บทที่ 18 เ้านายผู้เฝ้ามอง
ผ่านไปหลายสิบวัน
เจียอี้ซึมซับความทรงจำของอสูรทั้งสิบตลอดหกพันปีครบถ้วนสมบูรณ์ในความทรงจำของอสูรแต่ละตนมีหลายสิ่งให้เจียอี้ประหลาดใจแค่มันไม่ค่อยสำคัญเท่าเื่ของลี่ลี่ ผู้ถูกแมงมุมมรณะชักจูงให้กลายมาเป็คนรับใช้ของเขา
แม้ดูผิวเผินจากความทรงจำของอสูรทั้งสิบจะเห็นทุกด้านในความเป็ตัวตนคงเอกลักษณ์ของลี่ลี่แต่ให้บอกคงบอกได้เพียงนางเป็ผู้เพียรพยายาม อดทน ไม่ย่อท้อ มีพร์ทำความเข้าใจเคล็ดวิชาได้เร็วกว่าผู้บ่มเพาะทั่วไปและมีความ้าแข็งแกร่งไร้สิ้นสุดทั้งยังไม่เคยแสดงความรู้จากใจกับนิสัยจากเนื้อแท้สักครั้ง
ซึ่งความ้าแข็งแกร่งไร้สิ้นสุดและไม่เคยแสดงความรู้จากใจกับนิสัยจากเนื้อแท้สักครั้ง มันทำให้เจียอี้กังวลใจเพราะลี่ลี่เพียงตอบตกลงไม่ได้ทำพันธสัญญา ทั้งยังผ่านมากกว่าหกพันปีหลังจากเหล่าอสูรพบเจอลี่ลี่ครั้งล่าสุดในความรู้สึกเขาแทบไม่ต่างจากคนแปลกหน้า
“ลองเฝ้าดูสักหน่อยถ้านางเป็คนรักษาสัญญา มีเนื้อแท้ไม่ชั่วร้ายและยอมรับข้อตกลง คงพานางไปด้วยได้”เจียอี้ลูบคาง พลางมองไปยังปลายขอบฟ้า ก่อนร่างเขาจะหายไป
.
.
.
ณ สถานที่ฝึกฝนใกล้ตระกูลหลิงที่ถูกปิดตายจนกลายเป็สถานที่ต้องห้ามสำหรับคนตระกูลหลิงอีกทั้งตลอดหกพันปีผู้อยู่ในสถานที่ฝึกฝนมิเคยย่างกรายออกมาสักครั้ง
ด้านในสถานที่ฝึกฝน
ลี่ลี่ยังคงฝึกฝนเฉกเช่นทุกวันไม่เคยหยุดพักตลอดหกพันปีนางได้บรรลุระดับจักรพรรดิเทวะสร้างเคล็ดวิชาเฉพาะตัวอันเป็เอกลักษณ์สี่วิชา
วันนี้เองลี่ลี่ยังคงฝึกฝนเหมือนเคย แต่มีบางอย่างแตกต่างไปจากเดิม คือเจียอี้ที่แอบเฝ้ามองนางผ่านมุมหนึ่งของสถานที่ฝึกฝน เขาปกปิดกลิ่นอาย ลบตัวตนต่อให้จักรพรรดิดารามาอยู่ตรงหน้าก็หาเขาไม่พบ
วายุคลั่ง!
ลี่ลี่สะบัดฝ่ามืองามไปตามธรรมชาติฉับพลันอากาศอันนิ่งสงบในสถานที่ฝึกฝนมีลมพัดกระหน่ำ ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับจะฉีกอากาศให้กลายเป็ชิ้นๆน่าแปลกคือสถานที่ฝึกฝนมิได้รับความเสียหายเหมือนมีพลังบางอย่างปิดกั้นไม่ให้สถานที่นี้ถูกทำลาย
เปลวเพลิงผลาญฟ้า!
ลี่ลี่ควบกลั่นพลังปราณในฝ่ามือ ทันใดนั้นดอกไม้สีเพลิงค่อยๆก่อเกิดพอดอกไม้สีเพลิงก่อเกิดสมบูรณ์นางจึงปล่อยมือให้ดอกไม้สีเพลิงไหลไปตามลมที่โหมกระหน่ำ
เสี้ยวพริบตาต่อมาเปลวเพลิงได้ไหลเวียนไปตามลมและกระจายไปทั่วสถานที่ฝึกฝน กำเนิดเป็เพลิงวายุร้อนระอุเกินคำบรรยาย
เวลาต่อมาลี่ลี่จ้องมองความอันตรายอันแสนวุ่นวายแล้วกล่าวบางอย่าง
“ข้าต้องรออีกนานเพียงใดท่านผู้นั้นถึงจะมาหา หรือว่าข้าอ่อนแอเกินไป?”
