จะว่าไปแล้วในสังคมของยุคนี้ อาชีพที่ต่ำต้อยที่สุดก็คืออาชีพค้าขายส่วนอาชีพเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน คืออาชีพที่มีเกียรติในสังคมปฎิรูปของจีนในตอนนี้ และอาชีพที่ทุกคนใฝ่ฝันก็คือการเป็ลูกจ้างของรัฐ ตามโรงงานต่างๆ ในสมัยนี้โรงงานทอผ้า โรงงานหลอมเหล็กและอุตสาหกรรมต่างๆเป็ของรัฐทั้งหมด
รวมไปถึงรับราชการทหารตำรวจแพทย์และพยาบาล อาชีพเหล่านี้มีสวัสดิการที่ดีมีเกียรติและมั่นคงจึงเป็ที่หมายปองของวัยรุ่นหนุ่มสาวและผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศ
และการหาลูกจ้างสักคนเพื่อมาขายของหน้าร้าน แม้จะมีตำแหน่งเป็ผู้จัดการร้านและเงินเดือนค่อนข้างสูงแต่ก็เป็เื่ที่คนมีความรู้ไม่นิยมทำสักเท่าไหร่ เพราะเห็นว่าการค้าขายและเก็งกำไรเป็เื่ไร้ศักดิ์ศรีคนดีๆเขาไม่ทำกัน
จะมีก็แต่พวกที่โลภและเ้าเล่ห์เท่านั้นที่จะหากินกำไรบนความทุกข์ของเพื่อนร่วมชาติ ฉะนั้นการที่ซ่งอันหลินเสนอเงินเดือนให้กับญาติผู้พี่ของเธอมากกว่าเงินเดือนของคนที่ทำงานโรงงานนั้น เพื่อเป็แรงจูงใจให้กับญาติผู้พี่ของเธอ
อีกอย่างการซื้อความไว้เนื้อเชื่อใจส่วนใหญ่จะเลือกคนใกล้ตัวก่อนทั้งนั้น เธอก็ไม่รู้ว่าระบบจะอยู่กับเธอไปอีกเมื่อไหร่
หากว่าวันหนึ่งเธอตื่นขึ้นมาแล้วระบบหายไป ชีวิตของเธอคงจะลำบากมากๆเป็แน่ ส่วนที่ดินที่จะปลูกบ้านและทำไร่นั้น ถ้าหากว่าพ่อของเธอยินดีย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกับเธอ เงินแค่เล็กๆน้อยๆเธอก็ยอมที่จะทิ้งไปได้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่ถ้าจะชั่วจะดีพ่อก็ไม่ยอมย้ายเข้มาในเมือง เธอก็คงจะพาแค่เสี่ยวหลันเข้ามาอยู่ด้วยกันในเมืองเท่านั้น
แต่..ตอนนี้สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือการซ่อมแซมบ้านและตบแต่งร้านค้าซ่งอันหลินนึกถึงร้านมินิมาร์ทในอนาคต รูปแบบร้านที่มีการติดราคาและให้ลูกค้าบริการด้วยตนเองก็น่าสนใจ เพียงงแต่ว่า..คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้หนังสือการขายของแบบเดิมคือไปหยิบให้และคิดเงินน่าจะเป็ทางออกที่ดิีที่สุดในเวลานี้
และแน่นอนร้านที่ใหญ่ขนาดนั้น ใช้พนักงานแค่คนเดียวไม่น่าจะเพียงพอ เธอจะให้เสี่ยวหลันเข้าเรียนต่อชั้นประถมในตัวเมือง แรงงานในครอบครัวของเธอก็จะไม่เหลือใครนอกจากนางหลิวและซ่งเอ้อเฉิน ซึ่งแน่นอนทั้งสองคนนี้หน้าบางย่อมไม่กล้าที่จะค้าขายเป็แน่ ในยุคสมัยที่การขายของเป็เื่น่าอายแบบนี้
…"พ่อคะ ลุงเหอให้ฉันมาหาช่างในหมู่บ้านไปซ่อมแซมร้านค้าในเมืองให้หน่อย ค่าจ้างวันละ5หยวนเป็ช่างไม้และช่างก่อสร้างที่สามารถซ่อมแซมบ้านอิฐได้ พ่อพอจะมีเพื่อนๆที่ทำงานแบบนี้ได้ไหมคะ"
“มีสิ..ลุงว่านไง ทั้งตระกูลของลุงว่านและญาติพี่น้องฝั่งเมียแกเป็ช่างมาก่อน ไม่ว่าจะทำโต๊ะเก้าอี้หรือบ้านลุงว่านทำได้ทุกอย่าง ค่าแรงเยอะมากเลยนะตั้ง5หยวนต่อวันเลยเหรอ จิ๊..จิ๊..ลุงเหอนี่ร่ำรวยจริงๆ”
“ค่าแรงไม่มากหรอกพ่อ เพราะไม่มีอาหารเลี้ยงต้องซื้ออาหารกินกันเองราคาอาหารในตัวเมืองก็ถือว่าแพงอยู่ แต่จะให้ดีควรห่อข้าวไปกินกันเองจะได้ประหยัดเงิน พ่อไปถามให้หน่อยนะ ถ้าจะให้ดีอีกสองวันเริ่มงานเลย ส่วนวัสดุอุปกรณ์พ่อให้ลุงว่านเป็ธุระให้หน่อยนะคะ ลุงเหอแกไม่มีใครฉันเองก็ไม่ค่อยรู้เื่พวกนั้น”
ซ่งเอ้อเฉินรีบแทบจะบินไปหาเพื่อนอย่างลุงว่าน โย่ว…มีเื่ดีๆอย่างงานที่ให้ค่าแรงวันละ5หยวนทำไมเขาจะไม่ดีใจเล่า เหล่าว่านกับเขาก็สนิทกันขนาดนั้น รายได้ขนาดนี้จุดไต้ตามหาในรัศมี10ลี้ก็ไม่มีทางเจอ
….
