ในความทรงจำของร่างเดิมบ้านเรือนในยุคสมัยนี้ ทำจากไม้ขัดแตะเป็ส่วนใหญ่หลังนี้เป็ไม้ขัดแตะโบกด้วยดินเหนียว
หากเป็บ้านขุนนางหรือคนมีเงินก็จะสร้างจากไม้ทั้งหลัง หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา
แต่ในเมืองแห่งนี้บ้านทุกหลังทำจากไม้ขัดแตะพอกด้วยโคลน ผสมหญ้าแห้ง มันเป็รูปแบบของบ้านดินชนิดหนึ่ง
ตามแผนการของเขาจะใช้ไม้ไผ่เป็โครงสร้างภายใน แล้วพอกดินโคลน หรือไม่ก็ทำอิฐดินไปเลย กำแพงบ้านต้องทำให้หนาขึ้นอีกเพื่อป้องกันความหนาวเย็นที่จะมาถึง
สิ่งที่ข้า้าตอนนี้คือจอบ เสียม ขวาน ถังขนาดเล็กอีก 3-4 ใบ ทันทีที่เราเดินมาถึงหน้าร้านตีเหล็กก็ได้ยินเสียงของฮูหยินเ้าของร้านถามขึ้น
“ฮูหยินซาน มาขายเนื้อหรือคะ วันนี้ได้เนื้ออะไรมาละ”
“เนื้อหมูป่าเ้าคะ”เซียวยี่ตอบ ใบหน้าของมารดาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“หลงเอ๋อนี่ป้าติงฮูหยินท่าอาติงเ้าของร้านตีเหล็ก”นางหันมาแนะนำฮูหยินให้ข้ารู้จัก
“คารวะท่านป้าติง ข้าน้อยซานหลงขอรับ” โอ้..เด็กน้อย ดีๆ เ้าดูดีทีเดียว หน้าเหมือนแม่ไม่มีผิดหญิงแก่พยักหน้า2-3 ครั้งพร้อมกับกล่าวชื่นชม
“ข้าเอาเนื้อหมูส่วนท้องสักสองชั่ง” ฮูหยินกล่าว
“ได้เ้าค่ะ วันนี้ข้ามาซื้อของที่ร้านท่านด้วยนะเ้าคะ” เซียวยี่จัดการชั่งเนื้อหมูให้นางพร้อมกับบอกจุดประสงค์ที่มาไปด้วย
“ได้ๆ ้าอะไรก็ไปเลือกดูเลย ค่าเนื้อหมูก็หักจากค่าของที่เ้า้าเลยก็แล้วกันขาดเหลือเท่าไหร่ค่อยจ่ายกันทีหลัง.” ฮูหยินพูดออกมาด้วยความสุภาพ
“ข้า้าจอบ เสียม ขวาน แล้วก็ถังไม้เล็กๆ อีก 3-4ใบขอรับ เชือกสานหนาๆอีกสองป้าน…” ข้าเร่งบอกสิ่งที่้าทันทีโดยไม่ต้องเดินเข้าไปเลือก
“อ่าได้ รอข้าสักเดี๋ยว” ฮูหยินติงเดินกลับเข้าไปในร้าน พร้อมกับเนื้อหมู ใช้เวลาเพียงไม่นานนางก็หยิบของทั้งหมดออกมาให้ทั้งสอง
“ทั้งหมด 20 เงินหักค่าเนื้อหมูของเ้าออกแล้วค่อยจ่าย”ฮูหยินกล่าว
“เนื้อหมูสองชั่ง 12 เหรียญเงินเ้าคะ นี่เงิน 8 เหรียญเงิน” เซียวยี่จ่ายเงินส่วนต่างให้นางทันที เมื่อได้ของที่้าแล้ว
เราก็มุ่งตรงไปยังโรงเตี้ยม ของเมืองเพื่อขายเนื้อหมูที่เหลือทันที
เนื้อหมูเกือบ80 ชั่ง ถูกขายไปในราคา 8 ตำลึงทอง เพราะตอนนี้เป็หน้าฝน การล่าสัตว์ทำได้ง่าย เนื้อสัตว์จึงมีราคาถูกมากว่าปกติ
