เริ่มชีวิตใหม่
สองวันต่อมา...ปารีณาเริ่มจัดข้าวของจำเป็ยัดลงกระเป๋าเดินทางใบโตหลังจากต่อสายตรงแจ้งข่าวกับเฌอรีนเรียบร้อยแล้วเพื่อนสาวของเธอดูท่าจะตื่นเต้นดี๊ด๊าออกนอกหน้าเกินเหตุ รีบส่งโลเคชันที่พักมาให้ในทันที
แต่พิกัดที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอสมาร์ตโฟนกลับไม่ใช่คอนโดมิเนียมทั่วไปอย่างที่เธอเข้าใจเพราะมันคือโรงแรมหรูระดับไฮเอนด์ใจกลางกรุง ส่วนเื่ค่าเช่านั้นเฌอรีนบอกเพียงว่าพี่ชายฝากมาบอกว่า...
‘ค่อยมาคุยกันทีหลังก็ได้’
แต่ข่าวดียิ่งกว่าการมีที่พักรองรับเลยคือเฌอรีนหางานที่ร้านคาเฟ่ให้เธอทำได้แล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากที่เธอเพิ่งพิมพ์บอกเื่เงื่อนไขของพี่เปาไปเพียงวันเดียวเพื่อนรักก็ติดต่อเ้าของคาเฟ่ที่รู้จักได้ทันควันราวกับกางตาข่ายรอรับเธออยู่แล้วอย่างนั้นแหละ
่บ่ายวันต่อมา
“เอาความยาวประบ่าค่ะ”
ปารีณาทำมือข้างหนึ่งแตะอยู่ในระดับบ่าของตัวเองเธอตัดสินใจมาตัดผมจากที่ไว้ยาวจนเกือบถึงเอว
“ตัดออกเยอะเหมือนกันนะคะคุณน้อง”ช่างตัดผมวัยกลางคนทักขึ้นพลางหยิบปอยผมยาวสลวยของเธอขึ้นมาดูด้วยความเสียดายแทน
“อยากเปลี่ยนลุคน่ะค่ะ”เธอตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ ในใจคิดว่าการเริ่มต้นใหม่ก็ควรจะเริ่มจากรูปลักษณ์ใหม่ด้วย
“ถ้าอยากเปลี่ยนลุคย้อมด้วยเลยไหม ทรงนี้เหมาะกับทำสีอยู่นะ”
“...” เดิมทีผมของเธอเป็สีดำขลับเป็เงางามช่างทำผมพิศมองใบหน้าผุดผ่องของลูกค้าสาวคนสวย ก่อนจะยื่นสมุดแค็ตตาล็อกสีผมมาให้
“ผิวน้องขาวเข้าหมดนะ ไม่ว่าจะสีอ่อนหรือสีเข้ม”
“...”นิ้วเรียวไล่เปิดดูแค็ตตาล็อกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับสีหนึ่ง“เอาสีนี้ค่ะ”
“แดงเชอร์รี่นะคะ”
“ค่ะ”
ปารีณานั่งแช่อยู่ในร้านทำผมกว่าห้าชั่วโมงเต็มๆจนรู้สึกเมื่อยล้าไปทั้งหลัง เธอจัดเต็มทั้งตัด ย้อม และดัดวอลลุ่มตามที่ช่างแนะนำ
จนตอนนี้สาวหวานผมยาวสลวยคนเดิมได้เลือนหายไปเหลือเพียงสาวสวยดูโฉบเฉี่ยวและมั่นใจ พร้อมจะกลับไปผจญภัยในกรุงเทพฯ อีกครั้ง
เมื่อมองกระจกเธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งกับลุคใหม่นี้มันช่างดูสวยสะพรึงจนแทบจำสาวหวานคนเดิมไม่ได้ปารีณาไม่รอช้าหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเซลฟี่อวดทรงผมและสีผมใหม่ลงในกลุ่มเพื่อนสาวทันที
Pingpong:
สวยค่ะ
Baibua:
เลิศไม่ไหวอยากทำสีนี้บ้างเลยอะ
Sheryn:
เปลี่ยนลุคมาก
Pei:
ลุคใหม่ เริ่มต้นชีวิตใหม่
ปารีณาหมายความตามที่พิมพ์จริงๆนี่คือจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของหญิงสาววัย 23 ปีที่พร้อมจะก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวเธอสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ แววตาเป็ประกายมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว พร้อมที่จะก้าวเดินไปบนเส้นทางของการทำงานที่แท้จริง...
