บทที่10งานเลี้ยง
ภายในเมืองหลวงได้มีการจัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับ“จางลู่เหวิน” แม่ทัพคนใหม่ของแคว้นเจี้ยน วังหลวงถูกจัดเตรียมเป็สถานที่จัดงานอย่างยิ่งใหญ่เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันมาร่วมงานอย่างคับคั่ง
หงฟางซินในชุดสีน้ำเงินปักเลื่อมทองยืนอยู่ภายในงานด้วยความกระตือรือร้นดวงตาคมเอาแต่กวาดสายตามองหาหญิงสาวในดวงใจ โดยมิได้สนใจสายตาของเหล่าคุณหนูสกุลต่างๆที่เอาแต่ทอดสายตามองเขาอย่างหวานซึ้ง
เป้าหมายเดียวของเขาในงานวันนี้คงมีแต่เพียง“เจียงอันเล่อ” หญิงสาวที่เขาเพียรพยายามแวะเวียนไปหาที่สกุลเจียงอยู่ไม่ขาด แต่ชายหนุ่มกลับต้องผิดหวังไปเสียแทบทุกครั้งจนเขารู้สึกอ่อนใจแต่คนเช่นเขาไหนเลยจะละความพยายามไปได้โดยง่าย ชายหนุ่มจึงตั้งใจอาศัยงานเลี้ยงครั้งนี้เพื่อหาทางเข้าใกล้หญิงสาวอีกครั้ง
“เ้าไปดูสิ...คนจากสกุลเจียงมาหรือยัง” หงฟางซินกระซิบบอกคนสนิทอีกครั้ง
นี่แทบจะเป็คำถามนับครั้งที่สิบที่เขาเอาแต่ถามคนสนิทอย่างไม่ขาดปาก
เพียงไม่นานร่างของชายวัยกลางคนพร้อมกับหญิงสาวก็เดินเข้ามาด้านในดวงตาของหงฟางซินเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็นเจียงเสิ่นเย่วและเจียงอันเล่อก้าวเข้ามาภายในงาน
หงฟางซินที่ยืนอยู่ห่างออกไปพลันหัวใจเต้นแรง เขาจ้องมองนางอย่างลืมหายใจแต่ก็ไม่มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับหญิงสาวเสียที เมื่อเจียงเสิ่นเย่วถูกรายล้อมไปด้วยเหล่าขุนนางที่เข้ามาพูดคุยทักทายอย่างไม่ขาดสาย
แต่แล้วหงฟางซินก็สบโอกาสในที่สุดเมื่อเขาเห็นเจียงอันเล่อก้าวถอยออกมาจากวงสนทนา หลังจากหานอี้หลงเดินเข้ามาพูดคุยกับเจียงเสิ่นเย่ว
หงฟางซินรีบสาวเท้าก้าวยาวไปยังหญิงสาวในทันทีเจียงอันเล่อกำลังยืนพูดคุยอยู่กับเฉินเส้าหว่านอย่างออกรสออกชาติ
“คุณหนูเจียง...” หงฟางซินรีบร้องทักทายออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “วันก่อนข้าไปหาเ้าที่จวนแต่มิได้พบวันนี้มีโอกาส ข้านึกยินดียิ่ง”
เจียงอันเล่อมีท่าทางชะงักลงไปเล็กน้อยจากนั้นนางก็ย่อกายคำนับอย่างสุภาพ “องค์ชายเก้า”
ท่าทางที่สงวนท่าทีและรักษาระยะห่างทำให้หงฟางซินรู้สึกผิดหวังไปไม่น้อยรอยยิ้มกว้างหุบลงก่อนจะยิ้มบางออกมาอย่างไม่อาจปิดบัง
เฉินเส้าหว่านที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบแทรกขึ้นมาในทันทีด้วยรอยยิ้มหวาน “องค์ชายยินดีเฉพาะอันเล่อหรือ...แล้วข้าเล่า”