….
ผ่านไปเกือบสองอาทิตย์การซ่อมแซมร้านและทำชั้นวางของตามแบบที่ซ่งอันหลินวาดไว้ให้ก็เสร็จเรียบร้อย นอกจากนั้นยังมีการทำสถานที่สำหรับขายอาหารที่ง่ายๆอย่างซาลาเปาด้วย ในเมืองมีไฟฟ้าใช้แล้วไม่เหมือนในหมู่บ้านต้าเจี่ยที่ยังล้าหลังอยู่ ซ่งอันหลินใช้เวลาหลังจากตรวจสอบความเรียบร้อยของงานเสร็จ
หญิงสาวอาศัย่ที่ไม่มีคนวางตู้แช่แข็งและตู้เย็นที่ซื้อมาจากระบบ รวมไปถึงตู้อบซาลาเปาแบบใช้ไฟฟ้า ซ่งอันหลินเลือกรูปแบบที่เข้ากับยุคสมัย ในตอนนี้มีตู้เย็นขายแล้วจึงไม่น่าแปลกใจถ้าหากจะเห็นตู้เย็นและตู้แช่แข็งในร้านของเธอ
ซ่งอันหลินใช้เวลาเลือกซื้อของสดเช่นเนื้อหมูสามชั้นติดมันที่ถูกหั่นเป็ชิ้นๆออกมาจากระบบแล้ววางไว้ในตู้แช่แข็งอย่างเป็ระเบียบส่วนราคาเนื้อหมูนั้นเธอก็ขายเท่ากันกับที่ขายในตลาดทั่วๆไปด้านนอก นอกจากหมูแล้วยังมีเนื้อไก่แบบเป็ตัวที่ทำเสร็จแล้ววางแยกไว้เป็สัดส่วน
ซ่งอันหลินเลือกขายแค่ไก่กับหมูและไข่ไก่ เธอใส่ชะลอมที่สานด้วยไม้ไผ่วางไว้บนโต๊ะชั้นวางจนเต็ม มีชั้นวางที่ขายพวกสบู่หอมยาสีฟันและแชมพูรวมถึงครีมนวดผม เธอเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็ยุคสมัยนี้เพื่อป้องกันการสงสัย
เงินหลายสิบล้านหยวนที่ใช้ซื้อของได้ที่มีในระบบ ถูกใช้ไปไม่ถึงหมื่นหยวน ซ่งอันหลินเลือกของที่จำเป็ออกมาวางส่วนใหญ่ ทั้งร้านใช้เวลาจัดเรียงอย่างง่ายดาย แค่หยิบของออกมาจากระบบแล้ววางลงบนชั้นวางไม้ไผ่ที่เธอสั่งให้ลุงว่านทำแบบแข็งแรงหลายสิบอันจนเกือบเต็มพื้นที่ขนาดสองคูหา
การจัดวางถูกแยกอย่างเป็สัดส่วน ข้าวปลาอาหารแห้ง อาหารสด นมผงรสชาติต่างๆที่มีในยุคสมัยนี้ ผลไม้สดและผลไม้อบแห้ง ถูกจัดวางด้วยบรรจุภัณฑ์ที่เข้ากับยุคสมัย มีการเขียนราคาติดไว้หน้าสินค้าอย่างชัดเจน
การจัดร้านถูกทำให้เสร็จด้วยตัวเองใช้เวลาหนึ่งวันจนเสร็จสมบูณร์ ซ่งอันหลินแทบหมดแรงมองดูมินิมาร์ทย่อมๆของเธออย่างภูมิใจ
ก่อนที่จะเปิดทำการ เธอต้องให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอมาเรียนรู้วิธีการขายเสียก่อน รวมถึงตัวสินค้าต่างๆและการทำบัญชีและสต๊อกสินค้าต้องมีการทำอย่างชัดเจน เพราะในอนาคตจะมีพนักงานมาเพิ่มจะได้ไม่ต้องห่วงเื่การบริหารจัดการ
ส่วนในสต๊อกเก็บของหลังร้าน ซ่งอันหลินหยิบเอาของจากในระบบแบบซื้อยกโหลมาวางไว้เพื่อไว้ใช้เติมเมื่อของในร้านขายหมด เธอแยกเป็แต่ละประเภทไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ข้าวสารอาหารแห้งก็เอามาไว้เป็กระสอบมีถุงกระดาษเคลือบน้ำมันวางไว้เป็ชั้นๆมีแต่ละขนาดให้เลือกใช้ชัดเจน
..
