“เอาล่ะ ตรารับรองของเธอเสร็จเรียบร้อยแล้ว” พนักงานยื่นตรารูปทรงสี่เหลี่ยมให้
“ขอบคุณครับ”
“ขอเตือนว่าตรานี้มีอายุแค่ 7 วัน เธอควรลงทะเบียนกับกิลนักผจญภัยโดยเร็ว ”เขาเสริม
หลังจากการต่อสู้กับัอย่างยากลำบากและการเดินทางที่ยาวนาน , เวลาก็ผ่านไปจนถึง่เย็น ผมรู้สึกทั้งเหนื่อยและหิวจนแทบจะกินวัวได้ทั้งตัว
“ได้ครับ ไว้พรุ่งนี้ผมจะไปลงทะเบียนกับทางกิล แต่วันนี้ผมคงต้องหาที่พักก่อน ”ผมตอบ
“ถ้าอย่างนั้นขอแนะนำ โรงแรมเท้าปุย ตรงไปจากที่นี่ประมาณสาม่ตึก จะอยู่ทางขวามือ ถึงจะไม่หรูหรา แต่การันตีว่าอาหารอร่อย” พนักงานพูดขณะกลืนน้ำลาย
“ขอบคุณมากเลยครับ”
ผมออกมาจากห้องลงทะเบียน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอมม่วงในยามพลบค่ำ โคมไฟหินเวทมนตร์สองข้างทางส่องแสงสีฟ้าจางๆ ด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย ผมรีบเร่งฝีเท้าไปที่โรงแรมเท้าปุยตามที่พนักงานบอกไว้ ไม่นานผมก็มาถึงโรงแรม
เสียงคุยจ้อแจกันดังไปทั่วโถง กลิ่นอาหารหอมอบอวล ลูกค้าบางอยู่กันเป็กลุ่ม บางอยู่กัน 1-2 คน แต่งตัวกันสบายๆ ผมนั่งลงที่หน้าเค้าเตอร์ ก่อนจะมีสาวใหญ่ ในที่นี้หมายถึงใหญ่จริงๆ เธอสูงราว 190 ซม. รูปร่างบึกบึน ผิวแทน ดวงตาสีเขียวเข้มคมชัด กล้ามเนื้อที่ดูก็รู้ได้เลยว่าผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี ตรงมาทางผม
“รับอะไรดีจ๊ะ!!!! ”เธอถามเสียงดังพร้อมรอยยิ้มเป็มิตร
“เอ่อ...ขอสเต็กครับ” ผมพูดเบาๆ เมื่อเทียบกับเสียงของเธอ
ไม่นานนัก สเต็กชิ้นใหญ่ฉ่ำๆ ก็มาถึงตรงหน้า กลิ่นเนยหอมกรุ่นตลบอบอวลจนผมน้ำลายไหล มันดูนุ่มน่ากินมาก ผมตัดสเต็กคำแรกเข้าปาก...มันแทบละลายในปากทันที ผมเกือบลืมความเหนื่อยทั้งหมดไป
ระหว่างทานอาหารผมสอบถามเื่ห้องพักกับพนักงานสาว เธอแนะนำตัวเองว่าชื่อ มาเรีย เป็เ้าของโรงแรมและโรมันสามีของเธอเป็คนทำสเต็กจานนั้น จากนั้นจึงบอกอัตราค่าที่พัก
“2 วันต่อ 1 เหรียญเงินจ๊ะ ถูกจนลูกค้าแทบจะอยู่ยาวกันเป็ปีเลยล่ะ!” มาเรียหัวเราะเสียงดัง
ผมตัดสินใจจ่ายค่าห้องที่จะอยู่ล่วงหน้า 1 เดือนและคิดร่วมค่าอาหารไปด้วย ด้วยเหรียญทอง 1 เหรียญ เธอยื่นกุญแจที่ติดหมายเลข 1 และผ้าเช็ดตัวหนึ่งผืน จากบันไดข้างเค้าเตอร์ขึ้นไป 1 ชั้น ห้องหมายเลข 1 อยู่ทางขวามือติดกับบันไดพอดี
ผมเข้ามาในห้องหมายเลข 1 ก็ โดยมีเตียงติดกับทางหน้าต่างที่สามารถมองเห็นถนนใหญ่ได้ มุมห้องมีโต๊ะเครื่องสำอางพร้อมกระจกอยู่ ผมเอาโล่ที่ติดตัวไปวางพิงไว้ ในอ่างมีน้ำอุ่นเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว ผมปลดเสื้อผ้าทั้งหมดและเช็ดตัวที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกจากการต่อสู้กับักลางวัน กระจกสะท้อนเงาด้านหลังของผม ทำให้สังเกตุเห็น ปานสีดำเป็เส้นตรง ยึกยัก 5 เส้น ที่สะบักซ้าย