แม้คนสกุลลู่จะพยายามเดินทางอย่างเชื่องช้ามาตลอดระยะทางเพื่อให้เวลาหลี่จิ้งถิงค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ และปรับตัวให้เข้ากับสังคมสูงศักดิ์ในเมืองหลวงให้ได้เสียก่อนแต่ถึงกระนั้นเมื่อเดินทางมาถึงจริง ๆ หลี่จิ้งถิงก็ยังคงรู้สึกว่ากำลังจะเกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่โตขึ้นกับนาง ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนัก
ยามที่หลี่จิ้งถิงและคนสกุลลู่เดินทางมาถึงประตูเมืองพ่อบ้านใหญ่ของจวนก็นำบรรดาผู้ติดตามส่วนหนึ่งมายืนปักหลักรอต้อนรับผู้เป็นายอยู่ก่อนแล้ว ด้วยสีหน้ากระตือรือร้น
ลู่ฮูหยินสังเกตเห็นว่าตลอดทางหลี่จิ้งถิงเอาแต่นั่งเหม่อลอยจึงเอ่ยเย้าอย่างขบขันเพื่อเรียกสติของนางให้กลับมา
“เสี่ยวถิงคิดอะไรอยู่ตื่นเต้นงั้นรึ”
หลี่จิ้งถิงขัดเขินที่จะบอกเล่าถึงความรู้สึกไม่สบายในใจจึงเพียงแต่ยิ้มน้อย ๆ แล้วก็ผงกศีรษะ
“เ้าค่ะเมืองหลวงครึกครื้นจนข้าที่รอนแรมมาไกล รู้สึกแปลกหูแปลกตาอยู่บ้าง”
ลู่ฮูหยินยิ้มอย่างอ่อนโยน“ไม่ต้องห่วงนะเสี่ยวถิง เ้ายังจะไม่ได้กลับจวนโหวในเร็ววันนี้หรอก เพราะป้าเพิ่งได้ข่าวมาว่าหยวนจิ้งโหวพาฮูหยินไปพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูสุขภาพที่นอกเมือง
ดังนั้นก็ฉวยโอกาสที่ป้าเป็คนพาเ้าเข้าเมืองหลวงเป็ครั้งแรกนำเ้าเที่ยวให้ทั่วอย่างสนุกสนานเสียก่อนดีหรือไม่อีกอย่างจะได้อาศัย่เวลาที่เหลือนี้ ให้มามาาุโช่วยสั่งสอน และตรวจทานเื่มารยาทการเข้าสังคมอีกครั้งเพราะยามก่อนป้าเร่งรีบสอนเ้ามากเกินไป อาจจะมีจุดเล็กจุดน้อยที่มองข้ามไปบ้าง”
หลี่จิ้งถิงที่ในสมองตอนนี้มีเื่ให้คิดวุ่นวายไปหมดพอได้ยินว่ายังจะต้องเรียนรู้จากท่านป้าลู่อีก ก็อยากจะนอนล้มตึงหงายหลังไปบนรถม้าให้รู้แล้วรู้รอดนางคิดว่าความรู้ที่ได้รับมาจากอีกฝ่าย ถ้าหากสามารถจดจำและทำได้ทั้งหมดก็คงบรรลุเป็เทพเซียนได้แล้ว
แต่พอคิดไปถึงว่ายังมี่เวลาให้ได้ทำใจเพิ่มขึ้นอีกหน่อยหลี่จิ้งถิงก็รู้สึกว่ายังพอรับไหว กับการเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างมากมายนับไม่ถ้วนจากท่านป้าลู่
เพียงแต่เมื่อนางเดินทางมาถึงจวนสกุลลู่แล้วหลี่จิ้งถิงกลับเริ่มรู้สึกพูดไม่ค่อยออกนัก เพราะแทนที่จะได้รู้สึกตื่นเต้นกับสถานที่ใหม่ๆ จนดวงตาเป็ประกายวาววับ กลับต้องมาตั้งใจศึกษาขนบธรรมเนียมมารยาทจนตัวแข็งเกร็งไปหมด
อีกทั้งในจวนยังมีมามาและสาวใช้ขั้นหนึ่งที่รับคำสั่งมาคอยช่วยควบคุมดูแลนางร่วมกับท่านป้าลู่อีกทาง เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหญิงสามารถใช้สารพัดลูกไม้เพื่อหลีกเลี่ยงได้อีก สารภาพตามตรงว่า ยามนี้หลี่จิ้งถิงรู้สึกว่าแม้กระทั่งความคิดก็เหมือนจะถูกอีกฝ่ายควบคุมไปด้วยเลย
ตรงกันข้ามกับลู่ฮูหยินที่นั่งจิบน้ำชาอมยิ้มน้อย ๆ มองดูหลี่จิ้งถิงถูกมามาาุโที่เคยปรนนิบัติใกล้ชิดนางมาก่อน อบรมสั่งสอนเื่การปฏิบัติตัวขณะไปเข้าร่วมงานเลี้ยงอย่างใจเย็น
