ตอนที่ 52: การสถาปนาเมืองหลวงชั้นที่สิบ และการปูทางสู่อนาคตแห่งมิติมืด
วูบมมมมมมมมมมมมมมม!
แสงสว่างสีฟ้าครามแห่งม่านพลังงานประตูมิติ ค่อยๆ สว่างวาบขึ้นทั่วทั้ง 'โถงเมืองหลวงกลไกโบราณ (The First Core City) ' ความกว้างขวางไกลสุดสายตากว่าสี่กิโลเมตร!
ละอองไอมานามืดและไอร้อนจากศึกบอสใหญ่ชั้นที่ 10 สลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียง 'สนามพลังงานบาเรียมิติเสถียรไร้สิ่งแปลกปลอม (Absolute Safe-Zone Field) ' ที่ส่งกลิ่นอายเย็นสดชื่นประดุจยอดเขาสูง สะท้อนเงาร่างของขุนพลทั้งสี่—น้ำมนต์, โมนา, ร้อยเอกสิงขร และจ่าสิบเอกหญิงลันตา—บนพื้นคอนกรีตผสมแร่อัคนีทองคำสีสุกใส!
สถาปัตยกรรมโดยรอบ ไม่ใช่โถงอันตรายหรือลานประลองที่พังทลาย แต่มันคือ 'เมืองหลวงโบราณใต้อาคารทรงโดมแก้วมณี' สูงเสียดฟ้ากว่าสามร้อยเมตร มีอาคารเหล็กกล้าผสมแร่มิสริลทรงแปดเหลี่ยมตั้งเรียงรายเป็นบล็อกเมืองนับร้อยหลัง ซอยถนนกว้างสี่สิบเมตร และที่ใจกลางเมือง... ปรากฏ 'แท่นวงล้อมวาร์ปมิติหลัก (Central Core Warp Gate) ' ขนาดยักษ์ความกว้างกว่าสามสิบเมตร ส่องแสงโฮโลแกรมสัญญาณสื่อสารสีฟ้าเรืองรองเชื่อมตรงสู่โลกมนุษย์!
วิ้งมมมมมมมมมมมมมมม!
ที่ใจกลางแท่นวาร์ปมิติหลัก... ม่านน้ำมิติเสถียรหมุนวนระริกขึ้นทันตา! สัญญาณภาพและเสียงจาก ผู้กองเดช และคณะผู้บัญชาการระดับสูง ศป.ม. จากสถาบันวิจัยมิติโลกมนุษย์ ฉายชัดขึ้นมากลางอากาศในทันที!
"ผู้กองสิงขร! น้ำมนต์! ได้ยินไหม?!" เสียงผู้กองเดชดังก้องผ่านลำโพงระบบวิทยุมิติมืด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสั่นเครือและตื่นเต้นสุดขีด "แท่นสัญญาณมิติที่ฐานเบื้องล่าง... มันแจ้งเตือนว่าพวกเธอสามารถเคลียร์ 'จุดเช็กพอยต์ใหญ่แรก (Major Checkpoint 1 - Floor 10) ' ได้สำเร็จแล้ว! แถมระบบหอคอยยังขยายม่านประตูมิติเปิดสิทธิ์โควตาเข้า-ออกเสรีเก้าร้อยคนแล้วด้วย!"
"ผู้กองเดชครับ!" ร้อยเอกสิงขรยืดกายแกร่งขึ้น ตอบกลับด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจดุดัน "รายงานสถานการณ์จากชั้นที่สิบ!
ศัตรูระดับบอส 'อสูรขุนพลเหล็กสามหัว' ถูกกำจัดสมบูรณ์แบบ! โซนชั้นที่สิบแห่งนี้คือ Safe-Zone City ขนาดใหญ่ สามารถส่งกำลังพลเข้าสถาปนาเป็น 'ศูนย์บัญชาการมิติมืด ศป.ม. (First Core FOB) ' ได้ทันทีครับ!"
"รับทราบอย่างยิ่ง! กองพันทหารช่าง หน่วยแพทย์ และเหล่านักล่าทรัพยากรรุ่นแรกจะข้ามมิติผ่านแท่นวาร์ปขึ้นไปในอีกสิบนาทีนี้!"