เมื่อเสร็จธุระแล้วทั้งสองคนก็กลับบ้านเพราะยังมีงานอีกมากที่รออยู่พอกลับมาถึงบิดาก็เริ่มงานในส่วนของของตัวเองแล้ว
ท่านแม่มีหน้าที่เกี่ยวหญ้าคาสดตากแดดให้แห้งเก็บเอาไว้สำหรับทำตับหญ้า
ข้าก็เริ่มขุดหลุมเพื่อฝังเสาไม้โดยขุดห่างจากเสาต้นเดิม ออกไปสามวา ห้องใหม่ที่จะสร้างมีขนาด 3x3 วา
กำแพงที่ผุพังอันเดิมจะถูกรื้อออก ทำใหม่
ท่านพ่อขนไม้ไผ่ที่ตัดเสร็จลงมาจากเขาเอามากองไว้ที่ข้างบ้าน เมื่อได้ไม้ครบตามจำนวน ก็เริ่มทำฝาไม้ไผ่ต่อ
ข้าขุดหลุมได้เพียง2 หลุม เวลา่เช้าก็หมดลง เรากินอาหารกลางวันง่ายๆ แล้วกลับไปทำงานของตัวเองต่อ
3 ชั่วยามผ่านไปทุกคนจึงหยุดมือลงตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้ จากเที่ยงวันจนถึงตอนนี้ ข้าขุดหลุมเพิ่มได้อีกแค่สองหลุมรวมของเดิมเป็สี่หลุม
มือของข้าบวมพองเสียแล้ว
“หึๆร่างกายนี้มันอ่อนแอเสียจริง”ข้าไม่แปลกใจนัก เพราะร่างกายนี้เพิ่งฟื้นตัวใหม่ๆ
ทำงานแค่นี้สังขารก็เหนื่อยล้าเสียแล้ว ข้านอนแผ่หลาอยู่บนกองฟางเก่าๆ ใต้ต้นตะขบ บิดาขนไม้ไผ่เดินผ่านเห็นเข้าก็ห็วเราะลั่น
“ฮ่าๆๆแค่นี้ก็หมดแรงแล้วหรือ”เสียงหัวเราะล้อเลียนของบิดาดังมาก ข้าจะทำอะไรได้ก็มันเหนื่อยจริงๆ
“เหนื่อยที่สุดเลยขอรับ!”เสียงข้าแหบแห้งไปหมด ไม่อยากจะพูดอะไรออกมาด้วยซ้ำเมื่อหวนกลับไปคิดถึงชีวิตเก่าของตัวเองในชีวิตก่อนก็อดปรงตกไม่ได้
ข้าวางแผนไว้ว่าหลังจากเกษียณแล้วจะกลับบ้านนอก ซื้อที่ดินสักผืน ทำไร่นาสวนผสม ทำเกษตรอินทรีย์ อยู่แบบพอเพียง หากทุกอย่างเป็ไปตามแผนจริงๆเหอๆไม่อยากจะคิดสภาพเลย การเอาสังขารแก่ๆมาตรากตรำทำงานแบบนี้ คงทรมานน่าดู
ขนาดตอนนี้เขาเป็แค่เด็กอายุ 16 ขุดหลุมแค่ 4 หลุม ก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดเสียแล้ว
หากชีวิตที่แล้วต้องกลับไปทำไร่ไถนาตอนเป็ไม้ใกล้ฝั่งจริงๆ มันก็คงเป็ความโชคร้ายที่สุดในชีวิตของเขาแน่ๆ
ถึงจะบอกว่าการทำนาในยุคใหม่ มีเครื่องทุ่นแรงให้ใช้มากมาย แต่หากใช้เครื่องทุ่นแรงเ่าั้ มันก็คงเรียกว่าเกษตรพอเพียงได้ไม่เต็มปากเพราะต้องซื้อเครื่องจักร หรือไม่ก็ใช้เงินจ้าง เมื่อไหร่ที่ใช้เงิน มันจะเป็การลงทุนไปในทันที
เขารู้อยู่เต็มอกว่าเกษตรยุคใหม่หรือยุคไหนมันไม่เคยมีกำไรเหลือหรอก คิดง่ายๆ คนที่ทำการเกษตรแล้วรวย ในโลกใบนี้มีกี่เปอร์เซ็นต์กันมันมีแต่นายทุนเท่านั้นที่ขายข้าว ขายยาง ขายสินค้าทางการเกษตรจนรวย หรอกชาวนาหรือชาวไร่ไม่มีทาง
