“คุณจอมครับ วันนี้คุณนักรบบอกว่าจะมารับคุณจอมด้วยตัวเองนะครับ เดี๋ยวคุณจอมรอที่หน้าตึกเรียนได้เลยนะครับ”
ขณะที่จอมทัพกำลังเตรียมตัวจะลงจากรถนั้น คนขับรถประจำตัวเขาก็หันมาบอกเขาเื่ที่นักรบเรียกเขาไปพบก่อนที่จะมาส่งจอมทัพที่โรงเรียน
“น้าน่ะเหรอ”
จอมทัพขมวดคิ้วสงสัย ร้อยวันพันปีเขาไม่เคยเห็นน้าเขาจะมาที่โรงเรียนเลยสักนิด แม้กระทั่งประชุมผู้ปกครองก็ไม่มา แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมน้าเขาถึงได้อยากจะมารับเขาด้วยตัวเอง
เขาเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ก่อนที่จะพยักหน้ารับทราบและลงจากรถไปโดยไม่พูดอะไร จอมทัพเดินเข้าโรงเรียนทักทายเพื่อนร่วมห้องไปตามปกติ เขาเห็นมุมินเดินมาไกล ๆ จึงเอ่ยทักทายไป
พักหลัง ๆ มานี้เขารู้สึกว่ามุมินนั้นจะดูร่าเริงมากขึ้นไม่เหมือนก่อน เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็เบาใจ จากนั้นทั้งคู่ก็เดินไปที่ตึกเรียนด้วยกันเหมือนกับทุก ๆ วัน
แต่ก่อนที่จอมทัพจะเดินขึ้นตึกเรียนไปนั้น สายตาเขาเหลือบไปเห็นปารมีที่กำลังเดินไปยังห้องแนะแนวที่อยู่ชั้นหนึ่งด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เขารู้สึกว่าวันนี้ปารมีนั้นแปลกกว่าทุกวัน ดูเคร่งเครียด เคร่งขรึมมากกว่าปกติ
‘เป็อะไรของเขานะ’
จอมทัพได้แต่คิดในใจ จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องเรียกของมุมินให้รีบขึ้นห้องเรียน เขาจึงเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจก่อนจะเดินตามมุมินไป
‘เดี๋ยวตอนเลิกเรียนค่อยไปถามละกัน’
------------------
ปารมีเข้ามาในห้องแนะแนวที่เป็ทั้งห้องทำงานและห้องพักครูของตัวเองด้วยอารมณ์ที่หวาดวิตก อีกทั้งเธอยังหวาดระแวงอีกด้วย
หลังจากผ่านเหตุการณ์เฉียดตายนั้นมา เธอก็เริ่มจะระมัดระวังตัวเองมากขึ้น ไม่ปล่อยตัวเองสบาย ๆ เหมือนก่อนหน้านี้ หลายวันมานี้เธอมักจะสังเกตสิ่งรอบ ๆ ตัวมากขึ้น จนโรคแพนิคเธอมักจะกำเริบบ่อยครั้ง
ปารมีไม่ชอบความรู้สึกนี้เลยสักนิด เธออยากจะใช้ชีวิตสบาย ๆ แบบคนอื่นเขาบ้าง แต่แค่เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น เธอก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงเหมือนเดิมอีก เพราะเธอไม่รู้ว่าจะเจอแบบเมื่อคราวนั้นเมื่อไหร่
“ทำไมคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างฉัน ต้องมาคอยหนีพวกที่ทำผิดด้วยนะ— ให้ตายเถอะ สังคมนี้มันเป็อะไรกันไปหมดแล้ว”
เธอได้แต่บ่นเท่านั้น สายตาก็มองไปที่นกสองตัวที่กำลังบินบนท้องฟ้าผ่านหน้าต่างข้างโต๊ะทำงาน เมื่อไหร่เธอจะมีชีวิตอิสระ ใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องหวาดระแวง เหมือนกับนกพวกนั้นบ้างนะ
“อาจารย์ปามคะ— เชิญที่ห้องปกครองด้วยค่ะ พอดีมีนักเรียนทะเลาะกันในคาบพละค่ะ”
ไม่ทันที่เก้าอี้ของปารมีจะอุ่นดีก็มีอาจารย์ผู้หญิงสวมแว่นคนหนึ่งวิ่งมาบอกเธอด้วยน้ำเสียงหอบเล็กน้อย ปารมีที่กำลังคิดว่าจะพักสมองสักหน่อยเพราะคาบแรกเธอว่าง กลับต้องไปจัดการเื่เด็กนักเรียนตีกันอีกแล้ว
ให้ตายสิ— ไอ้ตำแหน่งนี้มันเป็ตำแหน่งอาถรรพ์รึไงนะ หรือปีนี้เป็ปีชงของเธอกันแน่ สงสัยว่าชาติที่แล้วเธอทำบุญด้วยกาแฟ โอวัลตินมากเกินไปละมั้ง ชงกันจริง!!
