มือที่สวมถุงมือหนาของทหารตบลงบนตัวธานแรงๆ เขาโดนสั่งให้ยืนกางขาและเอามือไว้ที่ท้ายทอย
ทหารอีกคนก้าวเข้ามาข้างตัวเขา มือหยาบกระชากกระเป๋าสะพายที่ธานถือนิ่งไว้ตลอดการเดินทางออกมา รูดซิปเปิดออกอย่างแรงก่อนจะเททุกอย่างลงบนโต๊ะไม้ที่ตั้งไว้เป็จุดตรวจชั่วคราว
แกรก... เคร้ง!
ปากกา สมุดบันทึก และไฟฉายกลิ้งไปตามแรงเท แต่สิ่งที่ทำให้ทหารทั้งสองคนชะงักคือ 'แท่งเหล็กสีดำสนิท' ที่ยาวประมาณ 2 ฟุต มันตกลงบนโต๊ะเสียงดังหนักแน่น ผิวััของมันดูเรียบด้านและไม่มีคม แต่น้ำหนักของมันดูจะมากกว่าเหล็กทั่วไปอย่างประหลาด
ทหารหนุ่มหยิบ ‘แท่งเหล็ก’ ขนาดย่อมที่พันด้วยเทปผ้าสีดำสนิทขึ้นมาพิจารณา เขาเงยหน้ามองพนักงานห้องสมุดที่ดูขี้โรคตรงหน้าด้วยสายตาเคลือบแคลง
“ไอ้แท่งนี่เอาไว้ทำอะไร?” ทหารถามพลางเหวี่ยงมันเล่นในมือ
ธานพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นไปตามแรงสะท้านของร่างกาย เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูเหมือนคนกำลังหัวเสีย
“นั่นมันแกนรับน้ำหนักของขาตั้งกล้อง ผมรับงานถ่ายภาพส่งสำนักพิมพ์ด้วย พอดีของมันพังผมเลยรื้อส่วนประกอบออกมาจะเอาไปหาอะไหล่เปลี่ยนอุปกรณ์พวกนี้ นี่ก็กะว่าจะแวะไปหาช่างหลังเลิกงาน เลยต้องหอบติดกระเป๋ามาด้วยเนี่ยแหละครับ”
สายตาของทหารเลื่อนไปเห็นถุงผ้าใบเล็กที่บรรจุสมุนไพรแห้ง กลิ่นฉุนกึกของมันลอยขึ้นมาแตะจมูก
“แล้วไอ้หญ้าแห้งนี่ล่ะ?”
“ยาจีนครับ ผมเพิ่งกลับมาจากทริปเดินป่าแล้วไข้ขึ้น ร่างกายมันเพลียๆเลยต้องพกมาต้มกินบำรุง”
ธานสวนกลับเสียงเครียด “พวกคุณตรวจเสร็จหรือยัง? ทุกวินาทีที่เสียไป กระดาษพวกนั้นอาจจะกำลังกรอบเป็เถ้าถ่าน หรือระบบสำรองอาจรวนไปแล้วก็ได้นะครับ!”ถ้าเอกสารสำคัญของชาติเสียหายเพราะความล่าช้าตรงนี้ ผมควรจะใส่ชื่อพวกคุณลงในรายงานด้วยไหม?”
