บทที่ 8
เตรียมรับลมหนาว
คนแบบมิสเตอร์เกรย์ ช่างเป็ผู้นำที่เป็ขยะสังคมอย่างแท้จริง
แต่อย่างน้อยเขาก็มีลูกชายที่เคยเป็ผู้ให้และทำความดีอยู่เื้ั แม้จะไม่อาจหักลบกลบความชั่วช้าของผู้เป็บิดาได้ แต่ก็ทำให้ทุกคนเบาใจไปได้เปลาะหนึ่ง
กระนั้น... วาจาเสียดแทงและพฤติกรรมต่ำช้าในวันสำคัญของทุกคนยังไม่หยุดลง
“ข้าลืมไปได้อย่างไรกันนี่...” รอยยิ้มของงูพิษฉีกกว้างอีกครั้งจนทุกคนต้องกลั้นหายใจ “นี่เป็ของบริจาคส่วนตัวของครอบครัวข้า รวมกับเงินขั้นต่ำที่หมู่บ้านต้องจ่ายเพื่อจุนเจือศาสนจักร” เหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญถูกส่งมา จากนั้นถุงผ้าสกปรกใบเล็กที่มีเหรียญเงินอยู่สองเหรียญก็ถูกหยิบยื่นให้
เ้าคนชั่วนั่น หยิบเหรียญทองแดงเ่าั้ออกมาจากของบริจาคที่ตนริบไปอย่างหน้าด้าน
“ข้าออกจะเป็ผู้มีใจบุญ ทวยเทพต้องเข้าใจแน่ ๆ จริงไหมซิสเตอร์” เงินจำนวนสองเหรียญเงิน ถูกคำนวณจากจำนวนลูกบ้านที่ปกครองอยู่ ซึ่งมันเป็ผลจากการปัดเศษลง ตามกฎแล้วโบสถ์แห่งนี้ควรได้รับเงินจุนเจือขั้นต่ำก่อนฤดูหนาวจำนวนสองเหรียญเงิน สิบหกเหรียญทองแดงต่างหาก
“ทวยเทพต้องเข้าใจมิสเตอร์เกรย์แน่ ๆ ค่ะ ข้าจะแจ้งเื่นี้ลงในรายงานกับทางส่วนกลางอย่างไม่ขาดตกบกพร่องทีเดียว” รอยยิ้มของซิสเตอร์แอนเริ่มกระตุก “ถ้ามิสเตอร์เกรย์ยืนยันว่าเงินจำนวนนี้ถูกต้องตามกฎที่ตกลงไว้กับศาสนจักร ข้าก็จะรายงานตามนั้น”
ความหมายของเธอนั้นชัดเจน
“โอ้ว ซิสเตอร์ที่รัก ช่วยรวมเหรียญทองแดงพวกนี้เข้าไปด้วยเถอะ ข้าคงเลอะเลือนเพราะอากาศหนาว คงไม่กล่าวโทษข้าหรอกนะ วันนี้เป็วันสำคัญนี่นา...”
ท้ายที่สุด เงินที่ขาดอยู่อีกสิบหกเหรียญทองแดงก็ถูกส่งมาอย่างกล้ำกลืนฝืนทน หน้าที่บิดเบี้ยวของมิสเตอร์เกรย์ทำให้ผู้มองมารู้สึกสะใจไม่น้อย เงินทองจะมีประโยชน์อันใดท่ามกลางพายุหิมะอันหนาวเหน็บในไม่กี่เดือนข้างหน้า ไม่มีผู้ใดเข้าใจหัวหน้าหมู่บ้านแม้แต่น้อย
หลังจากของบริจาคที่เหลือถูกนำไปกองรวมหน้าแท่นบูชา บทสวดสรรเสริญทวยเทพก็ถูกร้องร่วมกันเกือบหนึ่งชั่วโมง เนื้อหาของบทสวดภาวนาที่แปลกประหลาดทำให้คิทได้แต่ยืนเกร็งเพราะไม่เคยได้ยินพวกมันมาก่อน
ไม่นานนักเด็กน้อยก็ถูกลากไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็ชุดคลุมขาว มันค่อนข้างหม่นหมองและสกปรกในสายตาของเขา แต่ความสะอาดระดับนี้นับว่าดีที่สุดที่สามารถหาได้ในชุมชนแห่งนี้แล้ว
พิธีกรรมมอบนามไม่ยุ่งยากอะไร น้ำมนต์ใสสะอาดถูกนำมาลูบหน้าเด็กน้อยก่อนซิสเตอร์จะแจ้งนามของเขาให้ทุกคนและทวยเทพได้รับทราบ ขณะเดียวกันเด็กน้อยก็คุกเข่าอยู่หน้าแท่นบูชากลับรู้สึกโชคดีที่เสื้อคลุมยาวถึงเท้า เข่าเล็กจึงไม่ต้องัักับแผ่นหินแข็งเย็นะเืโดยตรง
“ผ่านชะตาชีวิตอันทุกข์เข็ญมานาน สุดท้ายเขาก็รอดมาด้วยความเอื้ออารีของชุมชนเรดวู้ดและคำอวยพรจากทวยเทพ...”