---------------------
เวลาเลิกเรียน—
จอมทัพนั้นกำลังเก็บกระเป๋าเตรียมจะกลับบ้าน อีกอย่างวันนี้น้าเขาจะมารับด้วย ในใจลึก ๆ นั้นเขาก็แอบดีใจนิด ๆ แต่ว่าอีกใจหนึ่งเขาก็สงสัยกับพฤติกรรมของน้าเขา
“จอม— วันนี้กลับไปก่อนเลยนะ พอดีเรามีธุระที่ชมรมต่อน่ะ”
มุมินเดินมาบอกจอมทัพก่อนที่เธอจะเดินออกไป จอมทัพนั้นมองตามหลังไปด้วยความเป็ห่วง ถึงแม้ว่า่นี้การบูลลี่มุมินจะน้อยลงไปบ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะหมดไปซะทีเดียว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องขอบคุณปารมีที่เข้ามาคอยช่วยมุมินอยู่เสมอ
พอนึกถึงปารมีจอมทัพเองนั้นก็นึกถึงภาพสีหน้าท่าทางปารมีเมื่อเช้า มันยิ่งทำให้เขานั้นสงสัยและเป็ห่วงปารมีเช่นกัน พักหลัง ๆ มานี้อาจารย์แนะแนวที่พ่วงตำแหน่งอาจารย์ฝ่ายปกครองของเขาคนนี้มักจะมีสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง ไม่สดใสร่าเริงเหมือนแต่ก่อน
หรืองานจะหนักเกินไปนะ ก็ทั้งทำหน้าที่แนะแนวและทำงานฝ่ายปกครองด้วยนี่—
เมื่อคิดดังนั้นเขาจึงตั้งใจว่าจะแวะไปหาปารมีก่อนกลับ เพราะเขารู้สึกเป็ห่วง
ขณะที่จอมทัพนั้นกำลังเดินไปที่ห้องแนะแนวซึ่งเป็ห้องของปารมี เขาก็พบกับปารมีที่กำลังจะปิดประตูห้องอยู่
“อาจารย์— กำลังจะกลับเหรอครับ”
จอมทัพเอ่ยทักทายก่อนจะเดินไปหาปารมี เมื่อเธอเห็นจอมทัพเธอก็ปรับสีหน้าสดใสร่าเริงเหมือนเช่นปกติ แต่ทว่าแววตานั้นกลับยังคงเคร่งเครียดเช่นเดียวกัน จนจอมทัพนั้นสังเกตได้อย่างง่ายดาย
“ใช่อาจารย์ว่าจะกลับเร็วหน่อยวันนี้— แล้วเธอยังไม่กลับเหรอจอมทัพ”
“ครับ— ผมรอน้ามารับน่ะครับ วันนี้เขาบอกว่าจะมารับผมด้วยตัวเอง”
เมื่อได้ยินว่านักรบนั้นจะมารับจอมทัพด้วยตัวเอง รอยยิ้มไม่ถึงดวงตาของเธอนั้นก็แข็งค้างทันที สีหน้าที่เธอพยายามปรับให้ร่าเริงสดใสนั้น กลับซีดเผือดทันใด
คนคนนั้น จะมารับจอมทัพด้วยตัวเองงั้นเหรอ— เพราะอะไรกัน มีจุดประสงค์อะไรกันแน่
ปารมียืนครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด สีหน้าวิตกกังวล จนจอมทัพเห็นแล้วรู้สึกเป็ห่วงเขาจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ปารมีซึ่งเธอนั้นไม่รู้ตัวเลยสักนิด
ขณะที่ปารมีกำลังยืนครุ่นคิดอยู่นั้น เธอก็รู้สึกได้ถึงฝ่ามือเย็น ๆ ััที่หน้าผากของเธอ ทำเอาสิ่งที่กำลังครุ่นคิดอยู่เมื่อครู่หายไปในฉับพลัน เมื่อเห็นว่าเ้าของฝ่ามือนั้นคือจอมทัพนั่นเอง
“อาจารย์ไม่สบายเหรอครับ”
จอมทัพเอ่ยถามอย่างเป็ห่วง แววตาเขาสื่อออกมาโดยที่ปารมีนั้นััได้ชัดเจนถึงความรู้สึกนั้น แต่ไม่ทันที่เธอจะตอบอะไรไป เธอก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของจอมทัพ ซึ่งมันทำให้เธอนั้นสันหลังเย็นวาบทันที
“จอม— กลับบ้านกันได้แล้ว”
เสียงของนักรบดังขึ้น พร้อมกับสีหน้าอึมครึม สายตาคมกริบจ้องมาที่ปารมีอย่างไม่คิดปิดบัง
-----------------