หลายวันมานี้หลี่จิ้งถิงถูกมามาาุโประเมินดูอยู่หลายเื่อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาดเด็กหญิงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจนแม้แต่ข้าวก็ยังกินได้น้อยลง
ด้านลู่สิงเทียนก็สังเกตเห็นเช่นกันในใจจึงอดจะรู้สึกสงสารขึ้นมาไม่ได้ ดังนั้นจึงคิดหาโอกาสที่เหมาะสมไปพูดกับมารดาแต่ก็ถูกนางห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวอย่างเด็ดขาด ให้เขาทำตัวอยู่นิ่ง ๆเพื่อคอยดูความเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบ ๆ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจผ่อนปรนให้ได้
เมื่อเห็นมารดามีท่าทีเช่นนี้ลู่สิงเทียนก็ลอบถอนหายใจยาว
“ท่านแม่้าเปลี่ยนเด็กหญิงธรรมดาผู้หนึ่งให้กลายเป็นางฟ้าองค์หนึ่งเลยหรืออย่างไร”
“ด้วยสถานะของเสี่ยวถิงเ้าไม่คิดหรือว่าถ้าหากนางไม่ดีพร้อมจนไร้ที่ติชนชั้นสูงในเมืองหลวงจะดูิ่ดูแคลนนางมากเพียงใด เ้าคิดว่าทุกคนจะใจกว้างไม่ถือสาอดีตของนางเหมือนกันหมดเลยงั้นรึ
แม้แม่กับนางจะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันแต่ทว่าแม่ก็ปรารถนาให้ชีวิตต่อไปในวันข้างหน้าของเสี่ยวถิง ไร้ทุกข์ไร้กังวลไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนไม่สามารถติฉินนินทานางได้ แม่หวังมากเกินไปงั้นหรือ”
ในขณะที่พวกเขาสองแม่ลูกกำลังตั้งใจถกเถียงกันอยู่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่า ในห้องด้านข้างมีหลี่จิ้งถิงที่กำลังนั่งฝึกชงชาอยู่เงียบๆ ดังนั้นนางจึงได้ยินทุกคำพูดของพวกเขาสองแม่ลูกคราแรกนางจะแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่รู้ราว แต่หลังจากนั่งกลั้นลมหายใจฟังอยู่นาน หลี่จิ้งถิงก็ขยับไปตรงประตูเชื่อมช้าๆ กัดฟันพูดแทรกขึ้นว่า
“ขอบคุณพี่ชายที่เป็ห่วงแต่ข้าเข้าใจความหวังดีของท่านป้าเ้าค่ะ เมื่อถึงเวลาข้าจะสมบูรณ์พร้อมอย่างที่ท่านป้าตั้งใจ”
คิดไม่ถึงว่าบทสนทนาระหว่างเขากับมารดาจะถูกหลี่จิ้งถิงได้ยินเข้า ลู่สิงเทียนก้าวยาว ๆไปเปิดประตูเชื่อมห้องข้างด้วยสีหน้าตื่นตะลึงเป็เพราะนอกห้องมีบ่าวรับใช้เฝ้าอยู่หลายคนแต่เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดบอกกับเขาสักคนว่า นางอยู่ด้านในห้องเชื่อม
ลู่สิงเทียนแอบสำรวจสีหน้าของหลี่จิ้งถิงอย่างละเอียดเมื่อเห็นนางยังมีรอยยิ้มที่มุมปาก ก็รู้สึกคลายกังวลลงไปได้เล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเอ่ยอย่างรีบร้อน
“พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะพูดลับหลังเ้าเพียงแต่ข้าแค่เป็ห่วงเ้ามากเกินไปสักหน่อยเท่านั้น”
หลี่จิ้งถิงยิ้มหวานให้ลู่สิงเทียน“เพราะท่านเป็ห่วงที่ข้าตัวคนเดียวไร้คนพึ่งพิง แล้วข้าจะไปโกรธท่านได้อย่างไรแต่ถ้าหากท่านรู้สึกผิดจริง ๆ งั้นก็...” เด็กหญิงชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะพูดหยั่งเชิง
