Ep 006 :: ความช่วยเหลือที่ถูกหยิบยื่น
หน้าจวนแม่ทัพ
“...นะ...นี่คือ...บ้านของคุณหนูน้อยหรือ?”
“ใช่แล้วท่านลุง ข้าถึงได้กล่าวว่าหากข้าไม่ได้กลับไป ไม่เพียงแต่กรมอาญา ท่านยังสมควรกังวลถึงกองทัพผู้พิชิต หรือท่านพ่อของข้าที่เป็ถึงผู้พิชิตจตุรทิศ แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉิน”
“...อะฮะ..ฮะ นะ...นี่ข้าตั้งใจ...คิดเรียกค่าไถ่...คุณหนูจริง ๆ รึนี่”
“อย่าพึ่งกังวลไปเลย ในตอนนี้ข้าปลอดภัยไร้รอยแผล ท่านพ่อและพี่ชายสมควรไม่โกรธามากนัก”
เด็กสาวหันไปยิ้มปลอบใจสามีภรรยาที่ยืนตัวสั่นงันงกหน้าซีดเผือดอีกทั้งยังมีเหงื่อไหลโทรมกาย การแสดงออกของพวกเขาดูราวประหนึ่งมองเห็นภูตผี ในขณะที่เด็กสาวอีกคนก็มีทีท่าไม่ต่างกัน
เฟิ่งปิงดูแล้วคิดว่าน่าจะยากที่จะให้สติของพวกเขากลับมาครบ นางจึงไม่คิดรั้งรอแต่อย่างใด มือเล็กยกขึ้นผลักบานประตูไม้สลักลายน่าเกรงขามบานใหญ่ที่ทั้งหนาทั้งหนักให้เปิดออกอย่างไม่สมกับเรี่ยวแรงของขนาดตัว เท้าเล็ก ๆ เยื้องย่างเข้าไปด้านในอย่างไม่รีรอให้ใครเชื้อเชิญ
ในตอนนั้นเองที่นางได้เห็นว่าทหารองครักษ์ด้านในต่างเดินไปมากันให้พรึ่บพรั่บ ส่งเสียงดังอึกทึกจนน่าปวดเศียรเวียนเกล้า
“คุณหนูน้อย!!”
นายทหารคนหนึ่งที่สังเกตเห็นนางะโเสียงดัง เรียกความสนใจให้คนรอบข้างหันมามองนางเป็ทางเดียว ในชั่วครู่ต่อมานายทหารในชุดเต็มยศทั้งหมดเท่าที่ระยะสายตาจะมองเห็นก็คุกเข่าลง ประสานเสียงกันดังลั่น
“ขออภัยที่พวกเราละเลยการอารักขาปล่อยให้คุณหนูตกอยู่ในอันตราย!! โปรดลงโทษด้วย!!”
“คุณหนู คุณชายใหญ่อาละวาดจนเหล่าทหารไม่อาจห้ามได้อีกแล้ว ฮูหยินเองก็ขวัญเสีย ไม่ต้องกล่าวถึงท่านแม่ทัพ ท่านพร้อมจะสั่งเคลื่อนกองกำลังในเมืองหลวงทั้งหมดเพื่อตามหาคุณหนู”
“ท่านซือหม่าปาเจียวคอยรั้งไม่ให้ท่านแม่ทัพสั่งเคลื่อนกองกำลังอยู่ แต่ท่านแม่ทัพเวลานี้ก็ไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น”
“คุณหนูได้โปรดรีบไปหาท่านแม่ทัพเถอะขอรับ!!”
