ในค่ำคืนนี้ท้องฟ้าปราศจากหมู่เมฆ แสงจันทร์กระจ่าง ลมเย็นจากทิศตะวันออกพัดผ่านภูผาลอดม่านผ้าไหมบางเบาเข้ามาภายในตำหนักพยัคเมฆา ที่ฝ่าาทรงพระราชทานให้กับองค์รัชทายาท เป็รางวัลที่ชนะการประลองเมื่อเช้านี้ เสียงพิณโบราณดังแว่วใกล้เข้ามา ราวบทกวีที่ล่องลอยมากับสายลม
ที่ลานหินหน้าตำหนัก ขบวนเ้าสาวทั้งสองกำลังเคลื่อนมาถึงอย่างสง่างาม นักดนตรีดีดพิณ บรรเลงขลุ่ยจังหวะเร่งเร้า สนมใหม่ทั้งสองก็เตรียมลงจากเกี้ยวด้วยความตื่นเต้น
พระสนม ฟักแฟง ในชุดไหมแก้วสีครามอ่อน ปักดิ้นเงินรูปใบไม้ซ้อนลดหลั่นกันอย่างงดงาม นางก้าวลงจากเกี้ยวอย่างมั่นคง แววตาอันซื่อตรงคู่นั้นไม่เคยลืมรากเหง้าของตนเลยแม้แต่น้อย แต่ภายในใจนางก็ยังมีความลับบางอย่างที่ไม่อาจเปิดเผย
ถัดไปคือ พระสนมจีรภา (จีจี้) บุตรีของมหาเสนาบดี จากตระกูล “จี“ แต่งกายด้วยผ้าแพรสีชมพูอ่อนปักดิ้นทอง รูปร่างบอบบางแม้อายุเพียง 15 ปี แต่แววตากลับเด็ดเดี่ยวเกินวัย นางยืดอกอย่างภูมิฐาน แม้หัวใจจะสั่นไหวเพราะคืนนี้ นางไม่ใช่เพียงลูกสาวของคนใหญ่คนโตอีกต่อไป หากแต่เป็หนึ่งในราชนารีของผู้ที่จะขึ้นครองบัลลังก์ในอนาคต
ภายในห้องทรงพระอักษรตกแต่งด้วยผ้าสีงาช้าง กลิ่นกำยานหอมลอยกรุ่น ผสมกับกลิ่นดอกหลินฮวาแห้งที่โรยพื้นจนทั่ว แสงเงาจากตะเกียงทองเหลืองโยกไหวตามจังหวะลม
องค์รัชทายาทมันตรา นั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง มือถือจอกสุราฉาบน้ำค้าง ั์ตาจับจ้องหญิงสาวทั้งสองที่ก้มกราบเบื้องหน้า
“เมื่อก่อน... พวกเ้าก็เพียงข้าหลวง ที่ตามข้าไปทุกสนามฝึก กลางแดดลมฝน” น้ำเสียงของเขาไม่ดังนัก แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทุกถ้อยคำนั้นชัดเจนและมีพลัง
ฟักแฟงช้อนตาขึ้นเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความทรงจำ “หม่อมฉันเคยหุงข้าวให้พระองค์เสวยด้วยมือของหม่อมฉันเอง ในยามที่พระองค์ทรงฝึกจนหมดแรง…”
จีจี้พยักหน้าเบาๆ “และหม่อมฉัน... เป็ผู้ที่พระองค์เคยแอบให้หนังสือเวทย์ลับเล่มแรกอ่านใต้แสงตะเกียงของตำหนักเล็กหลังเรือน…”
มันตราแค่นยิ้มบางๆ “ข้าอาจไม่ใช่คนดีนัก แต่หากคืนนี้ข้าไม่ให้เกียรติพวกเ้า ข้าคงไม่คู่ควรกับคำว่า ‘จักรพรรดิ์’ ในภายหน้า”
เขายื่นมือให้ทีละคน มือขวาสำหรับฟักแฟง มือซ้ายสำหรับจีจี้ และจูงขึ้นมาให้ยืนเคียงกัน
“ั้แ่วันนี้ เ้าคือผู้สูงเกียรติแห่งวังหลวง ไม่ใช่เพียงข้าหลวงอีกต่อไป”
ทั้งสองน้อมรับคำ พร้อมกันนั้นขันทีผู้เฒ่าจากสำนักราชวังก็ก้าวเข้ามา