“นามของเด็กผู้นี้ คือ เดวิด ขอให้ทุกคนได้รับทราบโดยทั่วกัน ขอให้เขากลายเป็ที่รักดั่งชื่อของตนเอง”
เด็กน้อยที่คุกเข่าอยู่รู้สึกได้ถึงไออุ่นจากสายลมและแสงแดดแม้จะอยู่ในโบสถ์ที่ปิดอับ ระหว่างที่คุกเข่าอยู่นั้นแสงเรืองรองจากแท่นบูชาซึ่งมีพิราบขาวกางปีกตั้งอยู่หน้าบานกระจกโปร่งแสงหลากสีก็สาดลงมา ทิศทางของแสงแดดที่ส่องเข้ามาทำมุมพอดีกับร่างของเด็กชายตัวเล็ก เกิดเป็ภาพที่งดงามให้ทุกคนได้ชม
ทุกคนกลั้นหายใจชั่วขณะเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เป็พลังของทวยเทพ หรือเป็การคำนวณเวลาที่พอเหมาะของซิสเตอร์ผู้มากประสบการณ์กันหนอ แต่ละคนได้แต่คิดไปต่าง ๆ นานา มีเพียงซิสเตอร์ทั้งสองเท่านั้นที่เห็นนิมิตเป็ภาพยอดอ่อนของต้นไม้ใบหญ้าจำนวนมากมายผลิบานกันอย่างพร้อมเพรียงประหนึ่งฤดูใบไม้ผลิทั่วผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาล
“ท่านไกเอล? เป็ไปไม่ได้...” ซิสเตอร์แอนเงยหน้ามองสหายด้วยดวงตาลุกโพลงชั่วขณะก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็ปกติอย่างรวดเร็ว ชื่อของเทพองค์หนึ่งดังออกจากปากอย่างแ่เบาโดยไม่รู้ตัว
“อาจจะเป็ท่านฟอริสก็ได้... ไว้ว่ากันทีหลัง” เสียงกระซิบแ่เบาจากซิสเตอร์ลิซ่าทำให้พิธีดำเนินไปจนจบอย่างไม่มีข้อบกพร่องอะไร
เด็กน้อยที่ได้รับพรจากเทพสององค์นั้นหายากมาก สองซิสเตอร์จึงต้องตรวจสอบโดยละเอียดอีกทีก่อนที่จะสรุปเื่สำคัญเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่เธอแน่ใจหลังได้ัักับกระแสพลังอันบริสุทธิ์ของเหล่าทวยเทพ คือ เด็กน้อยผู้นี้จะต้องมีอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอน
เ้าหนูผู้ได้นามใหม่อย่างเป็ทางการว่าเดวิด ยังคงหลับตาพริ้มจนเสร็จสิ้นพิธีกรรมโดยไม่รู้ตัวเลยว่า ตนเองได้รับพรยิ่งใหญ่จากเทพองค์ใด
อนาคตของเขาจะสดใสอย่างที่ซิสเตอร์ทั้งสองพูดเอาไว้จริง ๆ หรือ
.....