วารีกระจ่าง!
ลี่ลี่ควบแน่นวารีหยดหนึ่งบนฝ่ามือหลังกล่าวจบและปล่อยมันไปแบบเดียวกับดอกไม้เพลิง เพียงหนึ่งลมหายใจ วารีกับเปลวเพลิงได้ปะทะก่อเกิดเป็หมอกในสายลมโหมกระหน่ำ
“ท่านผู้นั้นมี ัน่านับถือพยัคฆ์น่าวางใจ หงส์แสนฉลาด แมงมุมเ้าเล่ห์ กิเลนผู้อ่อนโยน ราชสีห์สุดลี้ลับคชสารสุดแกร่ง อสรพิษแสนร้าย วานรเกรี้ยวกราด และเต่าผู้เยือกเย็น..”ลี่ลี่พึมพำพลางควบแน่นบางสิ่งอีกครั้ง
อัสนีวินาศ!
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ
อัสนีสามสีหนึ่งสายถูกลี่ลี่สะบัดมือส่งหายเข้าไปในหมอก อึดใจต่อมา สายฟ้าสีแดง ม่วง เขียว ได้รามไปทั่วหมอกที่ถูกวายุโหมกระหน่ำพัดพาให้ยุ่งเหยิงกระจายไปทั่วสถานที่ฝึกฝน
“แดงพิษร้อน เขียวพิษเย็นม่วงพิษมรณะ” ลี่ลี่พึมพำอีกครั้งเหมือนกำลังนึกอะไรอยู่ ก่อนพึมพำต่อไป“สี่ธาตุหนุนนำ สร้างคุกพิพากษา หวังว่าข้า จะมีประโยชน์กับท่านผู้นั้น”
ลี่ลี่สะบัดมืออีกครั้งคราวนี้ทุกสิ่งที่นางสร้างได้มลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ไม่นานหลังจากทุกสิ่งหายไป ลี่ลี่ได้นั่งลงบนพื้นและหลับตาเข้าสู่สมาธิเพื่อบ่มเพาะพลังปราณต่อเพราะนางคิดว่ามือขวาของท่านผู้นั้นต้องมีประโยชน์มากกว่าอสูรทั้งสิบที่ฝึกฝนนางรวมกัน และยังต้องมีความเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนอสูรตนใด
“ไม่ขอเพียงสามารถเป็มือขวาตามสัญญาข้าต้องสามารถเป็ทุกสิ่งให้ท่านผู้นั้น” ลี่ลี่กล่าวหนึ่งประโยคก่อนจมลงสู่สมาธิแห่งการบ่มเพาะ
ด้านเจียอี้ผู้แอบเฝ้ามอง
ใจหนึ่งเจียอี้ยอมรับว่าเขาค่อนข้างประทับใจลี่ลี่เพราะว่านางยึดติดกับคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับแมงมุมมรณะทั้งยังฝึกฝนเพื่อให้ตนแข็งแกร่งเพื่อเขา
แต่อีกใจหนึ่งเจียอี้ไม่ค่อยชอบสิ่งที่ลี่ลี่กล่าวถึงอสูรทั้งสิบ เพราะมันเหมือนกำลังพูดถึงเขาแต่นั่นทำให้เขาพอคาดเดาสตรีนางนี้ได้บ้าง กระนั้นเจียอี้ยังอยากเฝ้ามองจนกว่านางจะเผยใจจริงและความคิด เพื่อป้องกันไม่ให้เขาพบเจอความยากลำบากในอนาคต
.
.
.
