มารดาของโมนิคโทรวิดีโอคอลหาลูกสาวในเวลาบ่ายโมงกว่าซึ่งเป็่เช้าของประเทศที่เธออยู่แล้วถามไถ่เื่ความเป็อยู่หลังจากรู้ว่าบ้านของพี่สาวของตนเองน้ำท่วม
“กลับบ้านเถอะลูก เงินแค่นั้นจะไปอยู่ได้ยังไงตั้งสามเดือน”
“ถ้าอย่างนั้น มัมก็เพิ่มงบประมาณให้สิคะนะคะมัม มันเป็เหตุสุดวิสัย” เธออ้อนมารดาในภาษาไทยอย่างที่คุยกันเป็ประจำ
“ไม่มีทางจ้ะ งานของลูกไม่มั่นคงใช้จ่ายเกินตัวไม่ได้” ดวงจันทร์บอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด
“เงินในบัญชีตั้งแสนกว่าดอลลาร์ เพิ่มงบให้อีกหนึ่งพันดอลลาร์คงไม่เป็ไรมั้งคะ”โมนิคพยายามอ้อนมารดา
“ไม่มีทางจ้ะถ้าทำไม่ได้ก็เลื่อนตั๋วเดินทางกลับมา แล้วมาหางานทำเป็หลักเป็แหล่งเสียที”
“แด๊ด” เธอร้องเรียกบิดาให้ช่วยเหลือ
“ฟังแม่เขาเถอะ พ่อเองก็ยังขัดแม่ไม่ได้ลูกก็รู้” โจเซฟพูดกับลูกสาวในภาษาของเขา แล้วยิ้มให้กำลังใจอยู่ด้านหลังดวงจันทร์
‘นึกว่าจะมีคนไทยที่กลัวเมียแด๊ดก็ซึมซับไปด้วยเหรอเนี่ย’
“หนูจะใช้เงินภายในงบและอยู่ให้ได้ตามกำหนดสามเดือน”เธอยืนยันความตั้งใจของตนเอง
“ถ้าอย่างนั้นก็ดูแลสุขภาพด้วยมีอะไรก็ติดต่อพ่อกับแม่ได้ ป้าเขาคงวุ่นวายกับเื่น้ำท่วมอยู่อย่าไปรบกวนเขาเลย”
“ค่ะ มัม”
“ว่าแต่ตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน”
“เอ่อ หนูพักที่บ้านเช่าค่ะ โชคดีที่ได้ราคาถูกเ้าของเขาเปิดห้องให้แบ่งเช่าด้วยกัน” เธอโกหกเพื่อให้มารดาสบายใจเพราะถ้าหากว่ารู้ว่าเธอมาอาศัยกับผู้ชายต้องเป็เื่ใหญ่แน่
“ได้ที่พักอย่างนี้แม่ก็สบายใจ”มารดาของเธอบอกแล้วทั้งสองฝ่ายก็ล่ำลากัน ก่อนที่จะกดวางสายไป
“ฉันต้องทนอาศัยใบบุญเชฟพิทบูลนี่ไปอีกนานสินะ”
**********************
วันนี้ที่ร้านดูวุ่นวายกว่าหลายวันก่อนเพราะเริ่มมีลูกค้าชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการขึ้นมากแล้ว ถึงจะไม่หนาตาเท่าก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตแต่เท่านี้ก็การันตีได้แล้วว่าร้านจะยังไม่ปิดตัวลงในตอนนี้
“นี่ขนาดแมนเชสแค่คอมเมนต์บอกว่าจะมาทานอาหารที่ร้านเราคนก็แห่กันมาเยอะขนาดนี้แล้ว ถ้าเขารีวิวให้สงสัยว่าเราจะต้องรับออร์เดอร์ไม่ทันแน่นอนนะครับเชฟ” นทีพูดขึ้นมาขณะหยิบใบออร์เดอร์จากต้นน้ำมาแปะไว้ที่โต๊ะเพื่อดูว่าเมนูต่อไปเขาจะต้องทำอะไร
