บนโลกนี้มีอะไรมากมายเกิดขึ้นหลายอย่าง และโลกใบนี้ก็มีอะไรที่พิเศษมากมาย แม้จะพิเศษมากแค่ไหนก็ยังมีการแบ่งแยกชนชั้นความสามารถ
ในโลกแห่งนี้ มีการแบ่งแยกความสามารถออกเป็ห้าประเภท ซึ่งคนเ่าั้คือผู้ใช้สปีรีท และทั้งห้าประเภทก็แบ่งออกเป็
สายนักรบ คนที่ปลุกพลังแล้วปรากฏอาวุธ ประเภท ดาบ โล่ และ หอก
สายนักเวทย์ คนที่ปลุกพลังแล้วปรากฏอาวุธ ประเภท คทา
สายว่องไว คนที่ปลุกพลังแล้วปรากฏอาวุธ ประเภท มีสั้น และ ดาบคู่
สายโจมตี คนที่ปลุกพลังแล้วปรากฏอาวุธ ประเภท ธนู หรือ หน้าไม้
สายสนับสนุน หรือช่วยเหลือ หรือซัพพอร์ต คนที่ปลุกพลังแล้วปรากฏอาวุธ ประเภท หนังสือ
และทั้งห้าสายนั้นต่างเป็สปีรีทที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากใครไม่มีพลังสปีรีทเวลาปลุกพลังจะไม่สามารถเรียกมันออกมาได้
ไม่ได้มีเพียงแค่ห้าสายเพียงอย่างเดียวที่เป็ตัวกำหนดจุดยืน แต่ทุกสายต่างมีระดับเพื่อแบ่งระดับความสามารถ โดยมีการวัดค่าระดับ 1 ถึง 100+ และการรับทักษะความสามารถนั้นก็มาจากการล่าสัตว์สปีรีท แต่การรับทักษะได้ต้องมีระดับที่ลงท้ายด้วย 10 20 30 40 50 ตามลำดับจนถึง 100+
ส่วนการล่าสัตว์อสูรเพื่อรับทักษะ และสัตว์ที่ถูกฆ่าตายจะกลายเป็การ์ดสีต่างๆ ตามความสามารถ และการ์ดสีเ่าั้ก็มี ขาว ฟ้า เหลือง ดำ ส่วนระดับความสามารถก็ไล่เรียงตามลำดับ และจะมีการ์ดสีเขียวที่ต่างไปจากการ์ดอื่นๆ เพราะการ์ดสีเขียวคือการ์ดพิเศษ เป็การ์ดที่ช่วยเพิ่มทักษะพิเศษให้กับผู้ใช้สปีรีท
ส่วนการปลุกพลังสปีรีท จะสามารถทำได้เมื่อเด็กคนใดที่มีอายุครบสิบปี และแต่ละปีจะมีคนออกไปปลุกพลังให้กับเด็กที่อยู่ตามชนบท ส่วนเด็กที่อยู่ในชุมชนเมือง สามารถไปปลุกพลังที่ กิลล์วอล์ หรือสถานศึกษาได้ตาม้า
ที่หมู่บ้าน ธารากา วันนี้ก็เป็วันที่เด็กๆ ที่อายุครบตามกำหนดจะได้ปลุกพลังสปีรีท ทางผู้ใหญ่บ้านก็ได้เกณฑ์เด็กในหมู่บ้านมารวมตัวกัน
“พวกเอ็งทุกคน จงทำตัวให้ดีๆ ตอนที่ท่านเขามาปลุกพลังให้ ถ้าใครมีสปีรีทก็ถือว่าเป็เื่ที่ดี เพราะนานมากแล้วที่หมู่บ้านเราไม่ค่อยมีคนที่ปลุกพลังแล้วมีสปีรีส สิบปีมีแค่คนเดียว....”