เวลาค่อยๆผันผ่านไปตามกาล ผ่านไปผ่านไป..ผ่านไปอีกหลายพันปี
เจียอี้ยังคงเฝ้ามองลี่ลี่ตลอดเวลา เห็นนางฝึกฝนเคล็ดวิชาสลับบ่มเพาะพลังปราณบางครั้งบ่นพึมพำถึงเขา บางครั้งกล่าวถึงเื่ราวการฝึกฝนกับอสูรทั้งสิบบางครั้งก็พูดกับตัว
ตลอด่เวลาเจียอี้เห็นตัวตนของลี่ลี่ผ่านสายตา เพียงเขาไม่เคยเห็นด้านอ่อนแอของนางแม้แต่เศษเสี้ยวความเศร้าหรือความโกรธยังมิอาจพบเจอ
“นี่ข้าต้องจับตามองเด็กผู้นี้ไปอีกนานเท่าใด”เจียอี้ถามตนเองในใจ เหมือนอยากให้ใครสักคนบอกเขาให้แน่ใจว่าสามารถยอมรับตัวตนลี่ลี่ ต่อให้มิได้เห็นทุกด้าน
ทว่า! หลายวันต่อมาประตูสถานที่ฝึกฝนที่ไม่เคยถูกเปิดมาเกือบหนึ่งหมื่นปี ถูกใครบางคนเปิดออก
เมื่อประตูถูกเปิดลูกแสงลูกหนึ่งได้ลอยเข้ามาภายในลี่ลี่ผู้กำลังบ่มเพาะได้ลืมตาตื่น ท่าทางนิ่งสงบกลายเป็เ็านางลุกขึ้นยืนและสะบัดมือส่งคลื่นพลังสายหนึ่งทำลายลูกแสง
เพล้ง!
“ผู้ใด? ช่างบังอาจ!”นำเสียงเหิมเกริม ฟังดูกราดเกรี้ยวดังมาจากประตูทางเข้า ฉับพลันร่างบุรุษสวมอาภรณ์ราวองค์ชายใหญ่ได้ก้าวย่างเข้ามาด้านใน เขาก้าวย่างเข้ามาอย่างองอาจ แต่เมื่อสายตามองไปยังลี่ลี่ดวงตาเหมือนเปล่งประกาย
“งดงามยิ่งนักเ้าเหมาะสมเป็อนุภรรยาของข้า..รัชทายาท..” บุรุษผู้อ้างตนว่าเป็รัชทายาทกล่าวน้ำเสียงเปี่ยมราคะ น่าเสียดายกลับไม่รู้ว่าคนเบื้องหน้าแข็งแกร่งมากกว่าเพียงใด
ฟุ่ม!
กลิ่นอายจักรพรรดิเทวะแผ่ซ่านไปทั่วสถานที่ฝึกฝนกดดันบุรุษผู้อ้างตนว่าเป็รัชทายาททรุดลงกับพื้นอึดใจต่อมาร่างได้จมลงไปในพื้นอย่างช้าๆราวกับผู้ปลดปล่อยแรงกดดันมีความตั้งใจระบายความไม่พอใจใส่
“กล้าขัดเวลาการฝึกฝนของข้าแสดงว่าโลกภายนอกคงเปลี่ยนไปมากแล้วจริงๆ คงถึงเวลาออกไปชมสักหน่อย”ลี่ลี่กล่าวน้ำเสียงแฝงแรงกดดันมหาศาลซ้ำยังเพิ่มแรกกดดันบุรุษผู้อ้างตนว่าเป็รัชทายาทอย่างช้าๆ
ไม่นานนักใบหน้าของบุรุษผู้อ้างตนว่าเป็รัชทายาทเริ่มเปลี่ยนสีหู ตา จมูก ปากมีเืไหลออกมาไม่หยุดยิ่งไปกว่านั้นความเ็ปมากล้นส่งผลให้ไม่สามารถกล่าวสิ่งใดได้
ครึ่งชั่วโมงต่อมาบุรุษผู้อ้างตนว่าเป็รัชทายาทค่อยๆถูกแรงกดดันบดขยี้ร่างกายจนกลายเป็แอ่งเืแอ่งหนึ่ง ถึงขั้นบอกไม่ได้ว่าเ้าของแอ่งเืคือใครเพราะทั้งเืเนื้อล้วนถูกทำลายเป็เนื้อเดียวกัน
ส่วนดวงิญญานั้นแตกสลายไปตามธรรมชาติเนื่องจากไม่อาจทนต่อแรงกดดันระดับจักรพรรดิเทวะได้
“ระดับ์คนหนึ่งยังกล้าขนาดนี้ระดับเทวะในโลกภายนอกไม่หยิ่งผยองดุจกษัตริย์เชี่ยวรึ?” ลี่ลี่คาดเดาพลางลุกขึ้นยืนเตรียมออกไปโลกภายนอกเพื่อชมดูความเปลี่ยนแปลงแต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงคือมีใครบางคนลอบติดตามและวิจารณ์นางแทบตลอดเวลา