“เข้าใจแล้ว ขออภัยที่ทำให้พวกท่านต้องวุ่นวาย พ่อบ้านเฉิน ข้าขอฝากคนเหล่านี้สักระยะด้วยนะ”
“รับทราบขอรับคุณหนู”
เด็กสาวเอ่ยขอโทษเหล่านายทหาร แล้วหันไปเรียกพ่อบ้านใหญ่ที่กุลีกุจอเดินมาหา คำสั่งของนางก็ได้รับการตอบรับอย่างมั่นคง แต่ในขณะเดียวกันนั้นเองนางก็ต้องหันไปกำชับกับคนที่นางพามาด้วยว่า
“อย่าได้เผลอหลุดพูดอะไรไม่เข้าท่าเช่นเื่ที่พวกท่านตั้งใจกระทำในวันนี้เชียว ไม่เช่นนั้นต่อให้มีข้าสิบคนก็ไร้ทางช่วย พี่สุ่ยหลิวต้องช่วยดูด้วยนะ”
ระหว่างทางมาสุ่ยหลิวรับรู้เื่ราวที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นแม้เสียงจะสั่นเครือแต่นางก็ตอบรับอย่างเต็มที่ หากเื่หลุดไปไม่อยากจะคิดเลยว่าผู้ปกครองของพวกตนจะถูกฆ่าด้วยวิธีไหน
“...ข้าจะไม่ยอมให้ท่านลุงท่านป้าหลุดปากแน่เ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดียิ่ง เื่ของเพื่อน ๆ ของท่าน ข้าจะจัดการให้เอง อย่าได้เป็ห่วงเลย”
“...ขอบคุณ..เ้าค่ะ...คุณหนู...”
หลังผ้าแพรบางเด็กสาวยิ้มให้พวกเขาอีกครั้ง ก่อนที่เท้าเล็กจะมุ่งเข้าไปในเรือนใหญ่หวังจัดการความยุ่งยากที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด
“สั่งเคลื่อนพลทหารทั้งหมดในเมืองหลวง ไปตามหาลูกสาวข้าให้เจอภายในหนึ่งเค่อ!!”
“ท่านแม่ทัพโปรดใจเย็นก่อน หากเคลื่อนทัพโดยไร้คำอนุญาตจากฝ่าาอาจกระทบต่อตัวท่านได้นะขอรับ”
หยางเอ่อคังยอดคนแห่งคว้นฉินกำลังเดือดดาลยิ่งกว่าูเาไฟะเิ โต๊ะแกะสลักเงางามถูกฝ่ามือของเขาที่อัดพลังลมปราณขั้นที่แปดฟาดจนมันพังยับเป็ซาก ก่อนจะคำรามลั่นไม่สนใจคำทักท้วงของคนสนิท
“ช่างมันสิ!! อย่างไรเสียลูกสาวข้าก็สำคัญที่สุด!!”
“ข้าสั่งทหารจำนวนหนึ่งให้ออกตามหาแล้ว ขอท่านอย่ากังวลใจไม่นานต้องพบคุณหนูแน่ ปล่อยให้กองทัพได้อยู่เฉย ๆ เถิดขอรับ”
“...ปิงเอ๋อร์ลูกแม่ ตอนนี้เ้าจะเป็เยี่ยงไรบ้าง ...ฮึก”
หงเหลียนฮวาผู้เป็มารดานั่งตัวสั่นดวงหน้างามเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาอยู่บนเก้าอี้ไม่ไกล อีกด้านมีคุณชายใหญ่ที่กำลังด่าทอตัวเองพร้อมกับทำลายข้าวของระบายอารมณ์ที่คุกรุ่น นับว่ายังดีที่คุณชายรองยังอยู่ที่สถานศึกษา ไม่งั้นเื่ราวมันคงใหญ่โตมากกว่านี้เป็แน่
“มันเป็ความผิดของข้า! ข้าไม่น่าปล่อยให้ปิงเอ๋อร์คลาดสายตา!! ข้ามันช่างไม่ได้ความ!!”
ผลัวะ!
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ ข้ากลับมาแล้ว!”
“ลูกพ่อ! / ลูกแม่! / ปิงเอ๋อร์!”
ในขณะที่คนในครอบครัวเข้ามารุมล้อมลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเป็ทางเดียวนั้น ซือหม่าปาเจียวนายทหารคนสนิทของแม่ทัพใหญ่ก็ถอนหายใจโล่งอก เหมือนรอดพ้นจากความหายนะอย่างกะทันหัน
เขารีบเดินออกไปสั่งการทหารให้กลับไปทำหน้าที่ตามปกติ ก่อนจะลั่นคำสาบานกับตัวเองในใจว่าคราวหลังเขาจะต้องสั่งคนให้ตามดูแลคุณหนูอย่าให้คลาดสายตา
...แค่วันนี้วันเดียวเขาก็รู้สึกแก่ขึ้นไปหลายสิบปีแล้ว
“โธ่ ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ ดูสิว่าข้าปลอดภัยไร้รอยแผล หยุดร้องเถอะนะเ้าคะท่านแม่”
“แม่เป็ห่วงเ้ามากแค่ไหนรู้บ้างหรือไม่?”