ไม่นานคนที่ถูกส่งมาก็มาถึงหมู่บ้าน และไม่รอช้าเขาก็ทำการปลุกพลังให้กับเด็กทีละคน โดยจะได้คลื่นพลังสปีรีทของตนเองพร้อมกับหินแสงจันทร์ ที่เป็ตัวกำเนิดพลังของสปีรีส
ผ่านไปกว่าสิบคนก็ไม่เห็นแววเลยว่าใครจะมีพลังสปีรีท จนท้ายที่สุดก็เหลือสองคนสุดท้าย หนึ่งคนคือหลายชายของผู้ใหญ่บ้าน ส่วนอีกคนก็คือคนที่เพิ่งเข้ามาอาศัยที่หมู่แค่ไม่กี่ปี
“คนต่อไป...”
หลานชายของผู้ใหญ่บ้าน ธาร เขาเดินตรงไปหยุดยืนต่อหน้าคนที่จะปลุกพลัง จากนั้นไม่นานพิธีกรรมก็ได้เริ่มต้นขึ้น คลื่นพลังสีขาวได้แผ่กระจายออกมา ก่อนจะพุ่งเข้าไปหาธาร และร่างของธารก็ลอยขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อย
เมื่อแสงสีขาวได้ัักับร่างกายของธาร ละอองสีเงินก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอกของธาร ไม่นานหอกก็ปรากฏขึ้นทันที พอเห็นแบบนั้นมันก็ทำให้ผู้ใหญ่บ้านยิ้มกว้างออกมาทันที
“สายนักรบ....ฉันไม่นึกเลยว่าที่หมู่บ้านแห่งนี้จะมีผู้มีพลังสปีรีสทนักดาบ เอาล่ะ มาวัดค่าระดับว่าเอ็งจะอยู่ระดับไหน...”
พูดจบ เขาก็ยื่นหินแสงจันทร์มาตรงหน้าของธาร และเด็กน้อยยื่นมือไปแตะ แสงที่เปล่งประกายออกมาจากหิน ทำให้ปรากฏเป็ตัวเลขในการบ่งบอกระดับ
“ระดับสาม...ช่างโชคดีอะไรขนาดนี้ ครั้งแรกก็อยู่ระดับสามเลยไอ้หนู” ธารยิ้มแฉ่งที่ได้รับคำยืนยอจากคนตรงหน้า
“ต่อไปก็เอ็ง”
เด็กน้อยหน้าใสเดินตรงไปหยุดยืน และพิธีกรรมการปลุกพลังก็เริ่มต้นขึ้น และไม่นานละอองสีเงินก็มารวมตัวตรงหน้าของเด็กน้อย
“หนังสือ?” คนที่ปลุกพลังเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบ และไม่ได้ตื่นเต้นอะไรกับการปลุกสปีรีท และตรงหน้าของเขาก็เป็เพียงหนังสือเล่มสีทอง
สำหรับผู้ใช้สปีรีทแล้ว การที่ได้หนังสือมาเป็สปีรีทเป็สิ่งที่อัปยศมากๆ เพราะเป็เพียงสายสนับสนุน ส่วนใหญ่จะถูกผู้ใช้สปีรีสสายอื่นกดขี่
“ไอ้หนู เอามือเอ็งมาแตะที่หิน...” เด็กน้อยยื่นมือไปแตะที่หินตามที่ได้บอก แต่แล้วหินแสงจันทร์ก็สว่างวาบขึ้นทันที และยังบ่งบอกระดับออกมาว่า
“ระดับเก้า!!” ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็อึ้งและใ ไม้เว้นแม้แต่คนที่ทำการปลุกพลัง เพราะน้อยมากนักที่จะปลุกพลังแล้วมีระดับที่สูงขนาดนี้ มากสุดก็แค่ระดับห้าเท่านั้น
เมื่อการปลุกพลังเสร็จสิ้น สิ่งที่เด็กทั้งสองคนได้มาก็คือโควตาที่จะได้รับการเรียนรู้ที่สถาบันศึกษาในเมือง หรือจะเรียกได้ว่าเด็กทุนจากหมู่บ้านต่างๆ ในเขตทุรกานดาน
“ไอ้ธีวา...” ธารเอ่ยเรียกคนที่กำลังจะเดินจากไป และคนที่ธารเรียกก็คือ ธีวา เด็กที่มีสปีรีสเป็หนังสือสีทอง
ธีวาหยุดเดินแล้วหันกลับมาตามเสียงเรียก ใบหน้าของเขาไม่มีท่าทีใดๆ และเขาเองก็ไม่ได้เอ่ยอะไร แต่รอว่าธารจะพูดอะไรกับตัวเอง
“ระดับเก้า ยังไงก็แค่สายซัพพอร์ต ไร้ประโยชน์....”