คำพูดเชิงหยอกเย้าทำให้หงฟางซินหันไปมองหญิงสาวอย่างเก้อเขิน“ข้าย่อมยินดีที่ได้พบคุณหนูเฉินเช่นกัน”
เฉินเส้าหว่านหัวเราะเบาๆกับคำกล่าวเท็จดังกล่าวแต่นางก็นึกเห็นใจชายหนุ่มไม่น้อยที่เพื่อนรักมิได้มีท่าทีแยแสอันใดต่อเขาเลย
“คุณหนูเจียง...ั้แ่งานเลี้ยงครั้งนั้นเสด็จแม่ก็บ่นคิดถึงเ้าอยู่บ่อยๆ หากเ้ามีเวลาว่างก็เชิญมาพูดคุยที่ตำหนักให้นางคลายเหงาบ้างเถิด”หงฟางซินพยายามชวนเจียงอันเล่อพูดคุยอีกครั้ง
เจียงอันเล่อได้แต่ยิ้มรับออกมาพลางตอบออกไปอย่างเสียมิได้ “ฮองเฮามีน้ำพระทัยกว้างขวางยิ่งนัก”
“เอ่อ...ข้าเพิ่งได้ผืนผ้าไหมจากแคว้นฉีข้าเห็นว่าช่างเหมาะกับเ้ายิ่งนักเอาไว้วันหน้าข้าจะให้คนนำไปมอบให้เ้าที่สกุลเจียง”
“ขอบพระทัยองค์ชาย...แต่ว่าข้าเกรงใจยิ่งนักไฉนเลยจะกล้ารับสิ่งของมีค่าดังกล่าวได้” เจียงอันเล่อตอบปัดอย่างไม่คิดจะสานไมตรีตอบ
หงฟางซินได้แต่หน้าเสียเมื่อได้รับการปฏิเสธจากหญิงสาวอย่างไม่อ้อมค้อมใบหน้าของเขาเจื่อนลงไปอย่างมาก มือไม้เริ่มเก้งก้างขึ้นมาอย่างไม่รู้จะทำตัวเช่นใดดี
ระหว่างที่บทสนทนาเริ่มตึงเครียดขึ้นเฉินเส้าหว่านกลับเอ่ยแทรกขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเห็นใจนางจึงแทรกตัวเอ่ยคุยกับหงฟางซินอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
“องค์ชายเคยไปแคว้นฉีหรือไม่ ข้าได้ยินมาว่าที่นั่นมีโรงชาพื้นเมืองรสเลิศข้านึกอยากลองชิมสักครั้งหนึ่ง”
“ข้าก็ยังมิได้ไปที่นั่นแต่หากว่าเ้าอยากลิ้มรสชา ข้าก็ยินดีนำไปให้เ้าที่จวนเช่นกัน”
“จริงหรือ...ท่านจะให้ชารสเลิศเช่นนั้นกับข้าหรือ”เฉินเส้าหว่านแสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจอย่างออกนอกหน้า
หงฟางซินพยักหน้ารับอย่างรู้สึกขอบคุณที่นางพยายามพูดชวนเขาพูดคุยอย่างไม่ให้เสียหน้าทั้งสองจึงกลายเป็คู่สนทนากันอย่างช่วยไม่ได้ราวกับที่ตรงนี้มีเพียงพวกเขาเท่านั้นแต่สายตาของหงฟางซินก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองเจียงอันเล่อเป็ระยะๆหญิงสาวยังคงรักษาท่าทีนิ่งเฉยเช่นเคยนางเพียงยิ้มน้อยออกมาและพยักหน้ารับเป็ครั้งคราวอย่างมิให้เสียมารยาทมากนัก
จนกระทั่งในที่สุด เจียงอันเล่อก็เอ่ยขัดออกมา “ท่านทั้งสองพูดคุยกันไปก่อนข้าขอตัวสักครู่”
หงฟางซินอ้าปากจะเรียกไว้แต่เฉินเส้าหว่านก็พูดดักคอขึ้นมาเสียก่อน “เ้าไปเถิดข้าจะอยู่เป็เพื่อนองค์ชายเอง”
