกว่าลิฟต์ และไฝ่ฝันว่าสักวันจะต้องขึ้นให้ได้
“ไอ้ตู้เหล็กอันนี้มันอันตราย ขึ้นบันไดนี่แหละปลอดภัยกว่าเยอะ”
ด้วยความไม่คุ้นตากับสิ่งประดิษฐ์ในโลกมนุษย์ ท่านยมจึงไม่กล้าที่จะเข้าไปในตู้เหล็กแปลกประหลาดนี่ จึงอ้างหาเหตุผลต่าง ๆ และบ่ายเบี่ยงไปขึ้นบันไดแทน
ระหว่างที่วิ่งขึ้นบันได ผมก็ได้ยินเสียงหอบของท่านยมอยู่เรื่อย ๆ จนอดที่หัวเราะไม่ได้เหมือนกัน
เราทั้งสองมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน หน้าห้องปรากฎเป็บุคคลที่ผมคุ้นเคยนั่งอยู่ นั่นก็คือนุ่น น้าของผมที่กำลังนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยสายตาเหม่อลอย และลุกขึ้นเดินมาทางเราทั้งสองโดยไม่รู้ทิศทาง ด้วยความคิดถึงจึงปล่อยมือชายร่างท้วมและวิ่งโผเข้าหาด้วยความดีใจที่ได้พบเจอกันอีกครั้ง แต่เมื่อถึงตัวก็ทะลุผ่านราวกับลม ร่างกายผมไม่สามารถััตัวน้าได้แม้แต่น้อย
“เอ็งหลงลืมไปแล้วเหรอว่าเอ็งเป็อะไรอยู่ ถ้าอยากกอดน้าของเอ็งอีกครั้งก็เดินเข้าไปในห้องนั่น แล้วรีบกลับไปเข้าร่างซะ”
ท่านยมเดินมาข้าง ๆ เด็กน้อย พร้อมจูงมือและพาเดินทะลุผ่านเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
ภายในห้องมีร่างผมที่นอนไร้สติอยู่บนเตียง พร้อมสายน้ำเกลือระโยงระยางเต็มร่างกาย หมอและพยาบาลยืนห้อมล้อมเตียงและพยายามช่วยเหลือชีวิตเด็กน้อยอย่างเต็มที่ ด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย
ที่เตรียมพร้อมอยู่ในมือ พยายามผ่าตัดเพื่อระบายของเหลวออก เนื่องด้วยศีรษะได้รับาเ็จากการล้มหัวกระแทกพื้น จึงมีเืออกเฉพาะแห่งในสมองมีลิ่มเืไม่มากจนเกินไป หมอจึงใช้วิธีการเจาะรูผ่านกะโหลกศีรษะและใช้ท่อดูดระบายเืออก
ผมเดินทะลุผ่านประตูมาได้ไม่นาน ก็พบร่างของตนเองที่นอนอยู่บนเตียงผ้าปูสีเขียว ตรงกลางห้อง ชายร่างท้วมประคองหลังเด็กน้อยเดินผ่านม่านสีเขียว จนมาถึงยังร่างไร้สติของผม ผมยืนมองร่างตนเองที่กำลังถูกกระทำ ก็แอบเ็ปไม่ได้ ทั้งที่ตอนนี้ร่างกายผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรถึงความเจ็บเลยแม้สักนิด เพราะเป็เพียงกายละเอียด แต่นั้นมันคือร่างของผมจริง ๆ ที่นอนบนเตียงโดยรอบข้างเต็มไปด้วยหมอและพยาบาล
เส้นชีพจรที่เครื่องยังคงวิ่งเป็เส้นตรง ภายในห้องดูชุลมุนวุ่นวาย หมอและพยายาบาลพยามช่วยร่างที่นอนแน่นิ่งของเด็กน้อยอย่างเต็มที่ แม้โอกาสที่จะฟื้นนั้นมีเพียงน้อยนิด แต่ด้วยจรรยาบรรณของความเป็หมอ ไม่สามารถปล่อยให้คนไข้ตายต่อหน้าได้ แม้โอกาสจะมีเพียง 10 หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นก็คือโอกาส
ก่อนหน้าที่ชายร่างท้วมและเด็กน้อยจะมาถึง เวลาในห้องผ่าตัดก็ผ่านไปร่วม 30 นาทีแล้ว แม้หมอที่เชี่ยวชาญที่สุดในเื่ของการผ่าตัดของโรงพยาบาลแห่งนี้ จะพยายามใช้ความรู้และประสบการณ์ทุกอย่างเพื่อช่วยเด็กน้อยอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าร่างกายของเด็กน้อยจะกลับมาตอบสนอง มีแต่แย่ลง ความหวังที่จะฟื้นขึ้นมาสุดแสนริบหรี่
ครั้นเมื่อทั้งคู่มาหยุดยืนอยู่ปลายเตียงของร่างเด็กน้อย ชายร่างท้วมไม่รอช้า เอ่ยปากให้วินที่ตอนนี้กำลังยืนขาตายอยู่ตรงหน้าเขา ให้รีบขึ้นไปนอนทับร่างของตนที่อยู่บนเตียง
ผมทำตัวไม่ถูกยืนเก้ ๆ กังๆ ไร้ประสบการณ์ จะเดินก็ไม่เดิน เดินหน้าที เดินหลังที อย่างกับกำลังเต้นลีลาศ
ยมทนไม่ไหวจึงใช้สองมืออวบผลักหลังของเด็กน้อย พุ่งเข้าไปยังร่างกายหยาบที่นอนบนเตียง และยืนกอดอกเพื่อรอดูผลงานของตนเอง เพียงเวลาไม่นานเส้นชีพจรของเด็กที่แสดงบนเคลื่องก็เกิดคลื่นหยัก เพื่อบ่งบอกว่า ณ เวลานี้ เด็กน้อยกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง
ภารกิจนำดวงิญญาหลงทางกลับเข้าร่างของยมทูตร่างท้วม
ที่ชื่อว่ายม ได้สำเร็จลุร่วง เขายิ้มให้กับร่างเด็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“คงหมดหน้าที่ของฉันแล้ว เมื่อเอ็งฟื้นตื่นขึ้น เป็มนุษย์ไม่ใช่ิญญาเร่ร่อนดังเดิม เอ็งก็คงจะจำเื่ราวในมิติคนตายไม่ได้แล้ว
เอ็งมีโอกาสได้ฟื้นกลับมาเป็มนุษย์ถือว่ายังมีบุญเก่าติดตัวมาอยู่บ้าง
ฟ้าคงเห็นอะไรในตัวของเอ็ง ต่อแต่นี้ไปจงหมั่นสร้างกรรมดี ช่วยเหลือคนที่เอ็งช่วยได้ ไม่ว่าจะเป็มนุษย์ด้วยกันหรือิญญาก็ตาม โชคดีนะไอ้หนู”
เสียงของชายร่างท้วมก้องอยู่ในหูของผม่เวลาหนึ่งและก็หายไป ราวกลับเื่ทุกอย่างเป็เพียงความฝัน ก่อนที่ผมจะฟื้นและลืมมันทุกอย่าง