“พาข้าออกไปเที่ยวข้างนอกเป็การไถ่โทษดีไหมเ้าคะ”
ลู่สิงเทียนอยากหัวเราะแต่เขายังคงกลั้นไว้ ก่อนจะก้มลงมองนางเงียบ ๆ หลี่จิ้งถิงเงยหน้าขึ้นเพื่อรอคอยคำตอบตาไม่กะพริบ
“อืม”ลู่สิงเทียนพยักหน้าอย่างสุขุมสงบนิ่งแต่มีแค่เพียงฟ้ารู้ดินรู้เท่านั้นว่าเขารู้สึกตื่นเต้นเพียงใด
ลู่ฮูหยินหัวเราะเบาๆ ทีหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่
“หาได้ยากมากที่บุตรชายข้าจะอยากออกไปเที่ยวข้างนอก”นางมองสำรวจลู่สิงเทียนอย่างละเอียด พลางยิ้มอย่างไม่มีความผิดปกติใด ในใจคิดว่า ‘ดีจริง ๆดูเหมือนลูกชายของข้าจะถึงวัยที่เริ่มรู้จักเอาใจใส่สตรีแล้ว’
ที่ผู้เป็มารดาคิดเช่นนี้สาเหตุเป็เพราะเมื่อก่อนหน้าหากมีสตรีเดินเวียนไปเวียนมาคอยชวนคุยพูดจาอยู่ใกล้ ๆ โดยไม่ยอมจากไปเสียที ลู่สิงเทียนก็จะมีสีหน้าไม่ยินดีขึ้นมาและยิ่งกว่านั้นหากพวกนางยังฝืนหาข้ออ้าง พยายามชวนสนทนาไม่หยุด เขาก็จะยิ่งไม่ชายตามองจนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอับอายขึ้นมาทันที
ต้องยอมรับในความรอบคอบใส่ใจของลู่สิงเทียนที่ได้สั่งการพ่อบ้านเอาไว้ล่วงหน้า ทำให้พอหลี่จิ้งถิงกับลู่ฮูหยินเดินออกมาถึงที่ด้านนอกประตูรถม้าก็ถูกจัดเตรียมรอเอาไว้เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งบนรถม้ายังมีการตระเตรียมน้ำชากับของกินเล่นเอาไว้ให้อย่างเอาใจใส่อีกด้วย
หลี่จิ้งถิงเองก็อารมณ์ดีมากเป็พิเศษที่ได้ออกไปเที่ยวนอกเรือนเป็ครั้งแรก ดังนั้นนางจึงยินยอมยืนนิ่ง ๆ ไม่บอกปัด ให้สาวใช้จับคู่เสื้อผ้ากับเครื่องประดับอยู่นานโดยไม่บ่นอิดออด
สาวใช้พวกนั้นเองก็รู้ดีว่าลู่ฮูหยินให้ความสำคัญกับการแต่งเนื้อแต่งตัวให้ประณีต ดังนั้นพวกนางจึงยิ่งตั้งใจปรนนิบัติดูแลหลี่จิ้งถิงเป็การใหญ่ทั้งหวีผมและแต่งตัวประทินโฉมอย่างดีจนทำให้หลี่จิ้งถิงเปลี่ยนเป็สาวน้อยที่งดงามสะคราญตาไปได้ในพริบตา
ลู่สิงเทียนก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ของหลี่จิ้งถิงเขาจึงอดที่จะลอบมองนางอยู่นานมิได้ หางตาของลู่ฮูหยินเองก็สังเกตเห็นสายตาของบุตรชายทันใดมุมปากก็ยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
‘เป็ไปอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ไม่ผิด’ลู่ฮูหยินนึกอย่างไม่ประหลาดใจ ก่อนจะแสร้งปิดปากกระแอมกระไอเบาๆ พร้อมเอ่ยเหมือนเพิ่งคิดขึ้นมาได้
“ไม่รู้ว่าวันนี้อาเทียนจะพาแม่กับเสี่ยวถิงไปเดินเที่ยวเล่นที่ใด”
ลู่สิงเทียนเห็นแววหยอกเย้าบนใบหน้ามารดาดังนั้นเขาจึงรีบเก็บสายตากลับมา พลางเอ่ยตอบอย่างขึงขังจริงจัง
“ข้าวางแผนคร่าวๆ เอาไว้ว่า จะพาท่านแม่กับคุณหนูหลี่ไปเดินเล่นซื้อของเพื่อผ่อนคลายจิตใจได้ยินมาว่าที่ร้านค้าหลาย ๆ ร้านยามนี้ มีสินค้าเข้ามาใหม่มากมายไม่แน่ว่าอาจจะมีสักชิ้นสองชิ้นที่ถูกใจท่านแม่ ให้ท่านได้เลือกซื้อจับจ่ายสักนิดสักหน่อยหากรู้สึกเหน็ดเหนื่อยก็ค่อยแวะพักขาที่หอหยู่ถงดีหรือไม่ข้าให้บ่าวไปจองโต๊ะที่ห้องพิเศษเอาไว้แล้ว”