หงฟางซินชะงักค้างไปเขาทำได้เพียงมองตามแผ่นหลังของเจียงอันเล่อที่กำลังสาวเท้าออกไปด้านนอกอย่างลุกลี้ลุกลนดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความนึกเสียดายที่พลาดโอกาสที่จะได้พูดคุยกับหญิงสาวอีกครั้งหน่อย
จนกระทั่งเจียงอันเล่อหายไปจนลับสายตาหงฟางซินก็หันไปมองเฉินเส้าหว่านที่ยืนยิ้มหน้าตายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เ้า...ขัดขวางข้าทำไมกัน” หงฟางซินถามเสียงเข้มออกมาอย่างหงุดหงิด
เฉินเส้าหว่านเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่ยี่หระ“องค์ชาย... ท่านหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจก็ไม่ควรมาลงที่ข้านะ...ข้าเพียงเห็นว่าอันเล่อเหมือนจะมีธุระสำคัญหากท่านยังตามตื๊อนางในเวลานี้...นางอาจไม่พอใจเอาได้”
หงฟางซินพ่นลมหายใจออกมา“เช่นนั้นเหตุใดเ้าจึงไม่เปลี่ยนใจช่วยข้าเล่า”
“ข้าได้บอกท่านแล้วว่าเื่เช่นนี้...ข้าไม่อยากเอาตัวเองไปเกี่ยวพัน”
“แต่ว่า...” หงฟางซินพยายามจะเอ่ยท้วงออกมาอย่างไม่ยอมแพ้
“องค์ชายหากท่านมีใจให้อันเล่อจริง ท่านก็ต้องพยายามเสียให้มากหน่อย ท่านคิดจะใช้ข้าเป็เส้นทางลัด...เห็นจะไม่เหมาะสักเท่าไรนัก”
“เ้านี่ช่างแล้งน้ำใจยิ่งนัก”หงฟางซินบ่นอุบออกมา
“นี่ท่าน...พาลใส่ข้าอีกแล้วนะ” เฉินเส้าหว่านโวยวายออกมาในทันทีที่ชายหนุ่มพาลใส่ตนอีกแล้ว
“ก็หรือไม่จริงเล่า...หากเ้ายอมช่วยข้าสักครั้ง...เอาไว้คราวหน้าหากเ้าหมายตาบุรุษผู้ใดข้าย่อมจะสนับสนุนเ้าเป็แน่” หงฟางซินเริ่มหว่านล้อมหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้งอย่างมีความหวัง
เฉินเส้าหว่านเบะปากพลางเชิดคางขึ้น“เื่ของข้า ข้ามีวิธีจัดการเองได้ ไม่จำเป็ต้องเป็ธุระของท่านหรอก”
“สตรีปากร้ายเช่นเ้า จะหาบุรุษที่ไหนได้กัน” หงฟางซินประชดออกมาอย่างนึกขัดใจและหงุดหงิดกับท่าทีของหญิงสาวตรงหน้า
“องค์ชาย...ข้าขอตัวก่อน”คำกล่าวนั้นเสียดแทงใจของเฉินเส้าหว่านเข้าอย่างจังใบหน้าที่เคยยิ้มร่าเปลี่ยนเป็บึ้งตึงทันที นางกัดฟันแน่น ก่อนจะย่อกายคำนับลาอย่างตัดรำคาญหลังจากพูดจบเฉินเส้าหว่านก็หันหลังเดินออกไปในทันทีโดยไม่เหลียวกลับมามองชายหนุ่มอีกเลย
หงฟางซินยืนนิ่งพร้อมถอนหายใจออกมา“นี่คืนนี้เขาทำให้สตรีสองนางเดินหนีเขาอย่างไม่ไว้หน้าทีเดียว” ชายหนุ่มนึกในใจพร้อมกับถอดถอนใจอีกครั้งหนึ่ง