“ข้ารู้ ๆ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่หายไปแบบนี้อีก ตามจริงแล้วถ้าจะโทษก็ต้องโทษพี่ใหญ่นั่นแหละที่วิ่งหายไปไหนไม่รู้แล้วปล่อยให้ข้าอยู่คนเดียวจนหลงทาง”
เด็กสาวที่พูดยังไงก็ไม่ทำให้บิดามารดาเลิกกังวลหันไปโยนขี้ให้พี่ชายที่กำลังทำท่าโล่งใจจนสะดุ้งเฮือก
สายตาคมปลาบของแม่ทัพหันมองลูกชายตัวดีด้วยแววตาคาดโทษทันที
“ใช่ เหตุใดเ้าถึงให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีไร้สาระมากกว่าความปลอดภัยของปิงเอ๋อร์ เงินเล็กน้อยที่เ้าพกติดตัวจะสำคัญเท่าปิงเอ๋อร์ได้อย่างไร!?”
“ท่านพ่อ ข้าสำนึกผิดแล้ว จากนี้ข้าจะไม่กระทำผิดซ้ำสองแล้ว”
ลูกชายรีบก้มหัวสำนึก ด้วยความกลัวว่าบิดาบังเกิดเกล้าจะกริ้วหนักลากเขาไปซ้อมทรมานสักสามวันสี่คืน เฟิ่งปิงเองพอโยนขี้ให้พ้นตัวได้สำเร็จ ก็ช่วยพี่ชายเปลี่ยนเื่เป็การตอบแทน
“พี่ใหญ่ แล้วหัวขโมยน้อยทั้งสามล่ะเ้าคะ?”
“อ๋อ คุมขังอยู่ในคุกใต้ดิน ว่าแต่เ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็หัวขโมยน้อยสามคน”
หย่งเลี่ยที่หัวไวส่งสายตาสงสัยเมื่อเห็นพิรุธในคำพูด หากแต่เฟิ่งปิงนั้นเตรียมคำโกหกเอาไว้เรียบร้อย นางจึงไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้ายามตอบคำ
“ที่ตลาดข้าได้เจอท่านลุงท่านป้าคู่หนึ่ง พวกเขาจำได้ว่าเห็นข้าเดินกับพี่ใหญ่จึงมาสารภาพกับข้าว่าให้เด็กที่บ้านล้วงถุงเงินท่าน แต่เมื่อพวกหัวขโมยน้อยไม่ได้กลับมา พวกเขารู้สึกเป็ห่วงเด็กเ่าั้และพร้อมรับผิดทุกประการขอแค่ให้เด็กพวกนั้นปลอดภัย”
“หึ! ข้ากำลังคิดจะโบยพวกนั้นให้หลังหัก โทษฐานที่ทำให้ข้าคลาดกับเ้าอยู่พอดีเชียว”
หย่งเลี่ยระบายอารมณ์ไม่พอใจ ดูเหมือนว่าถ้านางกลับมาช้ากว่านี้สักนิด เหล่าหัวขโมยน้อยที่พึ่งทำผิดเป็ครั้งแรกคงโดนลงทัณฑ์อย่างหนักเป็แน่แท้
“พี่ใหญ่ข้ากลับมาแล้ว เื่เล็กน้อยก็ปล่อยผ่านไปเถิด”
“เล็กน้อย!? เ้าหายไปถือว่าเป็เื่เล็กรึ!?”
“ปิงเอ๋อร์ พี่ใหญ่ห่วงเ้าแทบบ้าไม่รู้รึ!?”
“...ลูกแม่ ฮึก”
เฟิ่งปิงได้แต่ครวญคราง ดูท่าแล้วทั้งพี่ชายบิดามารดาจะไม่ยอมจบเื่ง่าย ๆ อย่างที่คิดไว้ หลังจากนี้นางคงต้องกลับมาคิดดูใหม่ว่าครอบครัวหวงนางมากแค่ไหนเสียแล้ว
“อ๊า...โธ่ ...พอทีเถิดเ้าค่ะ”
...