หัวหน้าชุดทหารมองหน้าธานที่ตอนนี้ดูเหมือนคนไข้ใกล้ตายมากกว่าจะเป็ผู้บุกรุก เขาพยักหน้าส่งสัญญาณให้ลูกน้องเก็บของคืนใส่กระเป๋าแบบลวกๆ
“เชิญครับ แต่ขอให้ตรงไปที่ส่วนงานของคุณเลยนะ อย่าแวะที่อื่น เพราะทหารข้างในได้รับคำสั่งให้กักตัวทุกคนที่อยู่นอกพื้นที่รับผิดชอบโดยไม่มีข้อยกเว้น ถ้าถูกรวบขึ้นมา เื่มันจะยาวกว่าเดิมนะครับ”
ธานไม่รอให้เขาเปลี่ยนใจ เขารีบคว้ากระเป๋าขึ้นสะพาย ััของแท่งเหล็กที่กดทับแผ่นหลังผ่านชั้นผ้าใบให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด เขาหยุดมองนาฬิกาข้อมือ... 16.23 น. เวลาที่เหลืออีกเพียง 15 ชั่วโมง 37 นาที บีบให้เขาต้องขยับตัว
เขาเดินกึ่งวิ่งเลี่ยงจากความโกลาหลที่ลานหน้าหอสมุดฯ มุ่งหน้าสู่ "อาคาร 3" หรืออาคารเทคนิคด้านหลัง สายตาของเขาเรียบเฉย ไร้ความกังวลหรือตื่นกลัว มันคือสายตาของคนที่เคยเห็นจุดจบของโลกมาแล้วครั้งหนึ่ง เขาเดินสวนกระแสผู้คนที่กำลังแตกตื่นและเสียงะโของทหารราวกับคนละมิติ
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตอาคารเทคนิค บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความวุ่นวายเื้ัถูกตัดขาดด้วยประตูกระจกบานหนาที่มีตราสัญลักษณ์หน่วยงานติดอยู่ ทหารหรือคนนอกไม่มีทางสนใจที่นี่ เพราะพวกเขาคิดว่ามันมีเพียง 'กองเศษกระดาษเก่าๆ' แต่สำหรับธาน นี่คือป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดในย่านนี้
ทุกฝีเท้าที่ก้าวไปบนระเบียงทางเดินไม่ใช่การสำรวจ แต่มันคือ "ความทรงจำทางกายภาพ"
ร่างกายของเขาสั่งการเองโดยอัตโนมัติ ทุกจังหวะการเลี้ยวตรงหัวมุมหรือระยะห่างของแต่ละก้าวคือ "ความทรงจำทางกายภาพ" ที่เขาสามารถเดินผ่านไปได้โดยไม่ต้องหยุดมองทาง
เมื่อขึ้นถึงชั้น 3 กลิ่นเฉพาะตัวของ "กองงานอนุรักษ์" ก็พุ่งเข้าแตะจมูก กลิ่นน้ำยาเคมีผสมกับกลิ่นกระดาษสาเก่าเก็บ... กลิ่นที่เขาไม่ได้ััมานานถึงสิบปี สิบปีที่เขาต้องจมอยู่กับกลิ่นคาวเืและการดิ้นรนเอาตัวรอด
ธานหยุดลงที่หน้าห้องทำงานของอาจารย์สุชาติ มือของเขาเอื้อมไปััลูกบิดประตูโดยไม่ต้องคิด ความหนักและผิวััของมันคุ้นมือยิ่งกว่าอาวุธสังหารที่เขาเคยถือในชีวิตก่อนหน้าเสียอีก
เขาสูดลมหายใจลึก กลิ่นอายความสงบที่หลงเหลืออยู่นี้คือสิ่งเดียวที่เขามีในฐานะคนตายที่ได้โอกาสกลับมา เขาไม่ใช่พนักงานที่มาทำงานตามหน้าที่อีกต่อไป แต่คือผู้รอดชีวิตที่แบกความลับสิบปีไว้บนบ่า และเขารู้ดีว่า... นี่คือความสงบ่สุดท้าย เพราะเมื่อเวลาที่เหลือหมดลง เขาจะไม่มีวันได้เห็นสถานที่แห่งนี้ในสภาพเดิมอีกแล้ว
ธานเคาะประตูด้วยจังหวะที่เคยชิน จังหวะเดียวกับที่เขาจำได้แม่นจาก 'ชีวิตก่อน'... ก่อนที่โลกจะพังทลายลง