หลังจากการล่องเรืออันแสนสยิวอยู่สามวันในที่สุดซูหยวนเย่ก็มาถึงเกาะดอกทองเป็ที่เรียบร้อย ตัวมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นเพราะไม่รู้จะมีสิ่งใดรออยู่เบื้องหน้า ลิ่วอี้ปายนั้นหยิ่งทระนง และไม่กลัวสิ่งใดนางจึงไร้ซึ่งความกลัว และซูอิ๋งอิ๋งก็เช่นกันนอกจากนั้นจะไม่กลัวแล้ว ดูเหมือนนางจะโกรธซูหยวนเย่จนแทบจะไม่มองหน้า และไม่พูดคุยด้วยแม้แต่คำเดียว ส่วนสาเหตุนั้นคงไม่บอกว่าเป็เพราะเื่อะไร พอลงเรือได้นางก็ก้าวเท้าเดินอาด ๆ เข้าสู่ป่าดอกทองอย่างไม่ไยดี
“แหม ๆ ซูอิ๋งอิ๋งนี่ล่ะก็ เป็อันใดของนางกันนะ ยามข้าเรียกให้มาหาความสำราญร่วมกันสามคนก็ไม่ยอมมา แล้วยามนี้ก็ปั้นหน้าบึ้งตึง ภรรยาของท่านพี่ผู้นี้อารมณ์แปรปรวนไปมาเสียจริง” ลิ่วอี้ปายเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ชั่วร้าย พร้อมกับสั่นหน้าอย่างแช่มช้า ซูหยวนเย่ที่ได้ยินก็หันมาระบายยิ้มแห้ง ๆ ตอบ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินตามซูอิ๋งอิ๋งไป
ไม่นานนักทุกคนก็เข้ามาในป่าดอกทอง รอบกายไม่ว่าจะกวาดตามองทางทิศไหนก็เห็นแต่ต้นดอกทอง ดอกสีเหลืองอร่ามเต็มไปหมด ซูหยวยเย่มิเคยพบพานจึงเบิกตามองด้วยความอัศจรรย์ใจ ทว่า...ในเวลานั้นเองที่ลิ่วอี้ป่ายหันมาเห็นเข้าพอดี นางพลันร้องเสียงดังว่า “ท่านพี่! ท่านทำอันใดอย่ามองจ้องพวกมันเช่นนั้น...!” สิ้นเสียงนางก็พลันเกิดลมพายุดอกทองขนาดย่อม ๆ ขึ้น ก่อนจะเคลื่อนตรงเข้ามาปะทะใส่ซูหยวนเย่
“อันใดกัน!” ซูหยวนเย่รีบยกแขนเสื้อขึ้นมาป้องกันตามสัญชาตญาณ ทว่า...พอเอาแขนลงสิ่งที่พบก็คือ ยามนี้มีมันยืนอยู่ลำพังเป็ที่เรียบร้อย ไร้ร่างของลิ่วอี้ปาย หรือ ซูอิ๋งอิ๋ง อยู่ด้วย
“เกิดอะไรขึ้น! ท่านแม่ และลิ่วอี้ปายหายไปไหนกันหมด เมื่อครู่ยังอยู่เลย” ซูหยวนเย่ตื่นใสุดขีดก่อนที่มันจะส่งเสียงร้องเรียกพวกนาง แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ มันจึงออกเดินตามหา แต่แล้วเื่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหน สุดท้ายซูหยวนเย่ก็จะกลับมาที่เดิมเสมอ
“มะ...หมายความว่ายังไง ทำไมข้าถึงกลับมาที่เดิม นี่มัน....หรือว่า” ซูหยวนเย่นิ่งชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่มันจะหลับตาลงครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพลันลืมตาขึ้น