แต่ด้วยร่างการและสมองที่เหนื่อยล้าทำให้ผมไม่อาจคิดอะไรต่อได้ ผมล้มตัวลงกับที่นอนและพร้อยหลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากเตรียมตัวเสร็จ ผมคว้าโล่ที่เคยช่วยชีวิตผมไว้และเดินลงบันไดจากชั้นสองของโรงแรม เห็นคุณมาเรียกำลังทำความสะอาดเค้าเตอร์อยู่ และคุณโรมันที่กำลังจัดโต๊ะให้เป็ระเบียบ ผมทักทายทั้งคู่พร้อมถามทางไปกิลด์นักผจญภัย คุณมาเรียเธอบอกว่าให้เดินตรงไปที่วิหารขนาดใหญ่ใจกลางเมือง เป็แผนกหนึ่งในนั้น
ผมขอบคุณและเดินออกมาจากโรงแรม เมื่อเงยหน้าก็เห็นป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่มีรูปเท้าของสัตว์ประหลาดปักอยู่ตรงด้านหน้าโรงแรม สลักคำว่า “โรงแรมเท้าปุย” ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ มุ้งหน้าสู่วิหารสีขาวขนาดมหึมาตั้งอยู่ตระหง่านกลางเมือง ผมเดินผ่านร้านขนมปัง กลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ๆ แตะจมูกทำให้ท้องร้องเบาๆ ร้านค้าต่างๆ เริ่มเปิดทำการ
เมื่อผมมาถึงหน้าประตูวิหาร ผมอดไม่ได้ที่ต้องหยุดมอง วิหารขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า มันดูยิ่งใหญ่กว่าที่ผมจินตนาการไว้ หอคอยสูงเสียดฟ้าตั้งเรียงรายรอบตัววิหาร วงเวทสีทองหมุนวนอย่างเชื่องช้า เปล่งประกายระยิบระยับเหนือหัว มันดูทรงพลังและลึกลับในเวลาเดียวกัน
ผมพยายามตั้งสติ ก้าวเท้าเข้าไปในวิหาร แม้จะอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของเมือง แต่เมื่อก้าวเข้ามา ความเงียบสงบก็เข้าครอบงำ บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ราวกับเป็มิติที่แยกออกจากโลกภายนอก หน้าต่างประดับด้วยกระจกสีต่างๆ เป็ลวดลายเหมือนกำลังบอกเล่าบางอย่าง
เดินตามป้ายลูกศรที่ชี้ไปยัง “กิลด์นักผจญภัย” ภายในกิลเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและหล่านักผจญภัยมากหน้าหลายตา ผมเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ ซึ่งพนักงานสาวยิ้มรับเธอรู้ได้ทันทีว่าผมเป็หน้าใหม่ เธอยื่นแบบฟอร์มการลงทะเบียนให้ ผมกรอกข้อมูลและส่งมอบตรารับรองที่ได้รับเมื่อวานให้พนักงานตรวจสอบ เธอนำทั้งสองอย่างเข้าไปให้กับพนักงานหลังเค้าเตอร์ และให้ผมนั่งรอ
ระหว่างรอในห้องโถง ผมเดินไปที่กระดานขนาดใหญ่ที่มีผู้คนยื่นดูกันอย่างหนาแน่น เป็กระดานที่มีใบภาระกิจแปะติดอยู่ โดยแต่ละใบมีอักษร A-E ที่มุมขวา ดูก็รู้ว่าเป็ลำดับความยากของภารกิจ
“คุณแจ็ค เชิญที่เคาน์เตอร์ค่ะ” พนักงานเรียก
“จากนี้ก็พยายามเข้านะค่ะ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมด 7 เหรียญทองค่ะ” พนักงานสาวพูดขณะยื่นตราของกิลด์สีทองแดงให้