รอยยิ้มวาบผ่านในดวงตาของลู่ฮูหยินก่อนที่นางจะพยักหน้าน้อย ๆ
“อืมไม่เลวถ้างั้นก็ไปตามแผนที่เ้าวางเอาไว้เถิด”
ลู่สิงเทียนกวาดตามองไปทางหลี่จิ้งถิงก่อนจะเอ่ยอุบอิบด้วยเสียงแ่เบาว่า “คุณหนูหลี่ หากเ้าถูกตาต้องใจสิ่งใดก็ขอให้บอกข้ากับท่านแม่นะ วันนี้เ้าบ้านอย่างพวกเราจะดูแลเ้าไม่ให้ขาดตกบกพร่องเลยทีเดียว”
หลี่จิ้งถิงนิ่งอึ้งไปจิตใต้สำนึกของนางอยากจะพูดปฏิเสธ แต่พอคำปฏิเสธมาหยุดอยู่ที่ปากนางกลับพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น นั่นเพราะหลี่จิ้งถิงกระจ่างแจ้งในความหวังดีของลู่สิงเทียนและคิดว่าต่อให้ตกปากรับคำไปก็ไม่ได้เสียหายอันใด นางจึงเพียงแค่กล่าวสั้น ๆ ว่า“ขอบคุณเ้าค่ะ”
พอลู่สิงเทียนได้ยินหลี่จิ้งถิงตอบรับพร้อมกับยิ้มน้อยๆ เขาก็ระบายลมหายใจโล่งอกออกมาเฮือกใหญ่
ลู่ฮูหยินที่ยืนอยู่ข้างๆ มองประเมินบุตรชาย พลางเม้มปากแอบหัวเราะอย่างเงียบเชียบ
ระหว่างทางที่มีรถม้าแล่นกันขวักไขว่หลี่จิ้งถิงที่พยายามควบคุมอาการตื่นเต้น ลอบมองผ่านผ้าม่านกั้นเห็นผู้คนเดินไปเดินมากันอย่างหนาตา เสียงพูดคุยเองก็จ้อกแจ้กจอแจยิ่งเรียกได้ว่าคึกคักครื้นเครง และมีสีสันสมกับเป็เมืองหลวงที่รุ่งเรือง
เมื่อถึงถนนสายการค้าลู่สิงเทียนก็พาสตรีทั้งสองเดินเที่ยวชมไล่ไปทีละร้านค้าอย่างมีน้ำอดน้ำทนในความเป็จริงแม้กระทั่งตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมตนเองจึงได้มีความอดทนถึงเพียงนี้
ทั้งที่เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าการเดินเที่ยวเล่นซื้อของกับสตรีเป็เื่เสียเวลา และยุ่งยากวุ่นวายแม้บางครั้งมารดาจะเคยเอ่ยชักชวนให้ออกมาบ้าง และลู่สิงเทียนจะยินยอมประนีประนอมตามใจนางเป็บางครั้งแต่ชายหนุ่มก็จะทำแค่เดินตามเอามือไพล่หลัง ไม่แสดงความสนใจใด ๆ ทั้งสิ้น
ครั้นพอลู่ฮูหยินเอ่ยถาม“ชิ้นนี้สวยหรือไม่”
ลู่สิงเที่ยนก็แค่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างขอไปทีเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองจากสมองเลยสักนิด
ลู่ฮูหยินจึงได้แต่ถลึงตามองบุตรชายแวบหนึ่งอย่างไม่พอใจ
แต่ลู่สิงเทียนกลับทำเหมือนมองไม่เห็นเพียงแค่เอ่ยถามต่อว่า “ท่านแม่ พวกเราจะกลับเรือนกันได้แล้วหรือยัง”
หากรู้แต่แรกว่าชักชวนบุตรชายมาแล้วจะเป็เช่นนี้มิสู้นางมาเดินเที่ยวเล่นคนเดียวเสียยังจะดีกว่าลู่ฮูหยินรู้สึกเบื่อหน่ายจนต้องยินยอมกลับจวนแต่โดยดี
แต่เคราะห์ดีที่วันนี้ลู่ฮูหยินมีหลี่จิ้งถิงมาด้วยดูสิผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้แล้วลู่สิงเทียนกลับยังไม่มีสีหน้าท่าทางบึ้งตึงเลยแม้แต่น้อย
คำถามคือไม่รู้ว่ายามหน้าถ้านางชวนบุตรชายมาเดินเที่ยวเล่นเป็เพื่อนบ้างเขาจะมีสีหน้าอ่อนละมุนเหมือนในยามนี้อีกไหม
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แหม แหม น้องอยากไปเที่ยว พี่ก็รีบพาไปเนอะ วางแผนเอาไว้ซะเรียบร้อยจะไปที่ไหนยังไง
ใส่ใจออกนอกหน้ามากกกไปนะคะ