Chapter 12
ต้องทำยังไงถ้าอยากอยู่ด้วยกันอีกครั้ง?
แต่แล้วเวลาของเราสองคนก็สิ้นสุดลง เมื่อเธอคลี่ยิ้มกว้างอย่างดีใจพร้อมโบกไม้โบกมือผ่านหน้าต่างรถมาทางพวกเรา
“มอส! พี่กาย!” อัญญาร้องทักทายเสียงสดใส
อืม... ผมไม่ชอบใบหน้าและรอยยิ้มอย่างนั้นเลยแฮะ แต่ผมก็ยิ้มตอบเธอกลับไปนะ
มอสสะบัดมือที่กุมผมไว้แน่นในตอนแรกแล้วรีบก้มคว้ากระเป๋าเดินทางของตัวเองซึ่งวางอยู่กับพื้น “อัญญามาแล้ว” เขาหันมาบอกผมพร้อมยิ้มกว้างเหมือนกับดีใจที่จะได้กลับบ้านเสียที
“ดีใจสินะ เมียมารับแล้ว”
อีกฝ่ายหันมามองผมอย่างไม่เข้าใจนัก เขาอาจจะได้ยินไม่ถนัดเพราะเสียงด้านนอกนี้ค่อนข้างจอแจ
อัญญาจอดรถแล้วรีบลงมาช่วยสามีขนของขึ้นกระโปรงท้าย ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรมากมายแค่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆกับถุงของฝากไม่กี่ใบ แต่ก็ทำกุลีกุจอให้ดูวุ่นวายเสียอย่างนั้น
“พี่กายจะกลับกับพวกเรามั้ยคะ?” เธอหันมาถามด้วยดวงตาเป็ประกาย
“กลับสิ คอนโดคุณกายก็ผ่านทางไปบ้านเราพอดี” คนเป็สามีช่วยตอบให้แทนก่อนจะหันมาทางผมอีกคน “มาครับ เดี๋ยวผมช่วยยกกระเป๋า” พร้อมกับปรี่เข้ามาคว้าเอาสัมภาระผมไป
แต่ผมรีบคว้ามันกลับมาแล้วชะงักค้างไว้จนกำไลข้อมือเราแกว่งชนกัน มอสทำหน้าประหลาดใจมองผม
“ทำไมล่ะ?”
“นายไปเถอะ”
“ก็ผมจะไปส่งคุณ”
“ไปกับเมียนายเถอะ เดี๋ยวฉันไปจุดบริการแท็กซี่ได้ น่าจะสะดวกใจกว่า”
“สะดวกใจ?”
“อื้อ” ผมผงกหัวแล้วรวบรวมกระเป๋าและถุงต่าง ๆ มาไว้ในมือเพื่อเตรียมพร้อมโดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะทำหน้ายังไง
“แต่ว่า...”
ปี๊ด ๆ ๆ
เสียงนกหวีดจากเ้าหน้าที่เป่าเร่งเพื่อระบายรถ อัญญาที่กลับเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัยแล้วโน้มศีรษะลงมองดูเราสองคนผ่านหน้าต่างรถด้วยสีหน้าร้อนรน
“พี่กายไปมั้ยคะ?” เธอะโถาม
ส่วนมอสเองก็ละล้าละลังรอผม จนเมื่อเห็นว่ายังไงผมก็ไม่ยอมไปกับพวกเขาแน่ ๆมอสจึงเดินไปที่รถด้วยท่าทางลังเล “เดี๋ยวผมโทรหานะ” เขาพะงาบปากบอกก่อนจะเปิดประตูขึ้นรถไปนั่งยังฝั่งด้านข้างคนขับ
ผมไม่ได้อยู่รอพวกเขาจนรถออก แต่หมุนตัวเข้าด้านในแล้วนวยนาดไปกดบัตรคิวเรียกรถแท็กซี่แทนอย่างไม่ใส่ใจ