“ตราของกิลด์จะมี ด้วยกัน คือสีทองแดงมีระยะการใช้งาน 2 ปี , บลอนด์ 5 ปี, เงิน 7 ปี และทองจะมีอายุถาวร ตราแต่ละสียังบอกระดับภารกิจที่รับได้ด้วย ทองแดงรับภาระกิจ แรงค์ E ,เงิน แรงค์ D, บลอนด์ แรงค์ Cและทองั้แ่แรงค์ B เป็ต้นไป ยิ่งความยากของภาระกิจเยอะเท่าไรค่าตอบแทนยิ่งเยอะ ถ้าภารกิจล้มเหลวคุณต้องเสียเงินสองเท่าของเงินรางวัลค่ะ ส่วนการเลื่อนระดับของนักพจญภัย แค่รับภารกิจที่เกินกว่าแรงค์ตัวเองอย่างน้อย 1 ภาระกิจก็พอค่ะ” เธออธิบายอย่างระเอียด
ไฟเกมเมอร์ในตัวของผมเริ่มลุกโชน ผมเดินไปที่กระดานภาระกิจ หยิบใบภาระกิจมา 1 ใบ อย่างมั่นใจเดินตรงไปที่เค้าเตอร์ พร้อมส่งใบภาระกิจ
“ค่ะ ภาระกิจแรงค์ F เก็บสมุนไพร่ตามจำนวนที่กำหนด ค่าตอบแทน 10 เหรียญทองแดง” เธอยิ้มให้ขณะอ่านรายละเอียดและประทับตราของกิลด์ลงบนใบภาระกิจ
ผมออกมาจากวิหาร ผมตัดสินใจไปที่ร้านขายอุปกรณ์เพื่อเตรียมของสำหรับการเดินทาง จริงๆก็แค่ป่ารอบๆเมือง ร้านจะอยู่ทางขวามือถัดไปประมาณสองถึงสาม่ตึก ผมเลือกอุปกรณ์ง่ายๆ อย่างเชือก และขวดน้ำ และกระเป๋าสำหรับเก็บของใช้และวัตถุดิบ ถัดไปอีกหนึ่ง่ตึก เป็ร้านอาวุธที่รับสร้างซ่อมแซมอาวุธและเกราะ
ผมตัดสินใจซ่อมโล่ที่ได้รับความเสียหายจากการต่อสู้กับั เมื่อเข้ามาในร้านซ่อมอาวุธ กลิ่นเหล็กเผาและเสียงตีเหล็กดังเป็จังหวะ มีคนแคระที่มีอายุมากนั่งอยู่ที่เตาเผา
“สวัสดีครับ ผม้าซ่อมโล่อันนี้หน่อยครับ” ผมทักทายและบอกความ้า
ชายแก่คนั้นเดินมาพร้อมถอดถุงมือกันไฟ เราจับมือทักทาย มือที่หนาและด้านจาการจับค้อน แสดงถึงประสบการณ์อันยาวนานในการสร้างอาวุธ เขาแนะนำตัว “ข้าคือบรอนดิน เป็นายช่างและเ้าของร้านนี้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ผมยื่นโล่ที่เสียหายให้บรอนดินดู “เจอศึกหนักมาสินะ” เขาพูดพลางตรวจโล่
“ข้าจะซ่อมให้แข็งแรงกว่าของเดิมเอง” บรอนดินมองมาที่ผมแล้วพยักหน้าเล็กน้อย
“แต่ถ้าเ้าจะต่อสู้กับัอีกครั้ง ต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้นะ”
ผมออกเดินทางจากตัวเมือง มุ่งหน้าไปยังป่าที่อยู่รอบนอกตามใบภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ภารกิจนี้ง่าย เพียงแค่เก็บสมุนไพรไม่กี่ชนิด
อากาศเย็นสบาย สายลมพัดเบาๆ ระหว่างที่ผมค่อยๆเดินเข้าไปในป่าลึก ผมก้มลงเก็บสมุนไพรตามจำนวนที่กำหนด จนกระทั่งได้ยินเสียงคน
คุยกันดังมาจากที่ไกลๆ ผมหยุดฟังและสัญชาตญาณบอกให้ผมเดินตามเสียงนั้นไป
ไม่นานนัก ตรงหน้าผมปรากฎกลุ่มคนประมาณ 7 คน ในชุดเกราะเก่าๆ บางคนใส่ผ้าคลุมยาวและถือไม้เท้าที่ประดับด้วยหินเวทย์มนต์ กำลังเถียงกันอยู่รอบๆ กรงเหล็ก ภายในกรงมีเด็กสาวและเด็กชายหลายคน ถูกล่าม บางมีาแ บางผอมโซ ทุกคนดูหวาดกลัว
ผมเคยเห็นเื่ราวทำนองนี้ในอนิเมะและการ์ตูนมากมาย การค้าทาสทั้งชายและหญิง การเหยียดเผ่าพันธุ์ และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการจับเด็กๆ ไร้เดียงสาไปเป็ทาส—และตอนนี้มันเกิดขึ้นตรงหน้าผมจริงๆ!