จนกระทั่ง…
“ยะก๋านบ่ไหวก่อปิ๊กมาบ้านเฮาเน้อ” (ทำงานไม่ไหว ก็กลับมาบ้านเรานะ)
“แม่…”
จากใจที่กำลังฮึกเหิมพร้อมรบเสียงนุ่มๆ ของผู้เป็แม่ที่กล่าวออกมาด้วยความรักความห่วงใย กลับทำให้ไฟในใจที่กำลังพองฟูเริ่มห่อเหี่ยวลงทันตาเห็นกลายเป็เสียงถอนหายใจยาวๆ ออกมาแทน...
ในเวลาเช่นนี้แม่ควรจะให้กำลังใจให้เธอสู้ตายสิไม่ใช่เปิดทางสว่างให้เธอยอมแพ้ั้แ่ยังไม่ได้เริ่มแบบนี้
“หื้อเป้ยมันไปยะก๋านกั๋บคนอื่นก่อดีแล้วแม่” (ให้เป้ยมันไปทำงานกับคนอื่นก็ดีแล้วแม่)
เสียงเข้มๆของผู้เป็พี่ชายเอ่ยแทรกขึ้นมา ราวกับ้าผลักไสไล่ส่งเธอยังไงยังงั้น
“ปี้เปา!นี่น้องเน้อ กำลังใจสักหน่อยก่อบ่มี” (พี่เปา! นี่น้องนะ กำลังใจสักนิดก็ไม่มี)
“หึ”ใบหน้าแสยะยิ้มยียวนของพี่ชาย ทำเอาเป้ยปากคว่ำมองค้อน
“แล้วอย่ากึ้ดฮอดเป้ยจนต้องตามไปหาถึงกรุงเทพอีกล่ะกั๋น” (แล้วอย่าคิดถึงเป้ยจนต้องตามไปหาถึงกรุงเทพฯอีกแล้วกัน)
“เหอะ…ไผกึ้ดฮอด ปี้ไปยะธุระต่างหาก” (เหอะ…ใครคิดถึงพี่ไปทำธุระต่างหาก)
“เชอะ...”ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าพี่ชายแค่แกล้งแหย่เธอก็แค่แกล้งเง้างอนกลับไปตามประสาพี่น้องที่สนิทกันและมันก็อดที่จะจิกกลับไปไม่ได้ “ใจ๋ฮ้ายจะอี้ไง เลยบ่มีเมีย” (ใจร้ายแบบนี้ไงถึงไม่มีเมีย)
“หึ”พี่เปาแค่นหัวเราะอีกครั้ง ก่อนจะกระตุกยิ้มร้ายพลางยักคิ้วอย่างยียวน “งี่เง่าจะอี้ระวังจะบ่มีผัว” (งี่เง่าแบบนี้ ระวังจะไม่มีผัว)
กรี๊ดดด พี่บ้า!...ปากคอเราะราย
ปารีณาสะบัดหน้าพรืดหนีไม่แปลกใจเลยจริงๆ ว่าทำไมพี่ชายเธอถึงยังครองโสดมาได้จนป่านนี้ก็เพราะนิสัยใจร้าย ปากคมยิ่งกว่ากรรไกรแบบนี้ไง ใครหน้าไหนกันนะ...จะเป็ผู้หญิงโชคร้ายที่ต้องมาทนอยู่กับผู้ชายดิบเถื่อนแบบนี้!