มันน่าหงุดหงิดนิดหน่อย ไม่รู้สิ อาจเพราะเวลาของเราสองคนมันสั้นเกินไปล่ะมั้ง ทั้งที่เมื่อสิบสองชั่วโมงก่อนผมกับมอสยังจูงมือกันกินไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ เดินชอปปิงย่านกาโรซูกิล และขึ้นเคเบิลคาร์ดูวิวยามเย็นของกรุงโซลและแลกของสำคัญให้กันอยู่เลย
ถึงคนท้องถิ่นที่สัญจรอย่างพลุกพล่านบริเวณนั้นจะมองพวกเราราวตัวประหลาดไปบ้างก็เถอะ
แต่ตอนนั้นมันก็เป็ความรู้สึกที่ดีจริงๆ
พอกลับถึงคอนโดผมก็แทบทิ้งร่าง พาตัวเองแช่ตัวอยู่ในอ่างน้ำอุ่นโดยมีหนังสือพัฒนาทักษะหนาๆ เล่มหนึ่งพร้อมด้วยแก้วไวน์ทรงสูงซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะลายหินอ่อนเตี้ย ๆ ด้านข้าง
่ก่อนจะเปลี่ยนเป็ชุดคลุมอาบน้ำผมเห็นแล้วล่ะว่ามีสายเข้าจากคนที่เพิ่งจะแยกย้ายกันไปรัวมาอย่างต่อเนื่อง
แต่สุดท้ายผมก็เลือกที่จะวางมันเอาไว้ที่ตู้ข้างเตียงเพื่อชาร์จแบตอย่างไม่สนใจแล้วพาตัวเองมานอนผ่อนคลายอยู่ในห้องน้ำแทน
ป่านนี้เขาคงจะคลุ้มคลั่งไปแล้วล่ะมั้ง
แค่คิดว่าเขากำลังว้าวุ่น ก็สนุกแล้วสิ...
มองดูนาฬิกาดิจิตอลที่ตู้ข้างเตียงอีกทีก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ผมใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำเกือบสามชั่วโมงเลยทีเดียว สายตาก็เห็นว่าโทรศัพท์ยังมีไฟหน้าจอขึ้นแสดงสายเรียกเข้าอยู่
อย่าบอกนะว่ายังโทรเข้ามาไม่หยุด...
ผมทำเพียงปรายตาไปมองแวบเดียวแล้วก็หมุนตัวไปนั่งตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งต่อ
ทาสกินแคร์ครบสิบเสต็ปพร้อมเป่าผมจนแห้งดีแล้วจึงอ้อยอิ่งไปนั่งข้างเตียงแล้วยกเอาโทรศัพท์เ้าปัญหาขึ้นมาดู ก็พบว่า ‘MissedCall’ ขึ้นมากว่า 132สาย
มีใครใกล้ตายรึไง?
ถึงอย่างนั้นผมก็นึกกระหยิ่มอยู่ในใจ
‘เพลียมาก อยากนอน’
ผมทำเพียงส่งข้อความไปเท่านั้นโดยไม่คิดจะโทรกลับไปอย่างที่ควรจะเป็
แล้วก็ราวกับกระตุ้นเร้าให้อีกฝ่ายแสดงความมุทะลุมากยิ่งขึ้น เพราะทันทีที่ข้อความถูกส่งและเปิดอ่านโดยทันทีจากปลายทาง สายเรียกเข้าก็กระหน่ำรัวเข้ามาราวกับใช้เสี้ยววินาทีเดียวกัน
ผมทำได้เพียงกดตัดสาย
ไม่ว่าเขาจะพยายามโทรเข้ามาเท่าไร
ผมก็มีความสามารถพอที่จะกดตัดสายเข้าทิ้งทุกครั้ง
เวลาที่มีคนแสดงความ้าเรามากๆ มันสนุกอย่างนี้เองสินะ
ติ๊ง
ข้อความจาก~มอส~
‘รับสายสิครับคุณกาย ทำไมไม่รับสายผมล่ะ’
ติ๊ง
‘รับหน่อยสิครับ ผมรู้สึกแย่นะ’
ติ๊ง
‘อยากเห็นผมเป็บ้าใช่มั้ย?’