“ท่านลุง! ท่านป้า! สุ่ยหลิว!”
“ตี้ถู่! ชุยเฟิง! เอี้ยนฮั่ว!”
ป้าฉิงฉิงโอบกอดร่างเด็กน้อยทั้งสามที่วิ่งมาหาด้วยน้ำตานองหน้า สักพักก็จับร่างเล็กพลิกซ้ายพลิกขวาทีละคนเนื่องด้วย้าดูว่าเด็ก ๆ ที่แสนสำคัญของนางได้รับาเ็หรือไม่
“สุ่ยหลิว ท่านลุง ท่านป้ามาได้ยังไง?”
“...พวกทหารท่าทางน่ากลัวมากเลย ตอนแรกข้าคิดว่าจะถูกฆ่าแล้วด้วยซ้ำ”
“ลุงขอโทษ มันเป็ความผิดของลุงเอง ลุงไม่น่าคิดแผนนั้นขึ้นมาเลย”
ชายกลางคนถอนหายใจ นับว่าโชคดีนักที่เขายังไม่เสียคนในครอบครัวไป ว่าไปแล้วสายตาเขาก็ช่างเฉียบคมได้อย่างไม่บังควร จะหาเงินจากผู้ใดไม่หา ถึงกับตั้งใจลักพาตัวลูกสาวผู้เป็ดั่งหัวใจพยัคฆ์ร้ายแห่งแคว้นฉิน
“แล้วทำไมอยู่ ๆ พวกทหารถึงปล่อยพวกเราล่ะ?”
“นั่นก็เพราะ-”
“ดูเหมือนจะไม่ได้รับาเ็กันสินะ ดียิ่งแล้ว”
เสียงหวานใสมาพร้อมกับร่างเล็กที่ยังคงสวมอาภรณ์เรียบง่ายแต่มีราคา เท้าเล็กย่างก้าวเป็จังหวะ เรือนร่างของเด็กดูบอบบางยิ่งขึ้นเมื่อสายลมพัดมากระทบ
“อ๊ะ เ้ามัน-!?”
เด็กชายคนหนึ่งพูดไม่ทันจบประโยค มือหนาของชายวัยกลางคนก็รีบคว้าปากเขาไว้ พร้อมกันนั้นเอง...
“อย่าได้บังอาจเสียมารยาทต่อคุณหนูน้อย!”
นายทหารที่ตามหลังร่างเล็กมาเป็แบ็คกราวด์ก็ตวาดทันควัน มือหนาเอื้อมไปจับด้ามดาบเตรียมชักมันออกจากฝักได้ตลอดเวลา แต่เสียงหวานก็เอ่ยขัดเขาเสียก่อน ซึ่งเขาได้แต่ตอบรับคำสั่งอย่างเสียไม่ได้
“ไม่เป็ไร ปล่อยให้ข้าคุยกับพวกเขาเองเถอะ ไม่มีอันตรายใด ๆ หรอก”
“ขอรับ คุณหนูน้อย”
“เราไปคุยกันในศาลาด้านนู้นเถอะ”
เฟิ่งปิงผายมือก่อนจะเดินนำออกไป จนคนที่เหลือได้แต่มองหน้ากันอย่างลังเล แต่แล้วเมื่อเห็นนายทหารมองด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและดูข่มขู่ให้ทำตามที่คุณหนูพูด เท้าของพวกเขาก็รีบเดินตามหลังร่างเล็กไปแบบกล้า ๆ กลัว ๆ