พอถึงตอนนี้ข้าถึงรู้ว่าตัวเองคิดผิด เพราะคิดอะไรตื้นเขินเกินไป ไม่มีทางที่เราจะมองเห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงหากไม่ลงมือทำจริงๆจะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่จะทำนั้นมีอุปสรรค์มากน้อยแค่ไหน
ความคิดความฝันวาดได้สวยงามเสมอแต่ความจริงจะเป็เช่นนั้นหรือไม่ บอกเลย ไม่มีทาง และการไปฝากความหวังเอาไว้กับอนาคตที่ยังไม่ได้เริ่มเป็ความคิดที่ผิดมาก
ผ่านไปไม่ถึงเค่อทุกคนก็วางงานของตัวเองแล้วเดินมารวมกันที่ร่มต้นตะขบ กินน้ำกินท่านั่งพักให้หายเหนื่อย
“ลูกคิดว่าต้องใช้เวลากี่วันถึงจะต่อเติมบ้านเสร็จ” บิดาถามขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่ได้จริงจังมากนัก เหมือนหาเื่ชวนคุยเท่านั้น
“ลูกคิดว่าไม่เกินครึ่งเดือนขอรับทำไปเรื่อย ไม่ต้องเร่ง ได้ตามเป้าต่อวันแล้วก็หยุด เวลาที่เหลือเราค่อยไปทำอย่างอื่น”
“ดีแล้วเพราะพ่อของลูกต้องออกไปล่าสัตว์” เซียวยี่เห็นด้วย นางเป็ห่วงเื่สุขภาพของทั้งสองที่สุด การโหมทำงานหนักไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก
“ลูกคิดเื่นี้เอาไว้แล้วขอรับเราจะเปลี่ยนวิธีการล่าสัตว์ ท่านพ่อจะได้ไม่ต้องเข้าป่านานเกินไป”ทันทีที่พูดจบทั้งสองก็จ้องผมเป็ตาเดียวอีกแล้ว
“ลูกมีความคิดดีๆหรือ”บิดาถาม
“ใช่ขอรับเราจะใช้กับดักแทน ปกติท่านออกไปล่าสัตว์ จะใช้ธนูยิง ซึ่งมันก็สะดวกดี แต่เสียเวลามากแต่ถ้าหากใช้กับดัก ตอนเย็นเราเพียงแค่ขึ้นวางกับดักทิ้งไว้ ตอนเช้าก็ไปดูว่ามีสัตว์อะไรมาติดในกับดักหรือเปล่าแบบนี้เราก็จะมีเวลาเหลือไปสร้างบ้าน หรือทำอย่างอื่นที่เป็ประโยชน์”
“กับดักหรือพ่อเคยเห็นชาวบ้านใช้ดักกระต่าย ดักไก่ป่าหรือพวกสัตว์ตัวเล็ก หากเรา้าสัตว์ที่ใหญ่มากขึ้นพ่อว่ากับดักคงไม่ได้ผล” ซานหู่ออกความเห็น
“กับดักของข้าไม่เหมือนของพื้นๆพวกนั้นหรอกขอรับ ”ข้าต้องทำหน้านิ่งๆให้ดูลึกลับเล็กน้อย เพื่อความน่าเชื่อถือ
“จริงหรือลึกลับอีกแล้ง!! ข้าชักอยากเห็นกับดักของเ้าแล้วสิ” ซานหู่เหล่ตามองด้วยท่าทางไม่จริงจังนักหากไม่ได้เห็นกับบิดาคงจะไม่เชื่อข้าง่ายๆ เอาเถอะถึงอย่างไรข้าก็ไม่คิดมากอยู่แล้ว ถึงเวลาจะได้เห็นเองแหละ