‘ถูกรบกวนเวลาฝึกคงไม่ใช่เหตุผลไอ้โง่นั่นมันตายเพราะปากหมาไปกล่าววาจาแทะโลม ถ้าพ่อมันเห็นลูกตายไปโง่ๆแบบนี้คงทั้งโกรธทั้งอายไปทั้งชาติ จะโทษเ้าโง่นั่นไม่ได้ มันอาจถูกสอนมาไม่ดีแต่ลี่ลี่เองก็โเี้พอตัว’ เจียอี้มองลี่ลี่อย่างมีความหมายเขาเริ่มเห็นตัวตนของลี่ลี่อย่างช้าๆแน่นอนว่าหลังจากนางออกไปย่อมได้เห็นอะไรดีๆอีกมาก
ผ่านไปพักใหญ่
ลี่ลี่ได้ออกมาจากสถานที่ฝึกฝนนางอยู่ในนั้นมานานจนเห็นโลกภายนอกยังรู้สึกใเพราะมันไม่เหมือนในอดีตแม้แต่น้อย เพียงแค่สภาพแวดล้อมนอกสถานที่ฝึกฝนยังกลายเป็ป่ารกทึบไม่คุ้นตา
พอลี่ลี่แผ่จิตััออกไปยังที่ตั้งตระกูลหลิงนางจึงเห็นเมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่แทนที่เมืองใน่เวลานี้แตกต่างไปจากตระกูลหลิงในอดีตหลายขุมทำให้ลี่ลี่รู้สึกไม่คุ้นเคย เพราะไม่มีตระกูลหลิงอันคุ้นเคยดำรงอยู่นางจึงคิดเดินเข้าไปหาข้อมูล โดยลืมไปว่าชุดของนางสะดุดตาเกินไป
ห่างไปจากลี่ลี่ไม่ไกลนักเจียอี้ตามลี่ลี่ไม่ให้คาดสายตา แต่ว่าลี่ลี่ไม่มีวี่แววว่าจะรู้ตัวนางยังคงเดินทางไปเมืองแห่งนั้น แม้เจียอี้จะเข้าใกล้นางไปถึงระยะห้าสิบเมตรก็ตาม
“นางยังไม่รู้ตัวถ้าห่างสักสิบเมตรหรือห้าเมตรล่ะ” เจียอี้ครุ่นคิดและความคิดนั้นต้องเก็บเอาไว้ใช้ในเมือง หรือจนกว่าจะวางใจกับลี่ลี่ได้ เพราะเขาอยากรู้ว่าลี่ลี่สามารถััถึงตัวตนเขาได้ไหมซึ่งเจียอี้คิดเช่นนี้ไม่ใช่อะไร นอกจากลี่ลี่ฝึกฝนมาด้วยวิธีการไม่ธรรมดา
อีกทั้งยังต้องฝึกกับอสูรทั้งสิบที่เป็เหมือนร่างอวตารของเขามิหนำซ้ำนางยังแข็งแกร่งกว่าในอดีต เขาจึงอยากทดสอบนางเล็กน้อย แต่เขากลัวว่าจะเผยตัวเร็วเกินไปจึงมิได้ลงมือ
ระหว่างเฝ้ารอให้ลี่ลี่ไปถึงเมืองเจียอี้คล้ายนึกถึงอะไรบางอย่างได้ เขาจึงเพ่งจิตไปยังดวงิญญาและส่งจิตเข้าไปสู่เส้นด้ายเส้นหนึ่ง
ทันทีที่เขาส่งจิตเข้าไปเขาได้มองผ่านสายตาเ้ามาร เห็นมันจ้องศพนับไม่ถ้วนกองพะเนินด้านหน้า
‘เ้ากำลังทำอะไร’เจียอี้ส่งกระแสจิตถามมัน ฉับพลันมารตอบกลับเจียอี้ด้วยน้ำเสียงดีใจเปี่ยมล้นเพราะมันคิดว่าถูกเ้านายลืมเลือนไปเสียแล้ว
“นายท่าน!ข้ากำลังปรับตัวให้เข้ากับระดับพลังใหม่”
“คนเ่าั้?” เจียอี้ถามต่อสั้นๆ มารกลับเข้าใจคำถามของเขาและเริ่มกล่าว
“เรียนนายท่านศพเหล่านี้คือคนน่าชังตระกูลเจียง เป็ข้าอยากได้โชควาสนาจึงทำมากกว่ากว่าสืบหาข่าวลงมือกวาดล้างตระกูลเจียงหลังสืบข่าวทั้งหมดข้าน้อยจึงได้พบเื่เหนือความคาดหมาย นายท่าน้ารับทราบก่อนหรือลงโทษข้าน้อยก่อนขอรับ”
“ซื่อสัตย์ดี ข้าขอทราบทุกสิ่งผ่านความทรงจำเ้าหวังว่าเ้าคงไม่บิดเบือน” เจียอี้กล่าวจบ มารจึงปลดปล่อยความทรงจำให้เขาเห็น