“เช่นนี้นี่เอง สิ่งที่ข้าเจออยู่ในยามนี้คือ ‘ค่ายกล ดอกทอง’ ข้าทราบมาจากความทรงจำในร่างของท่านพ่อ แต่ถึงจะรู้ว่ามันคือสิ่งใด ข้าก็ไม่รู้วิธีทำลายเพื่อหาทางออกอยู่ดี เพราะในความทรงจำของท่านพ่อยามนั้นเหมือน มีสตรีนางหนึ่งพาท่านพ่อหนี แถมบอกว่า ค่ายกล ดอกทองจะเปลี่ยนแปลงทุก หนึ่งปีโดยฝีมือของเ้าเกาะ แล้วนี่มันผ่านมากี่ปีกันแล้ว เห็นทีคนที่รู้วิธีทำลายค่ายกล ก็คงมีแต่นางผู้นั้น กับเ้าเกาะคนปัจจุบัน” ซูหยวนเย่กล่าวออกมาด้วยสีหน้าสิ้นหวัง มันทอดถอนหายใจยาว ๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินต่อ มันมิรู้ทางออก มีแต่ต้องลองเดินทางเส้นทางในความทรงจำของ ซูอี้หนาน บิดาของตนเท่านั้น
“ข้าจะต้องเดินหลงทางอยู่ในค่ายกลแห่งนี้ไปตลอดงั้นหรือ ไม่มีทางหรอก มันจะต้องมี หือ...!!?” ขณะซูหยวนเย่กำลังเดินอยู่นั้น สายตาของมันก็ได้เห็นเข้ากับเงาตะคุ่ม ๆ อยู่เบื้องหน้า
“ผู้ใดอยู่ตรงนั้น! เผยตัวออกมาเถิด ข้ามิได้มาร้าย ท่านพอจะทราบทางออกจากค่ายกลแห่งนี้หรือไม่” ซูหยวนเย่ทำใจดีสู้เสือเอ่ยปากถามเงาร่างลึกลับอย่างตรงไปตรงไป ก่อนที่ของมันจะได้ยินเสียงหัวร่อคิกคัก เบา ๆ และคำพูดตามมาว่า
“ออกจากค่ายกลแห่งนี้หรือ หยวนหยวนเ้าจะออกไปด้วยเหตุใดได้กัน ในเมื่อข้าอยู่ตรงนี้แล้ว” เสียงนั้นเป็เสียงพูดของสตรี แถมยังเป็เสียงที่ทำให้ซูหยวนเย่ ตื่นใจนอ้าปากค้างอีกด้วย
“สะ...เสียงนี้มัน ท่านแม่หรือ!!”
ใช่แล้วเสียงลึกลับที่เอ่ยขึ้นเป็เสียงของซูอิ๋งอิ๋งนั้นเอง ยามแรกซูหยวนเย่ก็กำลังจะเผยรอยยิ้มแห้งความยินดีอยู่หรอก แต่แล้วมันก็ฉุกคิดได้ว่าจะเป็ มารดาของมันได้อย่างไร แถมคำพูดเมื่อครู่ก็ดูแปลกพิกลยิ่งนัก
“เ้าไม่ใช่ท่านแม่ข้า! เ้าคือผู้ใดกัน จงเผยตัวจริงออกมา” ซูหยวนเย่ชักกระบี่ชี้ไปทางเงาลึกลับทว่า...มันกลับหายไปแล้ว ก่อนที่ซูหยวนเย่จะพลันขนลุกซู่อีกครั้ง เมื่อพบว่ามีร่าง ร่างหนึ่งกอดประชิดแนบกายของมันอยู่อย่างไม่ทันตั้งตัว
“เ้าเด็กบ้า กล้าพูดกับแม่แบบนี้หรือ เอาใหญ่แล้วนะ”
“เหวอออ..อออออ!!” ซูหยวนเย่ถึงกับร้องอุทานออกมาด้วยความใ และเตรียมจะผลักร่างปลอมของซูอิ๋งอิ๋งให้ถอยห่าง แต่แล้วมันก็ต้องชะงักนิ่ง เมื่อพบว่า ร่างของมารดาตัวปลอมยามนี้ไร้ซึ่งอาภรณ์สวมใส่อยู่แม้แต่ชิ้นเดียว