ธีวาไม่ได้ตอบโต้ แต่เขากลับรีบหมุนตัวแล้วหันหลังเดินกลับบ้านไปทันที ปล่อยให้ธารดิ้นพร่านอยู่อย่างนั้น เพราะที่ผ่านมาทั้งสองคนก็เป็คู่แข่งกันอยู่แล้ว
เมื่อธีวากลับมาถึงบ้าน เขาก็เดินไปหาแม่ของเขาที่ห้องครัว พร้อมกับบอกเื่ที่เขาไปปลุกพลังสปีรีท แต่แม่ของเขาเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
“ทำหน้าตาแบบนี้ ปลุกพลังไม่ได้ใช่ไหม?” แม่ของธีวาเอ่ยขึ้นพร้อมกับดึงตัวลูกชายเข้าไปกอดเอาไว้แน่น แล้วปลอบ
“เปล่าครับ ผมปลุกสปีรีทได้...” พอคนเป็แม่ได้ยินแบบนั้น เธอก็ผละกอดออก แล้วจังหวะนั้นเองธีวาก็ผายมือทั้งสองขึ้นออกมา และเผยให้เห็นสปีรีทของเขา
อึก...แม่ของธีวาสะอึกไปเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำเมื่อเห็นสปีรีทของลูกชายตัวเอง ไม่คิดเลยว่าเธอจะได้เห็นหนังสือเล่มนั้นอีกครั้ง
“แต่คนเ่าั้ บอกว่าสปีรีทของผมมันไร้ประโยชน์” ธีวาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้า
“อย่าพูดแบบนั้นเลย ไม่มีสปีรีทไหนที่ไร้ประโยชน์ มีแต่ผู้ใช้สปีรีทที่ไร้ประโยชน์...”
แม่ของธีวาเอ่ยบอกทุกอย่างแก่ลูกชาย และเื่ที่ได้ทุนไปเรียนในเมืองเธอก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่ระหว่างนี้เธอก็ช่วยจัดเตรียม เพราะอีกหนึ่งเดือนธีวาต้องออกจากหมู่บ้าน เพื่อนไปเข้าเรียนที่สถาบันศึกษาสปีรีทของตัวเมือง
“ธีวา ตอนนี้ลูกอยู่ระดับไหนแล้ว?”
“เก้าครับ แม่มีอะไรหรือเปล่า?” ธีวาเอ่ยตอบ พร้อมกับถามคำถามกลับเพราะความสงสัย
นี่ก็ผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว เธอเองก็เห็นลูกชายเธอฝึกต่อสู้ อีกไม่นานก็ต้องเดินทางเข้าเมือง หากเธอเดาไม่ผิด ระดับเก้าตอนปลุกพลัง หากดูวันนี้ธีวาคงจะอยู่ระดับสิบแล้ว
แม่ของธีวาเดินหายเข้าไปในบ้าน ไม่นานก็เดินออกมาแล้วเรียกให้ธีวาเข้าในบ้าน
“แม่มีอะไรหรือเปล่าครับ?” ธีวาเอ่ยถามทันที
เธอไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงแต่ยื่นการ์ดให้กับลูกชายของเธอ ธีวาเองก็ยืนมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เขาไม่เข้าใจสิ่งที่แม่ของเขากำลังทำอยู่ตอนนี้
“นี่คือสิ่งที่พ่อของลูกทิ้งเอาไว้ให้...”
และสิ่งนั้นก็คือการ์ดสีเหลือง แต่ธีวากลับไม่ค่อยรู้เื่เท่าไหร่ จนแม่ขอเขาอธิบายให้ฟัง และวิธีการรับทักษะจากการ์ด และการที่จะเป็เ้าของการ์ดได้นั้น ต้องใช้หยดเืของผู้ที่จะซึมซับทักษะลงบนการ์ด
“แม่ให้ผมเหรอครับ?” ธีวารีบรับการ์ดเอาไว้และทำตามที่แม่ของเขาบอกทันที