“เชื่อที่ลูกซื้อมาจากร้านตีเหล็กจะเอามาทำกับดักหรือ”เซียวยี่ถามขึ้น
“ใช่แล้วขอรับแต่คราวหน้าเราคงไม่ต้องซื้อเชือกห่วยๆพวกนั้นมาอีกแล้วละ ลูกเจอต้นปอมันเอามาทำเชือกได้ ที่สำคัญมันเหนียวไม่ขาดง่าย
คราวหน้าข้าจะใช้เชือกปอพวกนั้นแทนแต่การทำเชือกจากปอมันมันมีขั้นตอนยุ่งยากสักหน่อย ต้องใช้เวลาสักพักถึงจะทำออกมาได้”
“ปอ!มันเป็ต้นยังไงหรือ”เซียวยี่ถามด้วยความสนใจ
“เดี๋ยวข้าจะพาพวกท่านไปดูขอรับให้ข้าพักให้หายเหนื่อยเสียก่อน
ปอแก้วเป็ปอพื้นเมืองซึ่งปลูกกระจัดกระจายในแอฟริกา และอินเดีย มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันตกของประเทศซูดาน
ปอเป็พืชให้เส้นใยที่ได้จากเปลือกของลำต้นรู้จักกันดีในอียิปต์ และอินเดีย ต่อมาปลูกกันแพร่หลายในทวีปเอเชีย อเมริกาใต้ และแอฟริกาซึ่งได้ปลูกแพร่กระจายทั่วไป ข้าไม่คิดเลยว่าจะมาเจอมันที่นี่ ในตอนนี้ แต่ก็ดี มันจะได้ช่วยแก้ปัญหาของข้าไปได้อีกเปลาะหนึ่ง
หลังจากพักเหนื่อยอยู่หลายเค่อ ซานหลงก็พาบิดาก็เดินไปตามลำธารเล็กๆที่ทอดสายยาวผ่านปลายนาของเขาไป
พอเดินมาถึงที่หมายเขาก็ชี้ไปยังต้นไม้ต้นเล็กๆ ที่เกิดอยู่ริมตลิ่ง
“ต้นหญ้าแข็งๆนี่หรือ ต้นปอที่ลูกว่า” ซานหู่ถามขึ้นด้วยความงุนงง
ต้นหญ้าแบบนี้มีขึ้นอยู่ดาษดื่นทั่วไป ไม่มีใครสนใจพวกมันนัก หากเกิดอยู่มากๆก็ถางทิ้ง ถางไม่ทันก็ไฟเผาต้นปอที่ว่านี้เมื่อลำต้นแห้งไป มันเป็เชื่อไฟอย่างดีเลย
“ใช่แล้วขอรับนี่แหละคือต้นปอ เปลือกของมัน มีเส้นใยที่ข้าจะเอามาทำเป็เชือก”
“งั้นจะรออะไรล่ะเรารีบตัดมันไปทำเชือกเดี๋ยวนี้เลย”
“มันก็เอาไปทำเชือกเลยไม่ได้ขอรับเราต้องตัดมันไปแช่น้ำไว้ก่อน ผ่านไป 21วัน เปลือกมันถึงจะเปื่อยยุ่ย ถึงตอนนั้นเราก็ลอกเอาเส้นใยมันออกมาใช้ได้ง่ายๆ”
“อ๋อดูยุ่งยากนิดหน่อน ตอนนี้เราก็ตัดมันไปแช่น้ำไว้ก่อนดีไหม”
“ตามนั้นขอรับ!!”ซานหลงตอบรับ ซานหู่ลงมือใช้มีดสับไปที่โคนต้นปออย่างรวดเร็วพอต้นปอถูกตัดล้มลง ซานหลง ขนต้นปอมากองรวมกัน แบ่งเป็มัดๆ ใช้เปลือกของมัน ผูกมัดอย่างแ่า
ทั้งสองตัดต้นปอได้ประมาณ20 มัด สองพ่อลูกขนมันไปที่ท่าน้ำ ซานหลง วางมัดปอเรียงกันเป็ชั้นๆ ใช้หินทับ้าให้มันจมลงไปในน้ำทั้งหมดเท่านี้งานของสองพ่อลูกก็เสร็จสิ้น
การใช้ต้นปอสดทำเชือกความแข็งแรงที่ได้จะด้อยลงไปมาก และทำยากกว่าใช้เฉพาะเส้นใยที่ผ่านการแช่น้ำแล้ว