วันนี้เป็วันแรกที่เขานั้นไปรับจอมทัพที่โรงเรียน จะว่าไปเขานั้นก็ไม่เคยเข้ามาในโรงเรียนของจอมทัพเลยสักทีได้แต่ขับผ่าน พลันภาพของจอมทัพเมื่อครั้งที่เพิ่งเข้ามัธยมศึกษาปีที่ 1 ใหม่ ๆ ยื่นจดหมายประชุมผู้ปกครองมาให้เขาด้วยสีหน้าตื่นเต้น แต่ตอนนั้นเขาต้องคอยประคองบริษัทที่ตอนนั้นกำลังมีปัญหาอยู่ ทำให้ไม่มีเวลา เขาจึงปฏิเสธไป
สีหน้าของจอมทัพในความทรงจำของเขาตอนนั้นมันคือสีหน้าแห่งความผิดหวัง และหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้รับจดหมายประชุมผู้ปกครองจากจอมทัพอีกเลย
นักรบเลี้ยวรถเข้ามาในโรงเรียนอย่างช้า ๆ จากที่คนขับรถของจอมทัพบอกเขานั้นว่า จอมทัพเรียนที่ตึกใหญ่สิบชั้นที่ตั้งตระหง่านเห็นได้ชัดจากหน้าประตู ทำให้เขานั้นไม่ต้องเสียเวลาในการขับรถวนหา
เมื่อเขาขับมาใกล้จะถึงตึกเรียนดังกล่าว เขาก็เห็นจอมทัพยืนอยู่ตรงระเบียงชั้นหนึ่งของตึกเรียน จึงขับไปจอดที่หน้าตึก แต่สิ่งที่ทำให้เขานั้นรู้สึกหงุดหงิดนิด ๆ คือ จอมทัพไม่ได้อยู่คนเดียว ดูเหมือนว่าเขานั้นกำลังยืนคุยอยู่กับปารมีอยู่
นักรบขับไปจอดยังที่จอดรถหน้าตึกเรียน ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะไม่สังเกตเห็นเขาที่กำลังเดินไป อารมณ์ไม่ชอบใจก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ นั่นมันก็แค่ความรู้สึกเล็ก ๆ เท่านั้น แต่เมื่อเขาเห็นว่าจอมทัพนั้นเดินเข้าไปใกล้ปารมีมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับทำบางอย่างที่เขาไม่คาดคิด อารมณ์ความรู้สึกไม่พอใจก็ขยายพองเต็มอก จนเขาไม่สามารถเก็บสีหน้าและแววตาให้เป็ปกติได้อีก พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่ากลับแฝงไปด้วยพลังแห่งความรู้สึกไม่พอใจอยู่เต็มเปี่ยม
“จอม— กลับบ้านกันได้แล้ว”
ภาพตรงหน้าในสายตาของนักรบนั้น เขากลับไม่ได้โฟกัสไปที่จอมทัพเลยสักนิดเดียว แต่ว่ากลับพุ่งมองไปที่ปารมีราวกับขีปนาวุธที่ถูกล็อคเป้าเอาไว้เรียบร้อย เขามองมือของจอมทัพที่ยังคงอังอยู่ที่หน้าผากของปารมีด้วยแววตาที่เย็นเยียบมากขึ้น จนปารมีนั้นรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่ไม่ปกติของเขา จึงได้ค่อย ๆ ปัดมือจอมทัพลง พร้อมกับจ้องสบตากับจอมทัพอย่างไม่เกรงกลัว
“น้า— ....”
จอมทัพได้แต่เรียกคนตรงหน้าแค่นั้น เสียงเย็นเยียบของนักรบก็ดังขึ้นราวกับเป็คำสั่งที่เขานั้นไม่สามารถจะขัดขืนได้
“ขึ้นรถ— ...”
“ครับ”
ก่อนจะเดินไปขึ้นรถ จอมทัพก็หันมามองที่ปารมีด้วยความเป็ห่วงก่อนที่จะหันกลับไปขึ้นรถหรูของนักรบที่จอดอยู่ที่หน้าตึกเรียน
นักรบจ้องไปที่ปารมีอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะหันหลังกลับและขับรถออกไป พร้อมกับความรู้สึกที่เขานั้นไม่เข้าใจเลยสักนิดเลย
ทำไมถึงได้รู้สึกหงุดหงิดอย่างนี้นะ แล้วไอ้ความใกล้ชิดนั่นมันคืออะไร—
เขาเหลือบสายตาไปที่จอมทัพที่นั่งอยู่ที่เบาะด้านหน้าข้างคนขับ ก่อนจะหันกลับมาโฟกัสกับเส้นทางอีกครั้ง
โปรดติดตามตอนต่อไป