ตึง... ตึง... ตึง...
เพียงไม่ถึงสิบนาทีหลังสิ้นเสียงสัญญาณ... ประตูมิติมืดใจกลางแท่นวาร์ปหลักก็ระเบิดแสงสีฟ้าสว่างวาบ!
ภาพของทหาร ศป.ม. กองพันทหารช่างนับร้อยนายในชุดเกราะเขียวขี้ม้า พร้อมรถลำเลียงสายพานหนัก ปืนใหญ่มานาพกพา อุปกรณ์ก่อสร้างไฮเทค และเหล่าเกจิอาจารย์ขมังเวทย์ในชุดยันต์นาโน เดินข้ามผ่านประตูมิติขึ้นมาเหยียบลงบนแผ่นดินชั้นที่ 10 อย่างเป็นทางการ!
ภาพความครึกครื้นและศรัทธาอันเปี่ยมล้นเกิดขึ้นในทันตา! ทหารช่างเร่งกระจายกำลังติดตั้งสายส่งสัญญาณกระจายคลื่นบาเรีย ตั้งค่ายพยาบาล และแปลงอาคารเหล็กกล้าโบราณให้กลายเป็น 'ตลาดแลกเปลี่ยนทรัพยากรมิติมืด' และ 'ศูนย์ฝึกอบรมขมังเวทย์ไซเบอร์' ในทันที!
"น้ำมนต์..." โมนาเดินเข้ามาหยุดยืนข้างเด็กวัดขมังเวทย์ นัยน์ตาสุกใสมองดูทหารและเหล่านักล่าทรัพยากรรุ่นแรกที่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ในชั้นที่ 10 "โควตาเก้าสี่ร้อยคนนี้... จะทำให้โลกมนุษย์ภายนอกไม่มีวันพ่ายแพ้ให้กับภัยคุกคามมิติมืดอีกต่อไปแล้วนะคะ"
"ครับโมนา" น้ำมนต์ส่งยิ้มบางๆ ที่เปี่ยมด้วยความสงบฌาน "หอคอยแกนกลางแห่งนี้ ไม่ใช่ดันเจี้ยนนรกอีกต่อไป แต่มันคือขุมพลัง สถาบันฝึกฝน และยุทธศาสตร์การอยู่รอดของมนุษยชาติ"
น้ำมนต์ยกมือขวาที่พันผ้าดิบขึ้นทาบลงบน 'ยันต์เสือเผ่นมหาอำนาจ' บนแผ่นอกเสื้อเกราะนาโนด้ายทองคำ สัมผัสแห่งสมาธิฌานอานาปานสติที่หลอมรวมกับเส้นด้ายทองคำแท้ 99.99% บริสุทธิ์ จนเสถียรแน่นหนาอยู่ที่ 75% ส่งกระแสความอบอุ่นบริสุทธิ์ไหลซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
วิ้งมมมมมมม!
"ระบบประมวลผลสแกนและวิเคราะห์โครงสร้างชั้นที่ 11 ถึง 20 ครับเจ้าโฮสต์!"
เสียงเอเต้ดังกังวานขึ้น ดวงกลมแสงสีฟ้าลอยหมุนวนรอบไหล่ ฉายแผนผังโฮโลแกรม 3 มิติของโซนถัดไปขึ้นกลางอากาศ
"โซนชั้นที่ 11 ถึง 20 คือ 'จักรวรรดิกลไกอนาคตและลานประลองสงครามโบราณ (Cybernetic Empire Sector) ' ศัตรูจะไม่ใช่แค่อสูรกลายพันธุ์ธรรมดาแล้ว แต่เป็น 'จักรโกลสงครามที่มีระบบปัญญาประดิษฐ์ประสานแนวยิงไร้จุดอับ'!"
วิ้งมมมมมมมมมมมมมมม!