แต่เอาเถอะ...ตอนนี้เธอต้องโฟกัสกับชีวิตใหม่ที่กรุงเทพฯ ก่อน
แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องหอบกระเป๋าจากบ้านเกิดเพื่อไปใช้ชีวิตในเมืองหลวงแต่ความผูกพันสายใยครอบครัว ก็ทำให้ปารีณายังคงโผเข้ากอดรัดเอวทั้งพ่อและแม่ไว้แน่นราวกับเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่อยากห่างจากอ้อมอกไปไกล
“ฮักป้อกั๋บแม่ที่สุด”(รักพ่อกับแม่ที่สุด) จุ๊บ จุ๊บปารีณาหันจุ๊บแก้มซ้ายขวาทั้งพ่อและแม่ด้วยความออดอ้อน “เป้ยไปเน้อเ้าเดี๋ยวไปถึงกรุงเทพฯ ช้า” (เป้ยไปนะคะ เดี๋ยวไปถึงที่กรุงเทพฯ ช้า)
ลูกสาวคนเล็กของบ้านจำใจต้องผละออกจากอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นโบกมือบ๊ายบายด้วยรอยยิ้มทั้งที่ขอบตาคลอไปด้วยหน่วยน้ำตาใสๆก่อนจะหันไปหาผู้เป็พี่ชาย... ที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่ด้านหลัง
ใบหน้าคมเข้มเรียบนิ่งของผู้เป็พี่ชายหรี่ตาหลุบมองตาน้องสาว ราวกับรู้ทันว่าเ้าตัวแสบ้าอะไร... สองแขนแกร่งค่อยๆอ้ากว้างออก รอรับการโผกอดอย่างรู้ใจ
วินาทีถัดมา...ปารีณาก็ะเิรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะพุ่งตัวะโกระแทกเข้ากอดพี่ชายสุดแรงเกิด!จนร่างสูงกำยำระดับชายฉกรรจ์ถึงกับเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว
มือหนาของพี่ชายลูบเรือนผมสีแดงเชอร์รี่ของน้องสาวอย่างแ่เบาด้วยความเอ็นดูที่ซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีแข็งกร้าว
แต่แล้ว… เขาก็เอ่ยประโยคทำลายล้างตัดอารมณ์ซึ้งของเธอทิ้งอย่างไม่ไยดี!
“จำไว้นะ… ทำงานไม่ครบปีไม่ต้องหวังจะมาขอทุนพี่”
พี่ชายพูดย้ำชัดๆด้วยภาษากลาง เน้นหนักจังหวะทีละคำ เพื่อให้ทะลุเข้าโสตประสาทน้องสาว
“พี่เปา!” ปารีณาแหวใส่ทันควันพร้อมกับออกแรงผลักแผงอกแกร่งของพี่ชายออกเต็มแรงด้วยความหมั่นไส้อารมณ์ซึ้งน้ำตาคลอเมื่อครู่มลายหายวับไปในพริบตา
“...” คิ้วหนาเข้มเลิกขึ้นท้าทายพร้อมรอยยิ้มมุมปากยียวนกวนอารมณ์อันเป็เอกลักษณ์ประจำตัว
“เป้ยจะทำให้ครบปีหลังจากนั้นเป้ยจะมาสูบเงินของพี่เปาไปลงทุนให้หมดตัวไปเลย คอยดู”
“หึ”ผู้เป็พี่แสยะยิ้มร้าย “อยากให้สูบใจจะขาดกลัวว่าจะไม่ทันได้สูบก็วิ่งร้องไห้กลับมาว่าทำงานไม่ไหวเสียก่อน”
“ฮือ…ดูถูกเป้ยเกินไปแล้วนะ”น้องสาวมองค้อนตาคว่ำ ทำปากยื่นใส่พี่ชายอย่างแง่งอนสุดขีด
จนอินถาผู้เป็พ่อและคำแก้วผู้เป็แม่ที่ยืนดูเหตุการณ์ต่างพากันะเิเสียงหัวเราะพรืดออกมาด้วยความเอ็นดู
ทอดสายตามองดูสองพี่น้อง...ที่ต่อให้โตเป็หนุ่มเป็สาวแค่ไหน ก็ยังหาเื่ตีฝีปากเถียงกันได้ตลอดเวลาแต่นี่แหละ... คือสีสันและความอบอุ่นของครอบครัวกำปออินทร์อย่างแท้จริง
เจ็ดชั่วโมงต่อมา...รถยนต์ของปารีณาก็เคลื่อนตัวเข้าสู่ใจกลางกรุงที่การจราจรเริ่มติดขัดหนาแน่นตามสไตล์เมืองหลวงหญิงสาวบังคับพวงมาลัยขับตามพิกัดที่เฌอรีนส่งให้จนกระทั่งมาหยุดชะงักอยู่หน้าอาคารสูงตระหง่านหรูหราโดดเด่นเป็สง่าอยู่ใจกลางเมือง