ทันทีที่มาถึงศาลาหินอ่อน ร่างเล็กก็นั่งลงพร้อมกับผายมือเชื้อเชิญให้บุคคลที่เหลือนั่งลงฝั่งตรงข้าม แต่เด็กสี่คนและผู้ใหญ่สองตนกลับไม่นั่งลงทันที ทั้งยังมีสีหน้ากระอักกระอ่วน
“นั่งเถิด จะได้สนทนากันได้สะดวก ด้วยคำพูดของข้า ทหารยามเ่าั้จะไม่พุ่งเข้ามาบั่นคอพวกท่านแน่ ๆ”
คำพูดกลั้วหัวเราะไม่ได้ทำให้ใจชื้นขึ้นสักนิด แต่พวกเขาทั้งหกก็พร้อมใจกันนั่งลงตัวลีบ
ชั่วครู่ใหญ่ที่บรรยากาศเงียบสงัด หากแต่มีเสียงกระซิบกระซาบกันเบา ๆ ซึ่งเฟิ่งปิงกำลังรอ รอให้สุ่ยหลิวได้เป็คนอธิบายเหตุการณ์ให้เด็กน้อยอีกสามคนได้รับรู้ เมื่อเหมือนว่าเล่าจบแล้ว เฟิ่งปิงจึงเปิดปากพูด
“เพื่อไม่ให้เสียเวลา ข้าขอเข้าเื่เลยแล้วกัน บ้านของพวกท่าน...อืม เรียกง่าย ๆ ก็เป็เหมือนสถานสงเคราะห์กระมัง ท่านจะคิดเห็นเยี่ยงไรหากข้า้ายื่นมือเข้าช่วยเหลือ”
“...มะ...หมายความว่าอย่างไร...จะ.เ้าคะ?”
“ข้าจะสนับสนุนพวกท่านอยู่เื้ั จะจัดหาปัจจัยสี่ที่จำเป็ต่อการดำรงชีวิตให้แก่เด็ก ๆ ที่นั่น จะหาอาจารย์คอยสอนสั่งเด็กเ่าั้ ทั้งความรู้ กิริยา การเข้าสังคม พวกเขาทุกคนจะได้ในสิ่งที่เด็กทั่วไปควรได้ และจะจัดหางานที่เหมาะสมแก่พวกท่านทั้งสองด้วย”
“...”
เฟิ่งปิงยังคงพูดแบบปกติไม่ทุกข์ร้อน ไม่ได้สนใจใบหน้านิ่งอึ้งตะลึงลานของผู้ใหญ่และเด็กรวมทั้งสิ้นหกชีวิต นางตีมือราวกับพึ่งนึกขึ้นได้ แล้วพูดต่อ
“อ๋อ หากคนใด้าฝึกยุทธ์ก็สามารถมาฝึกได้เช่นกัน”
“...นะ...นั่นมัน”
“ไม่พอใจตรงไหนหรือ ท่านสามารถกล่าวมาได้เลย”
“เอ่อ เปล่า ข้าหาได้ไม่พอใจ เพียงแต่...รู้สึกเกรงใจ” ชายหนุ่มพูดเสียงอ่อน “ท่านเป็ฝ่ายให้และเราได้แต่เป็ฝ่ายรับ ข้ารู้สึกว่า...มันไม่สมควร”
“อย่าได้สนใจเลย ข้าเพียงพอใจที่จะกระทำ มันเป็ความ้าส่วนตัวของข้า อย่างไรก็ตามหากสิ่งที่ข้ากระทำมีแต่ทำให้ท่านได้ผลประโยชน์ ท่านก็ควรรีบคว้ามันไว้”
“...”
“สักวันเมื่อเด็ก ๆ ในบ้านท่านเติบโต พวกเขาก็จะตอบแทนให้แก่บ้านเมือง นั่นก็เท่ากับตอบแทนข้าแล้ว มีข้อโต้แย้งอื่นหรือไม่?”
