ท่านประธานจอมเผด็จการกับอาจารย์ขาลุย

    บทที่ 15 ไก่ชนพันธ์ุดุ (50%)

            “คุณจอมครับ วันนี้คุณนักรบบอกว่าจะมารับคุณจอมด้วยตัวเองนะครับ เดี๋ยวคุณจอมรอที่หน้าตึกเรียนได้เลยนะครับ”

            ขณะที่จอมทัพกำลังเตรียมตัวจะลงจากรถนั้น คนขับรถประจำตัวเขาก็หันมาบอกเขาเ๹ื่๪๫ที่นักรบเรียกเขาไปพบก่อนที่จะมาส่งจอมทัพที่โรงเรียน

            “น้าน่ะเหรอ”

            จอมทัพขมวดคิ้วสงสัย ร้อยวันพันปีเขาไม่เคยเห็นน้าเขาจะมาที่โรงเรียนเลยสักนิด แม้กระทั่งประชุมผู้ปกครองก็ไม่มา แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมน้าเขาถึงได้อยากจะมารับเขาด้วยตัวเอง

            เขาเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ก่อนที่จะพยักหน้ารับทราบและลงจากรถไปโดยไม่พูดอะไร จอมทัพเดินเข้าโรงเรียนทักทายเพื่อนร่วมห้องไปตามปกติ เขาเห็นมุมินเดินมาไกล ๆ จึงเอ่ยทักทายไป

            พักหลัง ๆ มานี้เขารู้สึกว่ามุมินนั้นจะดูร่าเริงมากขึ้นไม่เหมือนก่อน เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็เบาใจ จากนั้นทั้งคู่ก็เดินไปที่ตึกเรียนด้วยกันเหมือนกับทุก ๆ วัน

            แต่ก่อนที่จอมทัพจะเดินขึ้นตึกเรียนไปนั้น สายตาเขาเหลือบไปเห็นปารมีที่กำลังเดินไปยังห้องแนะแนวที่อยู่ชั้นหนึ่งด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เขารู้สึกว่าวันนี้ปารมีนั้นแปลกกว่าทุกวัน ดูเคร่งเครียด เคร่งขรึมมากกว่าปกติ

            ‘เป็๞อะไรของเขานะ’

            จอมทัพได้แต่คิดในใจ จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องเรียกของมุมินให้รีบขึ้นห้องเรียน เขาจึงเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจก่อนจะเดินตามมุมินไป

            ‘เดี๋ยวตอนเลิกเรียนค่อยไปถามละกัน’

            ------------------

            ปารมีเข้ามาในห้องแนะแนวที่เป็๞ทั้งห้องทำงานและห้องพักครูของตัวเองด้วยอารมณ์ที่หวาดวิตก อีกทั้งเธอยังหวาดระแวงอีกด้วย

    หลังจากผ่านเหตุการณ์เฉียดตายนั้นมา เธอก็เริ่มจะระมัดระวังตัวเองมากขึ้น ไม่ปล่อยตัวเองสบาย ๆ เหมือนก่อนหน้านี้ หลายวันมานี้เธอมักจะสังเกตสิ่งรอบ ๆ ตัวมากขึ้น จนโรคแพนิคเธอมักจะกำเริบบ่อยครั้ง

            ปารมีไม่ชอบความรู้สึกนี้เลยสักนิด เธออยากจะใช้ชีวิตสบาย ๆ แบบคนอื่นเขาบ้าง แต่แค่เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น เธอก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงเหมือนเดิมอีก เพราะเธอไม่รู้ว่าจะเจอแบบเมื่อคราวนั้นเมื่อไหร่

            “ทำไมคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างฉัน ต้องมาคอยหนีพวกที่ทำผิดด้วยนะ— ให้ตายเถอะ สังคมนี้มันเป็๲อะไรกันไปหมดแล้ว”

            เธอได้แต่บ่นเท่านั้น สายตาก็มองไปที่นกสองตัวที่กำลังบินบนท้องฟ้าผ่านหน้าต่างข้างโต๊ะทำงาน เมื่อไหร่เธอจะมีชีวิตอิสระ ใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องหวาดระแวง เหมือนกับนกพวกนั้นบ้างนะ

            “อาจารย์ปามคะ— เชิญที่ห้องปกครองด้วยค่ะ พอดีมีนักเรียนทะเลาะกันในคาบพละค่ะ”

            ไม่ทันที่เก้าอี้ของปารมีจะอุ่นดีก็มีอาจารย์ผู้หญิงสวมแว่นคนหนึ่งวิ่งมาบอกเธอด้วยน้ำเสียงหอบเล็กน้อย ปารมีที่กำลังคิดว่าจะพักสมองสักหน่อยเพราะคาบแรกเธอว่าง กลับต้องไปจัดการเ๹ื่๪๫เด็กนักเรียนตีกันอีกแล้ว

            ให้ตายสิ— ไอ้ตำแหน่งนี้มันเป็๲ตำแหน่งอาถรรพ์รึไงนะ หรือปีนี้เป็๲ปีชงของเธอกันแน่ สงสัยว่าชาติที่แล้วเธอทำบุญด้วยกาแฟ โอวัลตินมากเกินไปละมั้ง ชงกันจริง!!

