เสียงฝีเท้าจากม้าศึกนับสิบตัวควบทะยานผ่านม่านหมอกของหุบเขาพันหมอกมุ่งตรงมายังจวนอ๋องร้างอย่างรวดเร็ว เสียงควบม้านั้นหนักแน่นและเป็จังหวะ บ่งบอกถึงระเบียบวินัยของกองกำลังชั้นยอดที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อราชสำนักจิ่งหลง แต่เป็ "องครักษ์แห่งจวนอ๋องหลี่" กองกำลังส่วนตัวที่หลี่จางเย่วแอบชุบเลี้ยงไว้ในเงามืดมานานนับ20ปี
ที่จวนร้าง เฟยหลงพยายามพยุงร่างกายที่บอบช้ำขึ้นจากกองเศษหิน เขามองเห็นเงาร่างของชายในชุดคลุมสีเทาเข้มควบม้านำหน้ามาแต่ไกล ชายผู้นั้นสะพายกระบี่กว้าง ใบหน้าที่เคยดูอิดโรยและขี้โรคยามอยู่ที่จวน บัดนี้กลับฉายแววเฉียบคมและทรงอำนาจดุจพยัคฆ์ที่เพิ่งลืมตาจากจำศีล
"เฟยหลง!" หลี่จางเย่วะโลงจากหลังม้าก่อนที่มันจะหยุดสนิทดีเสียอีก เขาพุ่งตัวเข้าไปหาลูกชายพร้อมกับสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว ปราณสีเทาที่หนาแน่นกว่าของเฟยหลงนับร้อยเท่าก็แผ่ออกไปโอบอุ้มร่างกายของลูกชายเอาไว้
"ท่านพ่อ..." เฟยหลงพึมพำด้วยความประหลาดใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย "ท่าน... ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร แล้วองครักษ์เหล่านี้..."
"เื่นั้นไว้คุยกันทีหลัง" หลี่จางเย่วตอบพลางหันไปพยักหน้าให้องครักษ์ในชุดเกราะหนังสีดำที่ตามมา "พวกเ้า! ตรวจสอบพื้นที่รอบจวน ใครที่ยังมีชีวิตอยู่ให้ควบคุมตัวไว้ให้หมด ส่วนใครที่ขัดขืน... ไม่ต้องเก็บไว้!"
"รับบัญชา!" เสียงขององครักษ์ดังกึกก้อง พวกเขาแยกย้ายกันเข้าจัดการซากศพและนักฆ่าแคว้นเยี่ยนที่เหลืออย่างรวดเร็วและไร้ความปรานี
หลี่จางเย่วหันกลับมามองเหม่ยอิงที่กำลังประคองตัวเองอยู่ข้างๆ เขาชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะประสานมือคารวะ "ขอบใจเ้ามาก ศิษย์เอกแห่งจื่อหยวน ที่ช่วยปกป้องลูกชายข้าจนถึงตอนนี้"
"ท่านอ๋องหลี่..." เหม่ยอิงกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า "ท่านหลอกคนทั้งใต้หล้าเสียสนิท แม้แต่ปรมาจารย์ใหญ่ก็ยังบอกว่าท่านเป็เพียงพยัคฆ์ที่สิ้นฤทธิ์"
หลี่จางเย่วไม่ได้ตอบนาง เขาเพียงแต่หันไปมองรอยร้าวบนแท่นหินที่นำไปสู่ทางลับใต้ดิน แววตาของเขาหม่นแสงลง "เ้าทำลายผนึกนั่นแล้วสินะเฟยหลง... เืในกายเ้าเรียกหาความจริงเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้"
เขาวางมือบนบ่าของเฟยหลง ความอบอุ่นจากปราณของพ่อช่วยบรรเทาความเ็ปภายในได้ทันตา "จวนอ๋องหลังใหม่ที่ข้าสร้างขึ้น ไม่ได้มีไว้เพื่อซ่อนตัวจากฮ่องเต้เท่านั้น แต่มันมีไว้เพื่อรอวันที่เ้าจะพร้อม... พร้อมที่จะแบกรับภาระที่แท้จริงของตระกูลเรา"
ที่ขอบฟ้าเหนือจวนร้าง นกอินทรีสื่อสารตัวหนึ่งบินโฉบผ่านไป หลี่จางเย่วมองตามมันด้วยสายตาเย็นเยียบ เขาเขี่ยฝักกระบี่ขึ้นมาแล้วสะบัดเพียงนิดเดียว ปราณควันสีดำพุ่งไปตัดขานกตัวนั้นจนมันร่วงลงสู่หุบเขาพร้อมกับม้วนจดหมายที่มันคาบอยู่