วันแห่งความยินดี จบลงอย่างราบรื่นเพราะทุกคนพยายามลืมความเห็นแก่ตัวของมิสเตอร์เกรย์ออกไปจากหัวสมอง เ้าหนูเดวิดยังถูกเรียกด้วยชื่อเก่าติดปากจากครอบครัวเด็กกำพร้าจนมันกลายเป็ชื่อเล่นประจำตัวไปเสียแล้ว
“อีธานเรียกพี่ว่าเดวิดดีกว่าไหมครับ นะ ๆ” เด็กชายหกขวบร่างแคระแกร็นมองเขาอย่างไม่เข้าใจเมื่อถูกอุ้มขึ้นมา ปากยังคงเรียกคนตรงหน้าว่าพี่คิทอย่างต่อเนื่องพร้อมหัวเราะร่วมกับเด็กคนอื่นคิกคัก
“พี่คิท ๆ ๆ” แม้แต่หัวโจกอย่างลินก็เป็ไปด้วย นามใหม่ที่ถูกตั้งโดยซิสเตอร์จึงกลายเป็ชื่อทางการที่ไม่มีคนสนิทคนไหนอยากจะเรียกขาน
เสบียงที่หลงเหลืออยู่จากการบริจาค เป็เพียงธัญพืชแข็งหยาบนานาชนิดปะปนกันประมาณสามกระสอบ ไหเก็บไขมันสัตว์อีกสามโถ รวมไปถึงผ้าหยาบที่ผ่านการใช้งานแล้วแต่ยังอยู่ในสภาพค่อนข้างดีอีกหลายสิบชิ้น
ปัญหาเื่เสบียงอาหารจึงสิ้นสุดไปอย่างสมบูรณ์แล้ว สองซิสเตอร์และเด็กโตทั้งสามจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ปีนี้ช่างดีกว่าทุกปีอย่างที่พวกเขาไม่เคยคิดฝันมาก่อน
“ซิสเตอร์ครับ ถ้าเื่อาหารหมดภาระลงไปแล้ว ข้าว่าเราปิดเื่ที่มีเห็ดหายากพวกนั้นเอาไว้ก่อนดีกว่าไหม ตากแห้งพวกมันเอาไว้ใช้ในยามลำบากดีกว่าเปิดเผยของล้ำค่าให้ศัตรูถามหา”
“ข้าเห็นด้วยกับคิทครับ ดีกว่าให้ข่าวนี้ไปถึงหูเ้างูพิษเกรย์ น้อง ๆ จะได้ไม่ลำบาก” เจมส์เสริมข้อเสนอแนะของคิทโดยไม่มีคำโต้แย้ง แม้แต่แอนนาเองก็เช่นกัน
“หากพวกเ้าคิดเห็นเช่นนั้น ข้าก็ไม่ขัดแย้งอันใดหรอก เพียงแต่... สมุนไพรลดไข้ที่ควรจะได้จากชาวบ้านกลับถูกริบไปหมดเสียแล้ว น่าหนักใจจริง ๆ” ซิสเตอร์ลิซ่าถอนหายใจอีกหน “ลำพังแค่พลังของข้าก็ไม่อาจทำให้ทุกคนทานทนกับอากาศหนาวแล้ว เด็ก ๆ คงต้องมีป่วยสักคนสองคน ยิ่งเราขาดยา อาการของพวกเขาก็จะยิ่งทรุดหนัก”
ดวงตาชื้นของผู้ชราเริ่มมีน้ำใสเอ่อล้น ลำพัง่ชีวิตของเธอเห็นเด็กน้อยสิ้นชีวิตมาหลายร้อยคนแล้ว มันควรจะทำให้หัวใจรู้สึกชินชาเสียที แต่กลับให้ผลตรงกันข้ามเสียอย่างนั้น
พวกเธอไม่อยากเห็นชีวิตอันสดใสพวกนั้นจากไปอีกแม้แต่คนเดียว
คิทเริ่มพิจารณาโครงสร้างของที่พักอาศัยอย่างรวดเร็ว ลมหนาวพัดมาจากจุดใด ส่วนไหนของกำแพงที่บางจนไม่สามารถเก็บกักไออุ่น สถานที่สำคัญอย่างห้องนอน ห้องพักและห้องนั่งเล่นของพวกเด็ก ๆ ควรจะเป็จุดปลอดภัยที่ได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน
ผนังหินที่ก่อขึ้นอย่างหยาบให้ความรู้สึกเย็นะเืจนเด็กน้อยอยากเปลี่ยนมันเป็แผ่นไม้ยิ่งนัก แต่ดูจากสถานการณ์ด้านการเงินของโบสถ์แห่งนี้แล้ว มันคงจะเป็ไปไม่ได้
ขนสัตว์... ล้วนมีราคาที่แพงเกินไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูนี้ ลำพังแค่ขนกระต่ายที่เก็บรวบรวมมาหลายปียังไม่อาจเพียงพอกับความ้าของเด็กทุกคน ทุกวันนี้พวกเขาแทบจะนอนขดตัวกันเป็ก้อนเพื่อกระจายไออุ่นทุกค่ำคืนอยู่แล้ว โชคดีที่เบาะนุ่มจากขนกระต่ายถูกตัดเย็บรวมกันเป็ผืนใหญ่ด้วยฝีมือแอนนา มันพอจะรองรับทุกคนบนนั้นได้อย่างพอดิบพอดี แม้แต่ซิสเตอร์ทั้งสองก็ยังต้องนอนในห้องเดียวกันบนเตียงที่ทำจากฟางแห้งอัดเป็เบาะเพื่อให้ประหยัดถ่านไม้สนที่ใช้เผาไหม้ทุกคืน