บรรยากาศรอบกายเป็่เวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำแสงไฟจากตึกสูงเริ่มสว่างไสว
ปารีณาก้าวลงจากรถพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆล็อบบี้ที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่าระยิบระยับด้วยแชนเดอเลียร์คริสตัล ก่อนจะเจอเฌอรีนเพื่อนสาวคนสนิทที่นั่งรออยู่บนโซฟาบุหนังเนื้อดี
“คิดถึง”สองสาวโผเข้ากอดกันกลมด้วยความอัดอั้นตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน
“กินไรมายังเนี่ยเป้ย?” เฌอรีนผละออกมาพลางกวาดสายตาสำรวจลุคใหม่เปรี้ยวจี๊ดของเพื่อนรักอย่างตื่นเต้น
“ยัง…หิวจนไส้จะขาดแล้วเนี่ย”
ปารีณาทำหน้ามุ่ยพลางลูบท้องตัวเองเบาๆเพราะมัวแต่รีบเร่งเครื่องให้ถึงกรุงเทพฯ ก่อนมืดเลยไม่ได้แวะพักทานอะไรเป็ชิ้นเป็อันเลยั้แ่เที่ยง
“ดีเลยงั้นไปกินข้าวกับพวกพี่ชายฉันกัน”
“พวกพี่ชาย?”ปารีณาชะงักไปเล็กน้อย ใจจริงเธอก็อยากไปสวัสดีทักทายผูกมิตรกับพี่ชายของเพื่อนเสียก่อน เพื่อเป็การขอบคุณเื่ที่พัก แต่คำว่า... พวกพี่ชายนั่นแสดงว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว “เขาอยู่กับเพื่อนเหรอแกเราเข้าไปตอนนี้จะไปรบกวนเวลาส่วนตัวเขาหรือเปล่า”
แม้จะเป็เพื่อนกับเฌอรีนมานานกว่า 4 ปี แต่เธอไม่เคยมีโอกาสได้เห็นหน้าค่าตาพี่ชายเพื่อนเลยสักครั้ง
เหตุผลหลักๆก็เพราะพี่ชายของเฌอรีนไปเรียนต่อที่ต่างประเทศนานหลายปีต่างจากเฌอรีนที่เคยเจอพี่เปาพี่ชายของเธอมาแล้วหลายครั้งเพราะพี่เปามักจะลงมาทำธุระที่กรุงเทพฯ ปีละหนสองหน
เธอไม่รู้หรอกว่าพี่ชายของเฌอรีนจะมีนิสัยใจคอเป็อย่างไรแต่ถ้าจากที่เฌอรีนเคยเล่าให้ฟังบ้างเป็บางครั้ง ก็พอจะรู้ว่าพี่ชายของเพื่อนค่อนข้างจะใจดีสปอร์ตสายเปย์
ถึงขนาดการันตีว่าเหมือน...พ่อพระมาโปรด เธอคงผูกมิตรไม่ยาก
“ไม่ว่าหรอกเพื่อนสนิททั้งนั้น พี่สิงห์ พี่เต๋อ พี่คริส คนกันเอง ใจดีกันทุกคน แล้วพี่ฌอนเขาก็เป็คนบอกเองเลยนะว่าถ้าเพื่อนมาถึงแล้ว ก็ให้ชวนไปนั่งกินข้าวด้วยกันได้เลย... ไม่ต้องเกรงใจ”
“…”ปารีณาสะดุดกึกเล็กน้อย เมื่อได้ยินชื่อนั้น...
ชื่อที่บังเอิญไปเหมือนกับชื่อของ...ใครบางคน
จริงอยู่ที่เธอเคยรู้ผ่านหูมาบ้างว่าพี่ชายของเพื่อนสนิทเธอนั้นชื่อ... ฌอน แต่ที่ผ่านมาเธอไม่เคยใส่ใจเื่นั้นเลยทำให้ไม่ทันได้จดจำ
ชื่อที่ไม่น่าจะโหล...แต่มันก็คงโหลแหละมั้ง
“งั้นเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บข้างบนห้องก่อนแล้วกัน”
เฌอรีนจูงมือเพื่อนรักพร้อมลากกระเป๋าเดินทางใบโตตรงดิ่งไปที่ลิฟต์ ก่อนจะหยิบคีย์การ์ดสีดำสนิทขอบทองขึ้นมาแตะเพื่อพาทะยานขึ้นสู่ชั้นบนสุด... ชั้นที่ 58 ของโรงแรมหรูระดับไฮเอนด์
เมื่อมองผ่านผนังลิฟต์ที่เป็กระจกใสแสงสีของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนก็เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆวิวตึกระฟ้าและแสงไฟระยิบระยับเบื้องล่างนั้นสวยงามจนน่าใจหาย
-------
มี E-Book ใน Meb
#เผลอรัก...โดยตั้งใจ
-------