สองสามีภรรยามองหน้ากันชั่วครู่พวกเขาจะไม่พอใจได้อย่างไร อยู่ ๆ ก็เหมือนมีบุญหล่นทับ หากคุณหนูตรงหน้ากระทำตามที่พูดจริง เด็ก ๆ คนอื่นก็จะไม่อดอยาก ทั้งยังได้เรียนแบบเดียวกับคนอื่นเขา
...นั่นนับว่าประเสริฐสุดแล้ว
“เช่นนั้นไว้ข้าจะจัดหาคนไปซ่อมแซมพร้อมต่อเติมจวนหลังนั้นให้ อ๋อ ยังมี หากท่านพบเจอเด็กกำพร้าไม่มีที่ไปคนอื่นอีก ท่านสามารถรับพวกเขาเข้ามาอยู่ได้ทันที ตอนนี้พวกท่านทั้งสองก็เป็ผู้ดูแลไปตามเดิมไปก่อน ฝากสอนสั่งวิถีชีวิตเบื้องต้นให้เด็ก ๆ เ่าั้ด้วย”
เฟิ่งปิงพูดจาฉะฉาน พลางก้มหัวลงเล็กน้อยเป็เชิงฝากฝัง ในขณะที่เด็กชายและเด็กสาวอีกสี่คนที่เหลือยังคงนิ่งค้างไปนานกว่าจะได้สติกลับคืนมา เด็กชายคนหนึ่งที่ตั้งสติได้พูดขึ้นทันควัน
“แม่นางน้อ- ไม่สิ ๆ คุณหนูน้อย ข้าขอเรียนถามท่านสักอย่างได้หรือไม่?”
“เอี้ยนฮั่ว เจ้-!?”
“ไม่เป็ไร ๆ พี่เอี้ยนฮั่ว...” เด็กสาวโบกมือน้อย ๆ ยามพูดชื่อดูราวไม่มั่นใจนางจึงชะงักไปนิดหน่อย เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามผงกศีรษะนางจึงพูดต่อ “เชิญพี่เอี้ยนฮั่วถาม”
“ข้าน้อยเอี้ยนฮั่วขอเสียมารยาท พวกข้าเป็คนสามัญชน ไร้พ่อแม่ขาดญาติมิตร ไม่มีฐานะ จะสามารถมาฝึกยุทธ์ที่จวนแม่ทัพใหญ่นี้ได้จริงหรือ?”
เด็กสาวได้ฟังก็ผงกศีรษะ ลอบสังเกตเด็กชายตรงหน้าที่ดูแลอยากจะแข็งแกร่งขึ้นแบบไม่ปิดบังอย่างคร่าว ๆ เอี้ยนฮั่วและคนอื่น ๆ แม้จะผอมบางต่างจากเด็กในวัยเดียวกัน แต่ดูแล้วเป็เด็กตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ นับได้ว่าน่าสนใจทีเดียว คงต้องชมเชยลุงป้าผู้สอนสั่งกระมัง
“ที่แท้ก็เื่นี้นี่เอง จริงอยู่ว่าที่นี่เป็เพียงจวนแม่ทัพ หาใช่ค่ายทหาร ถ้าท่าน้าฝึกฝน สถานที่ฝึกจะอยู่ห่างจวนนี้ไปค่อนข้างมาก นับได้ว่าเป็สถานที่ฝึกฝนสำหรับเด็ก โดยมากจะเป็พวกลูกหลานทหารที่มาฝึก ไม่ว่าผู้ใดก็เข้าได้เพียงแต่ต้องมีคำรับรองจากทหารของกองทัพผู้พิชิต ภายในนั้นยศศักดิ์ ฐานะ ปูมหลังไม่นับเป็อันใด สิ่งสำคัญคือฝีมือเท่านั้น”
“แต่...ข้าไม่รู้จักทหารคนใดเลย”
“คิก ท่านคิดว่าคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามท่านคือผู้ใด ตัวข้าเป็ธิดาคนเดียวในจวนแม่ทัพร่มธงผู้พิชิตแห่งแคว้นฉิน คำรับรองจากข้าคิดว่าใช้ไม่ได้เชียวหรือ?”
“สุดยอด!!”
เด็กชายทำตาโตอีกครั้ง ก่อนจะกำหมัดชูขึ้นฟ้าโห่ร้องอย่างดีใจโดยไม่เก็บท่าที ร้อนถึงคนใกล้ตัวพากันฉุดดึงให้เขานั่งลงกับที่ พอสถานการณ์กลับไปสงบสุข นางจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ยังคงมีคำถามอื่นอีกหรือไม่?”
“ข้ามีเื่อยากถาม...ไม่สิ อยากขอเ้าค่ะ!”