“อุ๊ย! แม่ทำให้เ้าใงั้นหรือ แม่นี่แย่จังเลย งั้นเดี๋ยวแม่จะไถ่โทษให้นะหยวนหยวน” ซูอิ๋งอิ๋งเอ่ยเสียงแ่เบาชวนสยิว ก่อนที่นางจะดันร่างของซุหยวนเย่ให้นอนลงกับพื้น น่าแปลกที่ซูหยวนเย่มิอาจขัดขืนได้เลย แถมมีเื่น่าใอีกเื่ตามมาก็คือ จู่ ๆ เสื้อผ้าที่มันสวมใส่บนร่างกายก็กลับอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว
“ปะ...เป็ไปได้ยังไงกัน มะ...ไม่ นี่เป็ภาพลวงตาหาใช่ความจริงไม่ เ้าไม่ใช่ท่านแม่ ข้าออกไป อะ...อูยยยยยย” ยังมิทัน ที่ซูหยวนเย่จะกล่าวจบ มือของซูอิ๋งอิ๋งก็รูดถอกเ้าัของมันสุดลำโคน โดยยามนี้นางนอนทาบทับร่างของซูหยวนเย่โดยหันศีรษะไปแนบชิดเ้าัั์ตาเดียว ท่อนขาเรียวยาว กับถ้ำหยกรูงามจึงอยู่ห่างจากปากของซูหยวนเย่ไม่ถึงคืบ
“จะใช่ความจริง หรือไม่ใช่เ้าจะสนไปไย เพราะถึงอย่างไรเสียเ้าก็ไม่พบทางออกไปอยู่ดี สู้อยู่หาความสุขกับแม่ไม่ดีกว่าหรือ ก็เ้านะปรารถนาสิ่งนี้มาตลอดมิใช่หรือไร เอาเลยสิทำเลย ทำตามที่ใจของเ้า้าหยวนหยวน” ซูอิ๋อิ๋งตัวปลอมกล่าวก่อนที่นางจะอ้าปากออก และกลืนกินเ้าัตาเดียวของซูหยวนเย่ให้หายเข้าไปทั้งลำ
“อูวววว..วววว โอววว...ววว อ๊าาาาา..าาาา” ซูหยวนเย่ถึงกับหลับตาปี๋ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเสียวซ่านสุดหัวใจ
นะ...นี่หรือภาพลวงตา เหตุใดมันจึงเหมือนจริงเช่นนี้ อ๊าาาา...าาาา ข้าเสียว เสียวเหลือเกิน
ซูหยวนเย่เสียวซ่านจนหลงลืมไปแล้วว่าสิ่งที่พบเจออยู่ในยามนี้คือภาพลวงตา หรือเื่จริง และพอยิ่งพอลืมตาขึ้นก็เจอถ้ำหยกที่เปียกแฉะตรงหน้า มันจึงไม่รอช้าที่จะใช้จมูกสูดดม ใช้ลิ้นตวัดเลียอย่างหน้ามืดตามัว แถมมีเสียงครางเสียวของซูอิ๋งอิ๋งตัวปลอมเสริมเข้าไปอีก ซูหยวนเย่ยามนี้จึงสุขสมราวกับ ลอยอยู่บน์ ทว่า....ในยามนั้น ณ มุมมืดของป่าซึ่งไม่ห่างมากนัก ก็ได้มีร่างของชายชราอ้วนเตี้ย ผมกับเคราสีดอกเลากำลังแอบดูซูหยวนเย่อยู่ มันจ้องเขม็งก่อนจะเอ่ยพึมพำว่า
“โอ้ มีคนหลงเข้ามาในค่ายกลดอกทองกระนั้นหรือ แถมกำลังขึ้น์กับภาพลวงตาเสียด้วย อูววว...วว นางช่างงดงามยิ่งนัก เป็ผู้ใดกัน ใบหน้าดูคุ้นตาแต่ข้านึกไม่ออก คงจะเป็คนรักของเ้าหนุ่มผู้นี้เป็แน่ ดีล่ะงั้นปล่อยให้มันมีความสุขไปก่อน เพราะข้าเองก็ต้องระบายพิษตามเช่นกัน อูยยย..ยย ซี้ดดด...ดดด ระบายเสร็จค่อยเข้าไป ยื่นข้อเสนอให้มัน หึหึ...”
มิทราบคนผู้นี้เป็ใคร และมีจุดประสงค์ใดกับซูหยวนเย่กันแน่? แต่อยู่ในค่ายกล ดอกทองโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัวได้ ก็ย่อมหาใช่คนธรรมดาแน่นอน...
จบบท