“สงสัยต้องจ้างเชฟเพิ่มอีกคนแล้ว”เ้าของร้านหนุ่มที่พ่วงตำแหน่งเชฟพึมพำออกมาผ่านหน้ากากอนามัยที่ตนเองสวมใส่เพราะถึงจะหายไข้แล้วแต่ก็เกรงว่าจะยังมีเชื้ออยู่
หากถึงวันนั้นจริงร้านคงวุ่นวายมากหากมีเชฟแค่สองคนหรือถึงไม่มีลูกค้ามาก อย่างน้อยเวลาเขาหรือว่านทีป่วยไข้ก็จะได้มีเชฟอีกคนคอยทำหน้าที่แทน
เชฟทั้งสองช่วยกันทำอาหารใน่กลางวันจนหัวหมุน่สิบเอ็ดโมงไปถึงบ่ายเป็่พักกลางวันจะมีลูกค้าเยอะมากเป็พิเศษ และจะมีลูกค้าเยอะอีกรอบก็่เย็นไปหาหัวค่ำซึ่งจะวุ่นวายเป็พิเศษเช่นกัน
น้ำหนึ่งเป็ผู้จัดการร้านที่ดูแลความเรียบร้อยส่วนหน้าร้านได้เป็อย่างดีพนักงานเสิร์ฟและพนักงานพาร์ตไทม์ต่างก็เชื่อฟังและให้เกียรติเธอ
บางคนมองว่าเธอคือว่าที่เ้าสาวของอธิปเพราะเธอมักแสดงออกว่าเป็คนสำคัญของเขา เป็คนที่เขาไว้วางใจให้จัดการปัญหาทุกอย่างได้เสมอหลายคนจึงเชื่อเช่นนั้น
หลังจากปิดร้านแล้วทุกคนประชุมกันตามปกติอย่างทุกวัน อธิปไม่ลืมที่จะบอกให้น้ำหนึ่งประกาศรับสมัครเชฟส่วนพนักงานพาร์ตไทม์นั้นเขาไม่ห่วง เพราะมีนักศึกษาที่อยากรับจ๊อบพิเศษมาสมัครงานอยู่เรื่อยๆอยู่แล้ว
“ผมจำได้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาสมัครเชฟเอาไว้เมื่อเดือนก่อน พี่หนึ่งลองติดต่อไปนะครับ เผื่อเธอยังว่างอยู่”นทีบอกกับเธอแล้วสบตาด้วยความรู้สึกที่มากเกินกว่าเพื่อนร่วมงานแต่เธอก็ไม่ได้สนใจรับรู้ความรู้สึกที่เขาส่งให้
“ค่ะ” เธอรับปาก
หากแต่ในใจนั้นคิดว่าอย่างไรก็ไม่มีวันหาเชฟที่เป็ผู้หญิงมาช่วยงานในครัวแน่เธอไม่อยากให้ใครใกล้ชิดกับอธิปทั้งนั้น
“ยังไงผมขอตัวกลับก่อนนะ รู้สึกว่าไข้กลับด้วย”อธิปออกตัวเอาไว้ก่อน
วันนี้เขาไม่เห็นรถของน้ำหนึ่งคิดว่าเธอคงจะขอติดรถเขากลับเหมือนอย่างที่เคยทำอยู่หลายครั้ง
เมื่ออธิปออกตัวอย่างนั้น เธอจึงไม่ได้พูดอะไรคิดว่าเขาคงไม่สบายจริงๆ อย่างที่บอก เพราะเมื่อวานนี้เขาก็มีไข้สูงแต่ก็ยังฝืนมาทำงานอีก
“ขับรถดีๆ นะคะเชฟ” เธอยิ้มหวานให้เขา สายตาดูห่วงใยมากกว่าเ้านายและลูกน้อง
“หายไวๆ นะคะเชฟ”
“หายไวๆ นะครับ”
ทุกคนอวยพรให้เขาหายป่วยเช่นเดียวกันกับน้ำหนึ่ง
“ขอบคุณทุกคนมากครับ วันพฤหัสฯ เจอกัน”อธิปยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนที่จะเดินไปที่รถของเขาพร้อมกับถุงกระดาษที่ใส่เสื้อเชฟที่จะนำกลับไปซัก และถุงกระดาษอีกใบที่น้ำหนึ่งสงสัยว่ามันคืออะไร
“พี่หนึ่ง ให้ผมไปส่งไหม”นทีถามเธอขึ้นมาเมื่ออธิปเดินจากไปแล้ว