"จิ่งหลงรุกรานเรา เยี่ยนตี้ลอบกัดเรา... ถึงเวลาแล้วที่ัต้องเลิกซ่อนกาย" เขากล่าวพลางมองลงไปในทางลับใต้ดิน "ลงไปข้างล่างกันเถอะลูกพ่อ... ไปดูว่าปู่ของเ้าทิ้งอะไรไว้ให้เรา"
เฟยหลงกุมกระบี่นิลกาฬไว้แน่น แม้จะยังสับสนแต่ความมั่นคงในน้ำเสียงของพ่อทำให้เขารู้สึกว่า เขาไม่ได้เป็เพียงงูดินที่ดิ้นรนในสำนักศึกษาอีกต่อไป แต่เขากำลังก้าวเข้าสู่กระดานอำนาจที่ใหญ่เกินกว่าที่เขาจะเคยจินตนาการถึง
ความเย็นะเืที่แผ่ซ่านออกมาจากบันไดหินใต้ดินนั้นดูจะตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง หลี่จางเย่วถือโคมไฟที่ส่องแสงสีนวลนำทางลูกชายและเหม่ยอิงลงไปสู่ความมืดมิดที่ถูกปิดตายมานานนับทศวรรษ เสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นหินดังกังวานเป็ระยะ ยิ่งลึกลงไป กลิ่นอายของปราณนิลกาฬก็ยิ่งหนาแน่นจนเฟยหลงรู้สึกได้ถึงกระบี่ที่ข้างกายที่เริ่มสั่นไหวอย่างนิ่งสงบผิดปกติ
ที่ก้นบึ้งของห้องลับ บรรยากาศกว้างขวางถูกประดับด้วยเสาหินหกต้นที่ล้อมรอบแท่นหินทรงกลมใจกลางห้อง บนแท่นนั้นมีม้วนกระดาษหนังที่ดูเก่าแก่แต่กลับไม่ผุพังตามกาลเวลา ผิวของมันมีรอยคราบสีคล้ำคล้ายโลหิตที่แห้งกรังประทับเป็ตัวอักษรโบราณ
"นี่คือ... บันทึกของท่านปู่เ้าหลี่ิเทียน" จางเย่วกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบาพลางเอื้อมมือที่สั่นเทาไปแตะม้วนกระดาษ
เฟยหลงเริ่มอ่านข้อความที่จารึกไว้ด้วยหยาดเหงื่อและคราบเื
ถึงลูกหลานของข้าผู้สืบทอดพลังปราณ…
หากเ้าได้อ่านบันทึกฉบับนี้ แปลว่าภาระที่ข้าแบกรับ ได้ส่งต่อมาถึงเ้าแล้ว จงอย่าได้หลงเชื่อคำลวงของประวัติศาสตร์ ที่ถูกเขียนขึ้นโดยขุนนางแห่งราชสำนัก จวนอ๋องของเรามิได้ตกต่ำเพราะไร้ความสามารถ และมิได้ถูกลดขั้นบรรดาศักดิ์เพราะความขลาดเขลา
ทว่า… เพราะบรรพบุรุษของเ้า ได้ทำพันธสัญญาไว้กับ “ขุมพลังโกลาหล” ที่หลับใหลอยู่ใต้แผ่นดินนี้ มันคือพลังที่หล่อเลี้ยงบัลลังก์ของราชวงศ์จิ่งหลงมาหลายร้อยปี
แต่ในขณะเดียวกัน… มันก็คืออสูรร้าย ที่พร้อมจะกลืนกินใต้หล้าหากไร้ผู้ควบคุม
และสกุลของเรา คือผู้ถูกเลือกจากพลังนั้น
หากเ้าเคยได้ยินเื่มหาา ที่ราชวงศ์ได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่…
จงอย่าเชื่อมันทั้งหมด…. ความจริงคือ รัชทายาทในเวลานั้น ถูกคมกระบี่ของศัตรูแทงจนใกล้สิ้นใจ ฮ่องเต้จึงบีบบังคับให้พวกเรา ใช้วิธีการอันชั่วร้าย
ข้า… และหลี่จางเยว่ โอรสของข้า
ถูกปลุกพลัง “ันิลกาฬ” ขึ้นจากสายเืแต่แม้จะแลกด้วยพลังของพวกเรา ก็ยังไม่เพียงพอจะยื้อชีวิตรัชทายาทไว้
ท้ายที่สุด… ข้าจำต้องสังเวยทหารแห่งวังบูรพา และกองทัพนับหมื่นชีวิต เพื่อหลอมรวมลมปราณให้แข็งแกร่งพอจะรักษาเขา