            ---------------------

            เวลาเลิกเรียน—

            จอมทัพนั้นกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมจะกลับบ้าน อีกอย่างวันนี้น้าเขาจะมารับด้วย ในใจลึก ๆ นั้นเขาก็แอบดีใจนิด ๆ แต่ว่าอีกใจหนึ่งเขาก็สงสัยกับพฤติกรรมของน้าเขา

            “จอม— วันนี้กลับไปก่อนเลยนะ พอดีเรามีธุระที่ชมรมต่อน่ะ”

            มุมินเดินมาบอกจอมทัพก่อนที่เธอจะเดินออกไป จอมทัพนั้นมองตามหลังไปด้วยความเป็๞ห่วง ถึงแม้ว่า๰่๭๫นี้การบูลลี่มุมินจะน้อยลงไปบ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะหมดไปซะทีเดียว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องขอบคุณปารมีที่เข้ามาคอยช่วยมุมินอยู่เสมอ

            พอนึกถึงปารมีจอมทัพเองนั้นก็นึกถึงภาพสีหน้าท่าทางปารมีเมื่อเช้า มันยิ่งทำให้เขานั้นสงสัยและเป็๲ห่วงปารมีเช่นกัน พักหลัง ๆ มานี้อาจารย์แนะแนวที่พ่วงตำแหน่งอาจารย์ฝ่ายปกครองของเขาคนนี้มักจะมีสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง ไม่สดใสร่าเริงเหมือนแต่ก่อน

    หรืองานจะหนักเกินไปนะ ก็ทั้งทำหน้าที่แนะแนวและทำงานฝ่ายปกครองด้วยนี่—

            เมื่อคิดดังนั้นเขาจึงตั้งใจว่าจะแวะไปหาปารมีก่อนกลับ เพราะเขารู้สึกเป็๲ห่วง

            ขณะที่จอมทัพนั้นกำลังเดินไปที่ห้องแนะแนวซึ่งเป็๞ห้องของปารมี เขาก็พบกับปารมีที่กำลังจะปิดประตูห้องอยู่

            “อาจารย์— กำลังจะกลับเหรอครับ”

            จอมทัพเอ่ยทักทายก่อนจะเดินไปหาปารมี เมื่อเธอเห็นจอมทัพเธอก็ปรับสีหน้าสดใสร่าเริงเหมือนเช่นปกติ แต่ทว่าแววตานั้นกลับยังคงเคร่งเครียดเช่นเดียวกัน จนจอมทัพนั้นสังเกตได้อย่างง่ายดาย

            “ใช่อาจารย์ว่าจะกลับเร็วหน่อยวันนี้— แล้วเธอยังไม่กลับเหรอจอมทัพ”

            “ครับ— ผมรอน้ามารับน่ะครับ วันนี้เขาบอกว่าจะมารับผมด้วยตัวเอง”

            เมื่อได้ยินว่านักรบนั้นจะมารับจอมทัพด้วยตัวเอง รอยยิ้มไม่ถึงดวงตาของเธอนั้นก็แข็งค้างทันที สีหน้าที่เธอพยายามปรับให้ร่าเริงสดใสนั้น กลับซีดเผือดทันใด

            คนคนนั้น จะมารับจอมทัพด้วยตัวเองงั้นเหรอ— เพราะอะไรกัน มีจุดประสงค์อะไรกันแน่

            ปารมียืนครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด สีหน้าวิตกกังวล จนจอมทัพเห็นแล้วรู้สึกเป็๲ห่วงเขาจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ปารมีซึ่งเธอนั้นไม่รู้ตัวเลยสักนิด

            ขณะที่ปารมีกำลังยืนครุ่นคิดอยู่นั้น เธอก็รู้สึกได้ถึงฝ่ามือเย็น ๆ ๱ั๣๵ั๱ที่หน้าผากของเธอ ทำเอาสิ่งที่กำลังครุ่นคิดอยู่เมื่อครู่หายไปในฉับพลัน เมื่อเห็นว่าเ๯้าของฝ่ามือนั้นคือจอมทัพนั่นเอง

            “อาจารย์ไม่สบายเหรอครับ”

            จอมทัพเอ่ยถามอย่างเป็๞ห่วง แววตาเขาสื่อออกมาโดยที่ปารมีนั้น๱ั๣๵ั๱ได้ชัดเจนถึงความรู้สึกนั้น แต่ไม่ทันที่เธอจะตอบอะไรไป เธอก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของจอมทัพ ซึ่งมันทำให้เธอนั้นสันหลังเย็นวาบทันที

            “จอม— กลับบ้านกันได้แล้ว”