ความโกรธทำให้ร่างกายของผมร้อนระอุขึ้น ผมกำโล่แน่นจนมือสั่น ก่อนจะรู้ตัว ผมพุ่งเข้าชนด้วยโล่เข้ากับโจรคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด จนมันสลบเหมือดทันที ทำให้อีก 6 คนรู้ตัว 2คนในนั้นเป็จอมเวทย์ ผมตัดสินใจพุ่งตรงไปที่พวกเขา แต่ยังไม่ทันถึง ลูกไฟจากหนึ่งในจอมเวทย์ก็พุ่งเข้ามาหาผม
“โครม!”ผมยกโล่ขึ้นมากันได้ทัน แต่ความแรงของมันทำผมกระเด็นถอยหลัง การโจมตีตามมาจากโจรสองคนที่ใช้ดาบและขวาน ผมก้มหลบแล้วใช้เท้ากวาดจนพวกมันเสียหลักล้มลง จากนั้นใช้โล่ฝาดซ้ำให้มันหมดสติไป จอมเวทย์ทั้งสองโจมตีมาอีกครั้ง ผมยังคงยกโล่มาบังการโจมตีได้ทัน [การโจมตีจากระยะไกล นี้มันน่ารำคาญจริง] ผมคิดในใจ
ระหว่างที่คิดจะทำอย่างไรกับจอมเวทย์ จู่ๆ ก็เห็นหินก้อนพอดีมืออยู่ใกล้ๆ ผมหยิบมันขึ้นมาและขว้างไปที่จอมเวทย์คนแรก ด้วยความแม่นระดับจับกวาง หินพุ่งเข้าใส่หน้าผากของมันอย่างแม่นยำจนหมดสติทันที ไม่รอช้า ผมขว้างก้อนที่สองใส่จอมเวทย์อีกคน และมันก็ล้มลงเช่นกัน
ตอนนี้เหลือโจร อีกหนึ่งคนร่างของมันสูงใหญ่และถืออาวุธกระบองขนาดใหญ่ ไม่รอช้ามันเวียงกระบองมาจากทางด้านข้าง ผมเอาโล่มากันแต่ด้วยความแรง ผมต้องยกมืออีกข้างมาช่วยเพื่อรับแรงกระแทกที่ส่งมากจากโล่ มือผมช้าไปแปบหนึ่ง มันยกกระบองขึ้นหมายจะฟาดซ้ำ แต่ผมเบี่ยงตัวหลบก่อนที่มันจะทุบหัวผมลงพื้น อาศัยจังหวะนั้นส่งหมัดขวาเข้าที่ลิ้นปี่ของมัน จนมันจุกลงไปนอนกับพื้นทันที
ผมตรงไปที่กรงขังเพื่อช่วยเด็กๆ เสียงปรบมือออกมาจากชายป่า ปรากฎร่าง ชายร่างสูงใหญ่ กำยำ มันดูแตกต่างจากโจรทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เขาสวมเกราะเบาแบบนักผจญภัยเก่าๆ แต่ดูชั่วร้ายกว่า เค้าก้าวมาตรงกรงที่มีเด็กๆอยู่ก่อนพูดแนะนำตัว
“ตัวข้าชื่อ ราเธน ขอบใจเ้ามากที่ดูแลลูกน้องข้าอย่างดี”
เขาไม่ต้องแนะนำตัวมากนัก ความแข็งแกร่งและาแลึกยาวพาดผ่านใบหน้าที่บอกเล่าเื่ราวของเขาได้เอง ดาบสองเล่มที่เขาถืออยู่ดูเหมือนจะเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเขา มันเคยชินกับการสังหาร