หลังฮ่องเต้ต รัชทายาทขึ้นครองราชย์
แทนที่จะสำนึกในบุญคุณ…เขากลับ้าพลังนั้นเสียเอง จึงเริ่มสืบหาความลับจากจวนอ๋องของข้า สั่งรื้อทำลายจวน
ใส่ร้ายพวกเราด้วยข้อหาฏและไล่ล่าสายเืของเราที่ถูกลิขิตให้ครองครองลมปราณนั้นอย่างไม่สิ้นสุด
แต่ถึงกระนั้น… พวกมันก็ยังหา “แก่นลมปราณโกลาหล” ไม่พบ
ลูกหลานเอ๋ย…หากเ้าได้มายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ย่อมหมายความว่า พวกมันเริ่มออกล่าเ้าแล้วสินะ ถ้าเป็เช่นนั้น…จงสู้กลับเสียจงจำไว้ให้ดีพวกเรา… มิใช่แสงสว่างที่แผ่อำนาจปกครอง แต่พวกเราคือผู้กลืนกินทุกสิ่งแม้กระทั่งแสงสว่าง… ก็ไม่อาจหลบหนีความมืดของเราไปได้
เฟยหลงชะงักไป หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความอัปยศที่เขาและพ่อเผชิญมาตลอดชีวิต ความยากลำบากที่แม่นมเหวินต้องปะชุนเสื้อผ้าชุดเดิมซ้ำๆ ทั้งหมดนั้น... คือการเสียสละเพื่อราชสำนักทั้งสิ้น
"ท่านพ่อ... ท่านรู้เื่นี้มาตลอดใช่ไหม?" เฟยหลงหันไปถามบิดา
หลี่จางเย่วพยักหน้าช้าๆ "พ่อต้องแสร้งทำเป็คนขี้โรค แสร้งทำเป็พ่ายแพ้ต่อโลก เพื่อให้ฮ่องเต้รู้ว่าพวกเราไม่มีพิษมีภัย แต่ตอนนี้ ปราณใต้ดินเริ่มกล้าแข็งขึ้น เพราะเ้ากำลังเติบโต ผู้ที่มันหมายตาไว้ พวกในวังอาจจะรับรู้ได้ถึงลมปราณที่กำลังแผ่กระจายรัศมี
เหม่ยอิงที่ยืนฟังอยู่นิ่งๆ ถึงกับหน้าซีด "ถ้าอย่างนั้น... การที่ศิลาเบญจธาตุร้าวและพลังหายไปเป็เพราะเฟยหลงไปกระตุ้นการเชื่อมต่อกับพลังที่นี่สินะ?"
"ถูกแล้ว" จางเย่วหันไปมองลูกชาย "เ้าคือ 'ภาชนะ' เพียงหนึ่งเดียวที่แข็งแกร่งพอจะซึมซับพลังโกลาหลนี้ได้โดยไม่เสียสติไปเสียก่อน กระบี่นิลกาฬในมือเ้าคือร่างจำแลงของโซ่ตรวนที่ใช้คุมขังพลังนี้ และตอนนี้... มัน้าเ้า"
เฟยหลงมองไปที่ด้านหลังของแท่นหิน เขาเห็นหลุมดำสนิทที่ดูไร้ก้นบึ้งซึ่งแผ่ควันสีเทาออกมาอย่างต่อเนื่อง ควันพวกนั้นดูคล้ายกับปราณของเขาไม่มีผิด แต่มันเย็นเยียบและหนักอึ้งกว่ามหาศาล
"หากข้ารับพลังนี้มา... ข้าจะกลายเป็อะไร?" เฟยหลงถามด้วยเสียงสั่นๆ
"เ้าจะได้ลมปราณของเ้า"หลี่จางเย่วกล่าว
ในขณะนั้นเอง เสียงการปะทะดังสนั่นมาจาก้าจวนร้าง องครักษ์จวนอ๋องกำลังปะทะกับใครบางคนที่แข็งแกร่งกว่านักฆ่าแคว้นเยี่ยนนับร้อยเท่า!
"พวกมันมาแล้ว..." หลี่จางเย่วชักกระบี่กว้างออกมา แววตาเด็ดเดี่ยว "หน่วยองครักษ์เกราะทองของฮ่องเต้... พวกเขาไม่ยอมปล่อยให้บันทึกนี้ถูกอ่านจนจบแน่ เฟยหลง! เ้าจงใช้เืของเ้าประทับลงบนบันทึกและรับปราณต่อจากปู่เ้าเดี๋ยวนี้!"
เฟยหลงมองดูเืที่ไหลซึมจากาแที่มือของเขา เขาไม่ได้ลังเลอีกต่อไป เขาเอื้อมมือไปคว้าม้วนบันทึกไว้แน่น พลันแสงสีดำะเิออกมาจากใต้ดิน กลบเสียงการต่อสู้เบื้องบนจนสิ้น เหลือเพียงความมืดมิดที่เริ่มโอบอุ้มร่างกายของเฟยหลงไว้