..
“พ่อแม่ ต่อไปนี้ฉันจะได้งานทำแล้วนะรายได้ดีทีเดียวลุงเหอให้เดือนละ50หยวนเชียวนะ ดีกว่าเงินเดือนในโรงงานด้วยซ้ำ ฉันจะไปอยู่ที่นั่นเลยพ่อกับแม่ไม่ต้องเป็ห่วงนะ รออะไรๆเข้าที่เข้าทางก่อนฉันจะมารับพ่อกับแม่ไปอยู่ในเมืองด้วย พวกเราจะย้ายไปอยู่ในเมืองกันนะพ่อ ไปอยู่บ้านอิฐสวยๆ”
ซ่งเอ้อเฉินถอนหายใจ “เฮ้อ..พ่อจะไปทำอะไรได้พ่อทำเป็แค่ไร่แค่สวน ขืนไปอยู่ในเมืองก็จะเป็ภาระลูกเปล่าๆ”
“นี่..พ่อกำลังจะบอกว่าพ่อจะขัดขืนคำสั่งของปู่เหรอ..ไม่ใช่ว่าปู่สั่งพ่อแล้วว่าให้ไปอยู่ในเมือง…หรือว่า.พ่อจะอกตัญญูกับปู่จริงๆ พ่อไม่กลัวว่าปู่จะโกรธแล้วมาเอาิญญาลุงกับย่าไปอยู่ด้วยเหรอ”
ซ่งอันหลินแสร้งทำสีหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว หล่อนทำทีเขยิบเข้าหานางหลิวแล้วทำท่าทางน่าสงสาร
“พ่อเสี่ยวหลันเอ้ย..เื่มันก็มาถึงขนาดนี้แล้วยังจะดื้อทำไมลูกก็บอกอยู่ว่าไปทำงานให้ลุงเหอ ใจคอคุณจะให้ลูกสาวเราลำบากคนเดียวในเมืองแล้วพวกเราเสวยสุขกินอาหารดีๆที่ลูกเราใช้แรงงานแลกมาได้เหรอ”
“แต่มันน่าอายเกินไป ไปเป็พ่อค้าอะไรนั่นรู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น ชาวบ้านจะมองเรายังไง” ซ่งเอ้อเฉินทำใจยอมรับไม่ได้ที่จะเปลี่ยนจากอาชีพชาวนาอันทรงเกียรติไปเป็พ่อค้าชนชั้นนายทุนหน้าเื
“พ่อ..เราไม่ได้ไปเป็พ่อค้านะ เราไปทำงานเป็ลูกจ้างชนชั้นแรงงาน..เอ่อ..เพียงแค่เราเป็ลูกจ้างในร้านขายของแค่นั้นเอง มันต่างกันนะพ่อ เราไม่ได้เป็พ่อค้าเพราะร้านค้าไม่ใช่ของเรา ถ้าพ่อลำบากใจพ่อก็เลี้ยงไก่ปลูกผักสิ บ้านลุงเหอที่แกให้ครอบครัวเราดูแลให้กว้างขวางมาก เอ่อ..อีกอย่างลุงเหอจะให้พ่อกับแม่ไปดูแลบ้านแล้วต้องไปเซ็นเอกสารสัญญาด้วยพรุ่งนี้แม่ไปกับฉันแล้วกันนะ ซ้อนจักรยานไปแป๊บเดียวเอง..นะแม่นะ”