น้ำหนึ่งลังเลเล็กน้อย จริงๆวันนี้เป็คืนวันอังคาร ร้านอาหารปิดทุกวันพุธเธอตั้งใจว่าจะไม่เอารถมาเพื่อให้อธิปไปส่งและชวนเขาพูดคุยสานสัมพันธ์ แต่ก็ผิดแผน
ตอนนี้ก็เป็เวลาดึกมากแล้วหากกลับแท็กซี่ก็คงลำบากจึงตัดสินใจรับน้ำใจของหนุ่มรุ่นน้องไป ทำให้นทีอมยิ้มด้วยความดีใจ
**********************
ทันทีที่กลับถึงบ้านอธิปเห็นว่าโมนิคนั่งดูรายการโทรทัศน์ของต่างประเทศอยู่เขามองเธอด้วยสายตาที่เอ็นดูเล็กน้อย เขาปากร้ายกับเธอขนาดนั้นเธอก็ยังเป็ห่วงเขาแล้วออกไปซื้อโจ๊กมาให้แต่เช้า
เขาอยากขอโทษที่พูดจาแย่ๆ กับเธอแต่ปากหนักจึงอยากขอโทษในรูปแบบที่เขาถนัดแทน นั่นก็คือทำอาหารให้เธอทานเพราะท่าทีที่นิ่งเฉยทั้งๆ ที่รู้ว่าเขากลับมานั้นมันชัดเจนว่าเธอยังคงไม่พอใจเขาอยู่
โมนิครู้ว่าเขาเข้ามาเธอไม่หันหลังไปมองด้วยซ้ำ เพราะเสียงรถที่เข้ามาจอดก็ชัดเจนแล้วว่าเป็เขา
อธิปเข้าครัวแล้วนำวัตถุดิบที่เขาเตรียมมาออกมาวางตรงหน้าลังเลว่าคิดถูกหรือเปล่ากับเมนูที่เป็แป้งในยามดึก
แต่ประเมินจากการที่เธอเป็นักชิมในทีมของแมนเชสและอายุยี่สิบต้นๆ และอาหารที่เธอสั่งทานที่ร้านของเขาก็ทานจนหมดเกลี้ยง อย่างไรก็คิดว่าเธอคงไม่ใช่พวกรักษารูปร่างที่เคร่งกับการควบคุมอาหารอย่างแน่นอน
เขาอุ่นเตาอบเอาไว้แล้วนำก้อนแป้งพิซซ่าที่แบ่งออกมาจากร้านมานวดแล้วแผ่ออกเป็รูปวงกลมทาน้ำมันมะกอกลงไปบางๆ ที่แผ่นแป้งตามด้วยซอสพิซซ่าสูตรพิเศษของทางร้านที่เขาคิดค้นขึ้นมา แล้วจึงนำบูราต้าชีสมาวางให้ทั่วแล้วนำไปเข้าเตาอบสักพักพอให้ชีสละลายแล้วจึงนำออกมา
หลังจากนั้นจึงนำหอมหัวใหญ่มาหั่นบางๆแล้วโรยให้ทั่ว ตามด้วยพริกหวานสีแดงและสีเขียวซอยบาง เห็ดแชมปิญองสไลด์บาง หลังจากนั้นจึงวางแผ่นซารามีลงไปโรยปิดด้วยมอสซาเรลล่าชีส และพาเมซานชีสแบบผง แล้วนำเข้าเตาอบเป็เวลาห้านาที
ในขณะที่รอเขานำผักร็อกเก็ตที่เตรียมมาจากร้านมาใส่ในชาม ราดน้ำมันมะกอกลองไปสองช้อนโต๊ะตามด้วยน้ำมะนาวอีกหนึ่งช้อนโต๊ะโรยพริกไทยดำลงไปแต่ไม่ได้เพิ่มเกลือเพราะในพิซซ่ามีชีสเยอะแล้ว
หลังจากที่พิซซ่าสุกแล้ว เขานำออกมาแล้วนำสลัดผักร็อกเก็ตที่เตรียมเอาไว้มาโรยให้ทั่วหน้าพิซซ่าแล้วจึงใช้มีดตัดพิซซ่ามาตัดแบ่งพิซซ่าออกเป็หกส่วนเท่าๆ กันแล้วยิ้มมองผลงานของตนอย่างพอใจ
“คุณจะยอมทานรึเปล่านะ แมนเชสจูเนียร์”
**********************