สุ่ยหลิว เอ่ยเสียงสั่น ทว่าท้ายประโยคกลับมั่นคงพร้อมมองตรงมายังเฟิ่งปิงแบบไม่คิดหลบสายตา ดวงตาคู่นั้นของนางเป็ประกายมาดมั่น เฟิ่งปิงจึงผงกศีรษะเชิญอนุญาตให้นางพูด
“ข้าอยากเป็สาวใช้ของท่านเ้าค่ะ!”
“หืม? เหตุใดถึง...”
“...ข้าอยากตอบแทนบุญคุณ อยากอยู่ดูแลคอยช่วยเหลืออยู่ข้างกายคุณหนูเ้าค่ะ”
“พี่ไม่จำเป็ต้องกระทำเช่นนั้นหรอก”
“ข้า้ากระทำจริง ๆ นะเ้าคะ ข้าอยากคอยรับใช้ท่านด้วยใจจริง!”
“...เข้าใจแล้ว เช่นนั้นพี่สุ่ยหลิวก็ลองอยู่ในจวนสักสองสามวัน หากท่านยังไม่เปลี่ยนใจ ข้าจะให้คนสอนท่านว่า จะติดตามข้าต้องทำเยี่ยงไร”
เฟิ่งปิงถอนหายใจยืดยาว พลางตอบรับอย่างเสียไม่ได้ คราแรกนางอยากได้เพื่อนสาว หาใช่สาวรับใช้ แต่คนสมัยโบราณบุญคุณคือที่สุด หากคิดจะเปลี่ยนใจเด็กสาวตรงหน้าคงเป็ไปไม่ได้ ไว้คราวหลังค่อย ๆ เสี้ยมสอนให้เปลี่ยนความคิดแล้วกัน
สุ่ยหลิวที่ได้คำตอบเช่นนั้นก็รับคำอย่างเบิกบาน
“ขอบคุณเ้าค่ะ!”
“เอ๋ สุ่ยหลิวไม่ยุติธรรม เหตุใดเ้าจึงเป็เพียงคนเดียวที่มีโอกาสได้ติดตามคุณหนูน้อยเล่า?”
“ขี้โกง”
“พวกเ้า หยุดเดี๋ยวนี้นะ อย่าได้สร้างความลำบากใจแก่คุณหนูน้อย”
ฉิงฉิงรีบขัดคอชุยเฟิงและตี้ถู่ที่หันไปกระฟัดกระเฟียดใส่สุ่ยหลิว แต่ดูเหมือนว่าเอี้ยนฮั่วก็จะร่วมด้วย
“ใช่ ๆ พวกเราก็อยากตอบแทนคุณหนูน้อยเหมือนกันนะ”
“ข้ากระทำของข้าเองไม่ได้้าให้พวกท่านมาตอบแทน อีกทั้งพวกท่านทั้งสามเป็บุรุษหากติดตามข้าคงไม่เหมาะนัก หรือหากท่าน้าจะติดตามข้าจริง ๆ ก็ต้องแข็งแกร่งแล้วติดตามข้าในฐานะองครักษ์เท่านั้นกระมัง”
คำพูดปัดภัยยุ่งยากให้พ้นตัวของเฟิ่งปิงกลับกลายเป็นำเื่เข้าหาตัว เด็กชายทั้งสามฟังคำของนางแล้วก็หยุดโวยวาย แต่ดวงตาเป็ประกายวาวระยับ
พวกเขาหมายมั่นกับตัวเองเป็ที่เรียบร้อยว่าพวกเขาทั้งสามต้องแข็งแกร่งขึ้นโดยไว จะได้คอยติดตามคุณหนูน้อยได้ แต่ใครจะรู้ว่าในเวลานี้เฟิ่งปิงไม่ได้อยากสร้างบุญคุณใด ๆ ไม่ได้คิดหาผู้ติดตามคนไหน นางเพียงแค่เห็นเหล่าคนที่คล้ายกับตัวเองแล้วอดช่วยเหลือไม่ได้เท่านั้นเอง
การสนทนายังคงมีต่ออีกเล็กน้อยแต่เป็เพียงรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น หากแต่ตลอดการพูดคุยนี้บุคคลทุกคนบนโต๊ะต่างลืมไปเลยว่า ผู้ที่ตนเองกำลังสนทนาด้วยเป็เพียงดรุณีน้อยเท่านั้น