“อย่าทำตัวเป็ฮีโร่ไอ้หนู เด็กๆ พวกนี้...มันไม่มีค่าอะไรไปมากกว่าสินค้าหรอก” มันพูดขณะกระชากผมของเด็กสาวขึ้นมา แล้วกรีดไปที่หน้าของเธอ
ตูม! ผมพุ่งเข้าชนตำแหน่งที่ราเธนยืน แต่เขากลับหลบไปด้านหลังและสวนกลับอย่างรวดเร็ว แรงปะทะส่งผมกระเด็นไปไกล
“อืม น่าแปลก ถ้าเป็คนธรรดาขาดสองท่อนไปแล้ว แสดงว่าแกก็มีฝีมือนี่หว่า” มันพูดขณะทำหน้าสงสัยเล็กน้อย
ผมไม่พูดอะไรทั้งนั้น ตั้งหลักได้ผมเดินตรงเข้าหาราเธน ผมเหวี่ยงโล่และหมัดใส่เขา ทว่าทุกการโจมตีกลับโดนแต่ลม ราเธนใช่ปลายของดาบสะบัดดินขึ้นมาใส่ดวงตาผม จนมองไม่เห็นและโดนโจมตีจากด้านหลังจนล้มลง
“เด็กใหม่ก็คือเด็กใหม่วันยังค่ำ!” ราเธนเยาะอีกครั้ง
หลังจากโดนการโจมตีไป ผมเริ่มได้สติ รู้แล้วว่าความโกรธไม่ได้ช่วยอะไร ผมเริ่มตั้งสติลุกขึ้นมาและค่อยๆอ่านการเคลื่อนไหวของเขา ผมลุกขึ้นโจมตีซ้ำอีกครั้งแต่คราวนี้จะไม่เหมือนเดิม
“ยกสอง” ผมเอ๋ย
ผมโจมตีด้วยโล่และหมัดเหมือนเดิม ราเธนก็ยังคงใช้การโจมตีเช่นเดิม ผมหลับตาก่อนดินจะเข้าตา
“ฮา ฮา เสร็จข้าอยู่ดี” มันหัวเราะและเข้ามาทางด้านหลังอีกครั้ง
เคร้ง!!! เสียงเหล็กกระทบกันผมไม่ยอมเสียโอกาสนี้ ผมส่งกำปั้นไปที่หน้าของเขาจนกระเด็น ราเธนมีสีบิดเบี้ยวไม่รู้มาจากความเจ็บหรือความรู้สึกเสียหน้า ที่มีคนสามารถโต้กลับการโจมตีนี้ได้
“แก แก!!!!” ราเธนะโอย่างคลุ้มคลั่ง
คราวนี้ผมมีโอกาสตอบโต้ได้หลายครั้ง แต่การโจมตีของเขายังรุนแรงเหมือนเดิม โล่เริ่มมีรอยยุบ และบิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ในที่สุดหมัดสุดท้ายของผมก็ทำให้ราเธนเข่าทรุด
“ฉัน ฉันจะฆ่าแก!!” ราเธนะโสุดเสียงขณะวิ่งไปที่กรงแล้วใช้เด็กเป็ตัวประกัน
“เวทย์คำสาป เอ็นธรอลเม็นท!! (Enthrallment)” เขาร่ายคาถา
“ฮา ฮาๆ คำสาปนี้จะทำให้แกทำตามที่ฉันสั่ง แกจงเดินมาให้ข้าเฉือดซะดีๆ” ราเธนออกคำสั่ง
ตัวผมเดินเข้าไปหาราเธน จนระยะของผมกับเขาใกล้กันแค่หนึ่ง่แขน เขาเงื้อมดาบขึ้นเพื่อฟันผม
“ทำตามที่แกสั่ง แกไม่ใช่แม่ฉันด้วยซ้ำ” ผมเงยหน้าจ้องตากับมัน