“รับราชองค์การ”
มันตราและพระสนมคุกเข่าลงกับพื้น รอฟังเสียงอ่านพระราชองค์การจากขันทีผู้เฒ่า
“ด้วยนางข้าหลวงฟักแฟง และนางข้าหลวงจีรภา เป็ผู้ที่มีความงดงาม มีสติปัญญา และมีความประพฤติดีงาม ดังนั้นจึงขอแต่งตั้งทั้งสองนางขึ้นเป็ “พระสนมเอก” แห่งองค์รัชทายาท และจารึกชื่อไว้ในทำเนียบแห่งราชวงศ์ อย่างเป็ทางการ มีศักดินา 1,200 ไร่ นับแต่นี้ไปทั้งสองพระองค์ คือผู้มีศักดิ์สูงเหนือกว่าพระสนมทั่วไป มีอำนาจควบคุมตำหนักย่อยดูแลพระสนมชั้นรองแห่งองค์รัชทายาท มีสิทธิ์เข้าร่วมพิธีสำคัญในพระราชวัง มีตำหนักของตนเอง มีสิทธิตั้งข้าหลวงในตำหนักตนเอง และรับเบี้ยหวัดตามฐานะชั้นพระสนมเอกแห่งองค์รัชทายาท…..จบราชองค์การ”
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” กล่าวจบทั้งสามก็ลุกขึ้นยืนอย่างคล่องแคล่ว มันตราเอื้อมมือไปรับม้วนราชองค์การจากขันทีผู้เฒ่า เสียงฆ้องดังกังวาลขึ้นสามครั้ง
เมื่อทุกคนออกจากห้องไปกันจนหมดแล้ว มันตราก็ยกสุราขึ้นกล่าวเบาๆ แต่มั่นคง “แด่...พระสนมทั้งสองผู้ที่เติบโตเคียงข้าในเงามืด และจะยืนข้างข้าในแสงสว่างแห่งอำนาจสืบไป”
ในจวนมหาเสนาบดี ขณะที่จีจี้กลายเป็สนมในค่ำคืนนี้... มหาเสนาบดีจีเส้าเทียนก็เปิดม้วนรายชื่อ “ขุนนางหัวอ่อน” บางคนที่เขาจะเสนอให้ย้ายฝ่ายมายืนข้างองค์รัชทายาทในทันที
“ทรงแต่งตั้งจีจี้เป็ถึงสนมเอก ไม่นึกว่าองค์รัชทายาทจะให้เกียรติตระกูลจีเราถึงเพียงนี้ ข้าคงต้องแสดงออกถึงความจริงใจต่อเขาบ้าง แม้มันจะดูเป็การเหยียบเรือสองแคมก็ตาม” มหาเสนาบดีคิดในใจ
และในหมู่บ้านทางทิศเหนือของทวีปใต้... มารดาของฟักแฟงก็ได้รับการแต่งตั้งเป็ “ผู้ใหญ่บ้าน” เนื่องจากบิดาของนางได้เสียชีวิตไปนานแล้ว ฝ่าาจึงได้แต่งตั้งสตรีขึ้นมาเป็ผู้ใหญ่บ้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของราชสำนักมาก่อน
“หากชายผู้หนึ่ง ต้องเลือกคู่ชีวิตด้วยหัวใจเพียงอย่างเดียว เขาผู้นั้นย่อมเป็ได้แค่สามัญชนธรรมดาๆ แต่หากเลือกด้วยใจ และยังไม่ลืมใช้เหตุผลทางการเมืองละก็... เขาจะกลายเป็าา” มันตรานึกในใจ
“เ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว บัดนี้เ้ามีภรรยาแล้วต่อไปห้ามมาวอแว กับข้าอีก” เสียงเทพีชิงอี้ดังแทรกขึ้นมาในใจ พร้อมกลิ่นไอริสสีม่วงอันยั่วยวน
“แต่สำหรับข้าผู้จะเป็จักรพรรดิ์ในอนาคตแล้ว ย่อมต้องมีสตรีผู้เหนือกว่าผู้ใดในเขตแดนมนุษย์อยู่เคียงข้างกาย” เขานึกตอบนางทันควัน
“ผู้ชายอย่างเ้านี่ช่างเห็นแก่ตัวเสียจริง” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงค่อนขอด