บน 'แท่นศิลาจารึกแผนที่มิติมืด' สีดำสนิทข้างประตูเมืองหลวง... แสงโฮโลแกรมสีทองคำฉายชัดถึงเป้าหมายยุทธศาสตร์ถัดไปของหอคอยแกนกลางอย่างเกรียงไกร
[แผนผังยุทธศาสตร์การไต่หอคอยแกนกลาง (Core Tower Roadmap) ]
จ่าสิบเอกหญิงลันตาเดินเข้ามาตรวจเช็กอุปกรณ์สแกนพิกัดจากแท่นควบคุม ก่อนจะหันมามองทุกคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย "ผู้กองคะ เพิ่งได้รับรายงานด่วนจากสถานีภาคพื้นดินโลกมนุษย์ว่า สถานการณ์แนวหน้าเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เวลาของเรามีจำกัดมากค่ะ"
ร้อยเอกสิงขรพยักหน้ารับอย่างใช้ความคิด เขากวาดสายตามองแผนผังชั้นย่อยตั้งแต่ชั้น 11 ถึง 19 แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงวิเคราะห์ "ถ้าเราเลือกเดินเท้าเคลียร์ทีละชั้นเหมือนช่วงแรก ประเมินเวลาแล้วเราจะต้องเสียอย่างน้อยสัปดาห์เต็มๆ ซึ่งโลกมนุษย์ไม่มีเวลาเหลือรอขนาดนั้นแน่"
โมนาประสานมือเข้าด้วยกันพลางเสริมมุมมอง "หนูเห็นด้วยกับพี่สิงขรค่ะ ถึงชั้นย่อยระหว่างทางจะมีทรัพยากรกลไกน่าสนใจ แต่ถ้าแนวหน้าข้างนอกแตก การฟาร์มของในนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย"
น้ำมนต์หลับตาลงชั่วครู่เพื่อดึงสมาธิเข้าสู่ฌานอานาปานัสสติ ก่อนจะลืมตาขึ้นมองเพื่อนร่วมทีมด้วยแววตาสุขุมลุ่มลึก
"โยนิโสมนสิการ... เราต้องมองภาพรวมให้ขาดครับ สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ไม่ใช่การเก็บกวาดทุกซอกทุกมุมด้วยตัวเอง แต่คือการพุ่งเป้าไปที่ 'จุดเช็กพอยต์ใหญ่ที่ชั้น 20' เพื่อชิงกุญแจมิติชิ้นที่สองให้เร็วที่สุด"
เด็กวัดขมังเวทย์อธิบายแผนต่ออย่างเป็นระบบ "ส่วนชั้นย่อยระหว่างทางตั้งแต่ชั้น 11 ถึง 19 เราสามารถเปิดเส้นทางด่วนแล้วปล่อยให้ทีมสำรวจหรือหน่วยสนับสนุนชุดรองที่เพิ่งข้ามมิติมาผ่านโควตา 900 คน ตามเข้ามาเก็บกวาดรายละเอียดและฝึกฝนทีหลังได้ วิธีนี้จะช่วยประหยัดเวลาและกระจายกำลังพลได้คุ้มค่าที่สุดครับ"
ร้อยเอกสิงขรยิ้มรับด้วยความพอใจ เขาทุบมือลงบนบ่าของน้ำมนต์เบาๆ "เยี่ยมมากน้ำมนต์ การมองเกมแบบนี้ทำให้เราไม่หลงทาง... ลันตา! ตั้งค่าระบบวาร์ปควอนตัมของหอคอย ข้ามผ่านชั้นย่อย 11 ถึง 19 พุ่งเป้าไปที่ประตูหน้าชั้น 20 ทันที!"
"รับทราบค่ะผู้กอง!" ลันตารัวนิ้วบนแป้นพิมพ์ควบคุมของหอคอยอย่างรวดเร็ว
น้ำมนต์มองออกไปทางประตูมิติสว่างไสว นัยน์ตาสีเข้มฉายแววสมาธิฌานอานาปานัสสติที่สว่างจ้าดั่งเพชร
"เช็กพอยต์ที่สอง ชั้นที่ 20... เพื่ออนาคตของพวกเราทุกคน ลุยกันครับ!"