มันใที่ผมไม่ตกอยู่ในอำนาจของคำสาป กำปั้นขวาที่กำแน่นที่สุดในชีวิต ส่งตรงไปที่ท้องของมันอย่างสุดแรง จนตัวมันกระเด็นปลิวไปอัดกับต้นไม้
“ทะ ทะ ทำไมแกถึง.…..ข้าคือราเธนอดีตนักพจญภัยแรงสูง ข้าไม่มีทางแพ้ให้กับเ้าตัวไร้ค่าแบบนี้!!!” ราเธนพูดก่อนสลบ
ความเนื่อยล้าและความเ็ปจากการต่อสู้ถาโถมเข้ามา แต่ที่สำคัญที่สุดผมต้องช่วยเด็กๆ ผมตรงไปที่กรงและทำลายกุญแจที่ล็อคอยู่ เหล่าเด็กๆต่างร้องไห้และโพเข้ากอดผม ผมสังเกตุเห็นหนึ่งในนั้น เป็เด็กสาวผมทองตัวเล็ก เนื้อตัวสะอาดกว่าคนอื่นเล็กน้อย เดินมาทางผม
ผมนั่งคุกเข่า เพื่อพยามยามทำให้ตัวเท่าเธอ จะได้ไม่กลัว “เป็อะไรไหม าเ็ตรงไหนหรือป่าว” ผมถาม
เธอยื่นมือให้ดู ผมเห็นรอยปานบางอย่างที่หลังมือของเธอ เมื่อผมัักับมัน มันส่องแสงสว่าง เป็วงกว้าง เด็กๆหลายคนที่อยู่ในแสงสว่างนั้น เริ่มกลับมามีเรี่ยวแรง าแหายไป ร่วมถึงตัวผมด้วย ผมยังไม่ทันหายสงสัย ก็ได้ยินเสียง
“ทางนี้ ทางนี้ จริงๆนะ ฉันได้ยินเสียงดังมากเลย ราวกับฟ้าจะถล่มแนะ” เสียงพูดไม่ไกลจากจุดที่เราอยู่
ผมสันนิฐานว่าอาจเป็กลุ่มนักพจญภัยที่ทำภาระกิจอยู่แถวๆนี้ ถ้าหากเค้าเห็นว่าผมคนเดียวที่เป็นักพจญภัยแรงค์ต่ำ สามารถจัดการโจรทั้งหมดได้ และก็ล้มหัวหน้าโจรที่เป็อดีตนักพจญภัยได้อีก ชีวิตอิสระและความสงบสุขของผมจบเห่ คิดได้ดังนั้น
ผมหันไปทางพวกเด็กๆ แล้วบอกว่า “อย่าบอกเื่นี้กับใครนะ” จากนั้นผมเอาดินมาถูที่ตัวให้ดูมอมแมม แล้วตัดสินใจ เล่นใหญ่ต่อหน้ากลุ่มนักพจญภัยนั้น
ช่วยด้วย!! ช่วยด้วย!! ผมะโแล้วคลานออกมาจากพุ่มไม้บริเวณใกล้ๆ
“มะ มะ มีโจร มีโจรจับพวกเด็กๆไว้ พวกมันน่ากลัวมากเลย ฮือๆ”ผมทำเสียงสั่นเทาและชี้นิ้วไปทางที่พวกเด็กๆอยู่
กลุ่มนักพจญภัย มุ้งหน้าไปช่วยเหล่าเด็กๆ แต่ทั้งกลุ่มก็ต้องตะลึงกับภาพที่เห็น ชายฉกรรจ์ ทั้ง 7 คนนอนหมอบกับพื้น พวกเค้าพยายามถามเด็กๆว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่มีใครตอบอะไร หนึ่งในนักพจญภัยกลับเดินมาเพื่อมาถามเหตุการณ์จากผม ผมแอบหลบขึ้นต้นไม้ และคอยดูให้แน่ใจว่าพวกเด็กๆปลอดภัยจนถึงเมือง