มีเพียงห้องทำงานของซิสเตอร์ ห้องแต่งตัว ห้องทำความสะอาดร่างกาย ห้องพักคนป่วย และสถานที่ขับถ่ายเท่านั้นที่แยกออกไป
เมื่อนึกถึงทางเดินออกจากห้องขับถ่าย คิทต้องทำหน้าแหยทุกครั้งไป... เขาอยากจะขัดถูที่แห่งนี้ให้สะอาดเอี่ยมแต่สถานการณ์ในตอนนี้ยังไม่เอื้ออำนวย
(คงต้องทนกลิ่นขี้ไปก่อน จมูกเราเริ่มชินกับมันแล้วด้วย น่าสงสารจริง ๆ ...) เด็กน้อยได้แต่คิดในใจ จากนั้นก็วกกลับมาสู่ปัญหาเื่ความอบอุ่นในหน้าหนาวอีกครั้ง
ทิศตะวันตกที่มีลมรุนแรงมีโบสถ์หินหลังใหญ่ตั้งขวางทางลมอยู่อย่างพอเหมาะ กำแพงส่วนนั้นจึงได้รับลมหนาวน้อยกว่าปกติ สิ่งที่น่าหนักใจคือลมเหนือซึ่งจะพัดพาหิมะหนาวเหน็บรุนแรงเข้ามาในเดือนที่สองและสาม กำแพงฝั่งเหนือของห้องนอนและห้องพักของเด็ก ๆ จะต้องได้รับการปกป้องอย่างสุดความสามารถ
ศัตรูหนนี้ คือ ความหนาวเย็นที่เป็ธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่สัตว์ป่าดุร้ายหรือปีศาจน่ากลัวแต่อย่างใด
“ซิสเตอร์ครับ ถ้าเราแก้ปัญหาป่วยไข้ไม่ได้ ก็แก้ที่ต้นตอของมันก่อนดีไหม ข้ากำลังคิดว่าเราควรใช้เงินที่เหลือซื้อฟางแห้งมาบุผนังส่วนนอกของห้องสำคัญอย่างห้องนอน ห้องพักของทุกคน... น่าจะช่วยได้มากกว่าการใช้เงินส่วนนี้ไปซื้อสมุนไพรจำนวนน้อยนิดนะครับ”
“เป็ความคิดที่ดีใช้ได้นะลิซ่า ฟางแห้ง่นี้ราคายังไม่แพงมาก มัดใหญ่แค่หนึ่งเหรียญทองแดงเท่านั้น พวกเราเอามาบุรอบกำแพงน่าจะช่วยได้มาก...” ซิสเตอร์แอนหยุดพูดเหมือนคิดอะไรได้บางอย่าง “...แล้วทำไมเราไม่บุผนังด้านในล่ะคิท? แบบนั้นน่าจะอุ่นกว่าไม่ใช่เหรอ”
“ข้าเกรงว่าน้อง ๆ บางคนจะแพ้ละอองฟางจนเกิดไข้ได้ อีกอย่างข้างในนี้มีเตาผิงอยู่ด้วย สะเก็ดไฟ...”
“...อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้”
ซิสเตอร์ลิซ่าต่อประโยคจนจบ ดวงตาแวววับเหมือนพบเด็กฉลาดประหนึ่งผู้ใหญ่มากประสบการณ์
“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนั้น พรุ่งนี้ข้าจะรีบเดินทางเข้าหมู่บ้านเพื่อติดต่อซื้อขายฟางแห้ง ข้าจะพาเจมส์ แอนนา และคิทไปด้วย ตกลงไหม?”
“ได้...” ซิสเตอร์ลิซ่าตอบสหายมั่นใจ “ส่วนเื่นั้น ข้าจะเริ่มเขียนจดหมายขอยืมศิลาเทพเ้าจากเมืองรัสเซลเอง”
‘เื่นั้น’ ที่ซิสเตอร์พูดออกมา คงเป็การตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าเทพผู้ให้พรกับเ้าหนูคนสำคัญของโบสถ์แห่งนี้คือเทพองค์ใด การขอหยิบยืมศิลาเทพเ้าสำหรับการตรวจสอบไม่ใช่เื่ยุ่งยากอะไร เพียงแค่ใช้เวลาเท่านั้น
ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามความประสงค์ของเด็กน้อยผู้เต็มไปด้วยเหตุผลน่าฟัง
ไม่มีใครเอะใจเลยว่า อำนาจตัดสินใจของโบสถ์แห่งนี้ถูกแบ่งไปอยู่ในมือของคิทอีกคนเป็ที่เรียบร้อยแล้ว