            เสียงของนักรบดังขึ้น พร้อมกับสีหน้าอึมครึม สายตาคมกริบจ้องมาที่ปารมีอย่างไม่คิดปิดบัง

            -----------------

            วันนี้เป็๞วันแรกที่เขานั้นไปรับจอมทัพที่โรงเรียน จะว่าไปเขานั้นก็ไม่เคยเข้ามาในโรงเรียนของจอมทัพเลยสักทีได้แต่ขับผ่าน พลันภาพของจอมทัพเมื่อครั้งที่เพิ่งเข้ามัธยมศึกษาปีที่ 1 ใหม่ ๆ ยื่นจดหมายประชุมผู้ปกครองมาให้เขาด้วยสีหน้าตื่นเต้น แต่ตอนนั้นเขาต้องคอยประคองบริษัทที่ตอนนั้นกำลังมีปัญหาอยู่ ทำให้ไม่มีเวลา เขาจึงปฏิเสธไป

            สีหน้าของจอมทัพในความทรงจำของเขาตอนนั้นมันคือสีหน้าแห่งความผิดหวัง และหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้รับจดหมายประชุมผู้ปกครองจากจอมทัพอีกเลย

            นักรบเลี้ยวรถเข้ามาในโรงเรียนอย่างช้า ๆ จากที่คนขับรถของจอมทัพบอกเขานั้นว่า จอมทัพเรียนที่ตึกใหญ่สิบชั้นที่ตั้งตระหง่านเห็นได้ชัดจากหน้าประตู ทำให้เขานั้นไม่ต้องเสียเวลาในการขับรถวนหา

            เมื่อเขาขับมาใกล้จะถึงตึกเรียนดังกล่าว เขาก็เห็นจอมทัพยืนอยู่ตรงระเบียงชั้นหนึ่งของตึกเรียน จึงขับไปจอดที่หน้าตึก แต่สิ่งที่ทำให้เขานั้นรู้สึกหงุดหงิดนิด ๆ คือ จอมทัพไม่ได้อยู่คนเดียว ดูเหมือนว่าเขานั้นกำลังยืนคุยอยู่กับปารมีอยู่

            นักรบขับไปจอดยังที่จอดรถหน้าตึกเรียน ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะไม่สังเกตเห็นเขาที่กำลังเดินไป อารมณ์ไม่ชอบใจก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ นั่นมันก็แค่ความรู้สึกเล็ก ๆ เท่านั้น แต่เมื่อเขาเห็นว่าจอมทัพนั้นเดินเข้าไปใกล้ปารมีมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับทำบางอย่างที่เขาไม่คาดคิด อารมณ์ความรู้สึกไม่พอใจก็ขยายพองเต็มอก จนเขาไม่สามารถเก็บสีหน้าและแววตาให้เป็๞ปกติได้อีก พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่ากลับแฝงไปด้วยพลังแห่งความรู้สึกไม่พอใจอยู่เต็มเปี่ยม

            “จอม— กลับบ้านกันได้แล้ว”

            ภาพตรงหน้าในสายตาของนักรบนั้น เขากลับไม่ได้โฟกัสไปที่จอมทัพเลยสักนิดเดียว แต่ว่ากลับพุ่งมองไปที่ปารมีราวกับขีปนาวุธที่ถูกล็อคเป้าเอาไว้เรียบร้อย เขามองมือของจอมทัพที่ยังคงอังอยู่ที่หน้าผากของปารมีด้วยแววตาที่เย็นเยียบมากขึ้น จนปารมีนั้นรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่ไม่ปกติของเขา จึงได้ค่อย ๆ ปัดมือจอมทัพลง พร้อมกับจ้องสบตากับจอมทัพอย่างไม่เกรงกลัว

            “น้า— ....”

            จอมทัพได้แต่เรียกคนตรงหน้าแค่นั้น เสียงเย็นเยียบของนักรบก็ดังขึ้นราวกับเป็๞คำสั่งที่เขานั้นไม่สามารถจะขัดขืนได้

            “ขึ้นรถ— ...”

            “ครับ”

            ก่อนจะเดินไปขึ้นรถ จอมทัพก็หันมามองที่ปารมีด้วยความเป็๲ห่วงก่อนที่จะหันกลับไปขึ้นรถหรูของนักรบที่จอดอยู่ที่หน้าตึกเรียน

    นักรบจ้องไปที่ปารมีอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะหันหลังกลับและขับรถออกไป พร้อมกับความรู้สึกที่เขานั้นไม่เข้าใจเลยสักนิดเลย

    ทำไมถึงได้รู้สึกหงุดหงิดอย่างนี้นะ แล้วไอ้ความใกล้ชิดนั่นมันคืออะไร—

            เขาเหลือบสายตาไปที่จอมทัพที่นั่งอยู่ที่เบาะด้านหน้าข้างคนขับ ก่อนจะหันกลับมาโฟกัสกับเส้นทางอีกครั้ง





    โปรดติดตามตอนต่อไป