มันตราเดินไปยังห้องบรรทมแล้วตรัสขึ้นว่า “ฟักแฟง เ้าไปพักที่ “ตำหนักวารี” ทางปีกตะวันออกของพระราชวังหลังนะ ส่วนจีจี้ ตำหนักของเ้าคือ “ตำหนักหยกขาว” อยู่ติดกับ “ตำหนักวารี” ของฟักแฟง ถ้าข้าไม่เรียกพวกเ้าก็ไม่ต้องมานะ ข้าต้องเตรียมตัวเข้าหกสำนักใหญ่ พวกเ้าไปพักผ่อนเถิด”
“เพคะ” ฟักแฟงรับคำอย่างว่าง่าย ส่วนจีจี้อ้าปากค้างเหมือนกำลังจะถามหรือโต้เถียง แต่เมื่อเห็นฟักแฟงรับคำนางจึงจำใจรับคำเช่นกัน “เพคะ”
“เอาละ เหนื่อยกันมามากแล้วพวกเ้าแยกย้ายกันไปพักในตำหนักของพวกเ้าได้แล้ว” เขากล่าวตัดบท
“เพคะ” ทั้งสองรับคำแล้วถอนสายบัวออกจากห้องบรรทมขององค์รัชทายาทไปอย่างงงๆ
“เ้านี่ช่างทำร้ายจิตใจของพวกนางจริงๆ” เสียงเทพีชิงอี้กล่าวขึ้นในใจเขา
“ท่านออกมาเถอะอาจารย์ ห้องนี้สำหรับท่านเพียงผู้เดียว” เขากล่าวเชิญชวน
“ข้าออกไปก็ได้ แต่เ้าห้ามลวนลามข้าเด็ดขาด” นางกล่าวดักคอ
“ได้ๆ แค่ข้าเห็นหน้าท่านก็พอแล้ว” เขารับประกัน
เทพีชิงอี้จึงปรากฏกายนั่งเคียงข้างเขาบนเตียง เขาขยับเข้ามาจนใกล้แต่นางขยับกายห่างออกไป
“ข้ามานี่มีเื่จะคุยกับเ้า เมื่อเช้าการต่อสู้ของเ้ายังไม่สมบูรณ์แบบ เพราะขาดอาวุธกับเพลงยุทธ ไหนเ้าลองกล่าวมาสิว่าเ้าจะอยากจะได้อาวุธอะไร” เทพีชิงอี้กล่าว
“ข้าอยากได้ปืน” เขาตอบตามตรง เพราะจะให้ไปเรียนรู้วิชากระบี่มาต่อสู้กับใครคงจะยากสำหรับคนไม่มีพื้นฐานมาก่อนอย่างเขา
“เ้าหมายถึงอาวุธในชาติที่แล้วของเ้าใช่หรือไม่” นางถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่” เขาตอบคำเดียวสั้นๆแต่ตรงประเด็น
“งั้นเ้าต้องเป็วิศวกรจักรกลิญญาเสียก่อน แล้วค่อยสร้างมันขึ้นมา” เทพีชิงอี้ตอบ
“งั้นข้าต้องไปเรียนที่สำนักจักรพรรดิศาสตราใช่หรือไม่” เขาถามด้วยความสงสัย
“ไม่ต้อง เพราะเ้าเรียนกับข้าก็ได้” นางตอบด้วยความภาคภูมิใจ
“ท่านเก่งถึงขั้นนั้นเลยเชียวหรือ” เขาทำเสียงสูงล้อเลียน
“เ้ารุู้หรือไม่ นอกจากข้าจะเป็เทพีผู้พิทักษ์ชะตาของเ้าแล้ว ในเขตแดนมนุษย์นี้ ข้าคือเทพีผู้สร้าง ที่แต่งตั้งโดยท่านเทพต้นกำเนิด และมีรูปปั้นที่เหล่าวิศวกรจักรกลิญญาบูชากันมาเนิ่นนาน ไม่เว้นแม้แต่สำนักจักรพรรดิศาสตรา”
ชิงอี้ลุกขึ้นยืนพลางเดินพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “เช่นนั้น ข้าจะสอนวิชาจาก คัมภีร์หัตถาเทพ และสอนภาคปฏิบัติให้กับเ้า เพื่อเ้าจะได้สร้างอาวุธตามใจปรารถนาของเ้าได้” นางกล่าวด้วยรอยยิ้มและเสียงอันนุ่มนวล