ผมได้แต่เบ้ปากใส่หน้าจอโทรศัพท์หลังจากอ่านข้อความแชตที่ถูกพิมพ์ส่งเข้ามารัวๆ
จะบ้าขนาดไหนกันเชียว
ผมไม่ได้ตอบอะไรไป ทำเมินเฉยแล้วเลื่อนเปิดดูรูปล่าสุดกว่าครึ่งพันที่อยู่ในอัลบั้มจึงพบว่ามีรูปของมอสเต็มไปหมด รวมถึงรูปที่เราเซลฟีกันสองคนด้วย
และเมื่อเลื่อนไปก่อนหน้านั้น ก็เป็รูปที่เราถ่ายกันตอนที่ร่างกายเปลือยเปล่าบนเตียงมีเพียงผ้านวมผืนใหญ่ปกปิดท่อนล่างเท่านั้น
เราผ่าน่เวลาเ่าั้มาจริงๆ สินะ
ไม่เคยคิดเลยว่าทริปเกาหลีใต้รอบนี้จะได้รับความทรงจำดีๆ กลับมาด้วย...
เื่ราวระหว่างผมกับเขา อย่างกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี้เองเลย
ถ้า้าเขาขึ้นมาอีก...
ผมจะต้องทำยังไงล่ะ
ในเมื่อเรากลับมาสู่โลกแห่งความจริงกันแล้ว
โลกที่ไม่ได้มีแค่เราสองคนอีกต่อไป
ผมโยนโทรศัพท์ทิ้งไว้ข้างๆ แล้วหงายผึ่งลงบนเตียงอย่างอ่อนแรง
แต่อีกใจหนึ่งผมก็ยังเชื่อว่าตัวเองไม่ต้องทำอะไรเลย
แค่อยู่เฉยๆ เดี๋ยวอีกฝ่ายก็หาทางได้เอง...
ครืด... ครืด... ครืด...
รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่โทรศัพท์สั่นเสียงดังอยู่ใกล้ๆ ผมรีบงัวเงียคว้ามันขึ้นมาเพราะกลัวว่าจะเป็ท่านประธาน หากรับสายช้าเดี๋ยวจะเป็เื่เป็ราวใหญ่โตอีก
“ฮัลโหลคร้าบ...” ผมพยายามทักทายด้วยน้ำเสียงที่เป็ปกติ
[พะ พี่กายคะ อัญญาเองนะคะ]
“อ้อ อัญญา ว่าไง มีอะไรเหรอ? โทรมาแต่เช้า” ผมร้องถามพลางดึงโทรศัพท์ออกมาดูเวลา
ทั้งที่ตอนนี้จะสิบโมงกว่าแล้วก็ตาม เมื่อคืนหลับไปตอนไหนไม่รู้ตัวเลย คงจะเพลียสะสม เห็นทีต้องดริปวิตามินสักหน่อยแล้ว
[มอสไม่สบายค่ะพี่กาย] อัญญาร้องบอกเสียงตระหนก
“เหรอ? ไปหาหมอรึยังล่ะ?”
[ยังค่ะ ไม่ยอมไป บอกแต่ว่าให้โทรหาพี่กาย อยากให้พี่กายมาช่วยดู]
ผมเงียบไปครู่หนึ่งอย่างใช้ความคิด
อาการนี้มัน... น่าจะหาเื่ป่วยมากกว่า
เห็นไหมล่ะ ผมไม่ต้องทำอะไรจริง ๆ ด้วย
ทิ้งไปแค่คืนเดียว เขาก็ดูจะห่างผมไม่ได้เสียแล้ว
ถึงอยากจะถามว่า ‘ไม่มีญาติหรือเพื่อนที่พึ่งพาได้อยู่ใกล้ๆ เหรอ?’
ทำไมจะต้องเจาะจงมาเป็ผมด้วยล่ะ
แต่ท้ายที่สุดอาการนี้ก็คงจะมีแต่ผมเท่านั้นล่ะที่จะทำให้เขาหายขาดได้... ผมจึงตัดสินใจตอบตกลงอีกฝ่ายไป
“โอเค ดูแลเบื้องต้นก่อนนะ เดี๋ยวพี่รีบไป”