爱你 รักเจ้านิรันดร์

    ตอนที่ 33 วิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ย

    ค่ายซานตง

            องค์รัชทายาท องค์หญิงอี้อัน เสวี่ยซิง จางเหยา ทั้งสี่คนมองดูผืนหนังแผนที่เมืองหลวงเปี้ยนจิงที่ตรึงในกรอบไม้ขนาดใหญ่ กำลังครุ่นคิดคำว่า “ให้ส่งคนมาเพิ่มอีก”  นั่นแปลว่าจะมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเข้ามาเมืองหลวงแต่ไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน แต่พวกนั้นจะใช้เส้นทางใดเข้าเมืองหลวงกันแน่  ทางประตูเมืองคงไม่ได้แน่นอนเพราะมีทหารรักษาเมืองตรวจใบผ่านทางอย่างเข้มงวดยากที่จะเล็ดลอดเข้ามาได้  ดังนั้นหลายวันต่อมา ภายหลังเลิกจากกองฝึกซ้อมแล้ว นางพร้อมสามองครักษ์ลูกไก่ ออกตระเวนภายในกำแพงเมืองเปี้ยนจิง

            เสวี่ยซิง จางเหยา  ควบม้าตระเวนตรวจตราดูรอบนอกกำแพงเมืองด้านนอก แม้จะมีพื้นที่กว้างพียงใดบางแห่งเป็นกำแพง  บางแห่งเป็นเพียงลำธารกั้น  แต่ล้วนมีทหารประจำการอยู่

            องค์หญิงอี้อันแต่งกายเป็นเด็กสาวชาวบ้านและสามองครักษ์นั่งเกวียนเล็กเทียมม้านั่งกินขนมชมเมืองหลวง ทำทีเป็นมองหาบ้านเช่าเปิดทำกิจการค้า  ทั้งยังเข้าไปสำรวจบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ใกล้กำแพงเมือง  เข้าตามตรอกแคบ  บางแห่งเป็นที่นาของชาวบ้านแม่น้ำ  ติดเนินเขา  กระนั้นก็พบว่ามีกองทหารลาดตระเวนตลอดเวลา ทั้งมีหอคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ ถือว่าเข้มแข็งอยู่

            เช้านี้กลุ่มที่ออกไปสำรวจนอกและในกำแพงมายืนจ้องแผนผังเมือง องค์หญิง  แต้มจุดที่น่าสงสัยไว้ 2-3 จุด ทางด้านเสวี่ยซิง และจางเหยา ชี้จุดที่ผิดสังเกตมีเพียงแห่งเดียว เสวี่ยซิงกล่าว

            “พื้นที่นอกกำแพงเมือง หากไม่เป็นคลองขนาดใหญ่จะเป็นแนวเขาสูงหรือป่ารก  แต่จุดนี้น่าแปลกตรงที่นอกกำแพงกลับมีที่นาผืนเล็กๆ ไม่ได้ปลูกข้าวไว้  มีเพียงกระท่อมทรุดโทรมอยู่หนึ่งหลังแต่ไม่มีผู้ใดอาศัย

            “แปลกอย่างไรหรือท่านเสวี่ยซิง” องค์หญิงหันหน้าไปถามเขา พร้อมส่งยิ้มกว้างให้เขา   

    เสวี่ยซิงขมวดคิ้วเล็กน้อยครุ่นคิด    “หม่อมฉันรู้สึกว่าบ้านชาวนาร้างหลังนั้นไม่น่าที่คนจะอยู่ได้ ไม่มีบ่อน้ำ ไม่มีครัว ไม่มีร่องรอยเลี้ยงสัตว์ใดๆ เลย เป็นเพียงบ้านหลังเดียวที่ปลูกชิดกำแพงเมือง”

            “บ้านชาวนาหลังนั้นอยู่ทางทิศใดหรือ” องค์หญิงถาม

            “ราวทิศเหนือค่อนไปทางตะวันตกของเมือง” จางเหยากล่าวพร้อมกับชี้จุดที่ไปพบ และนั่นก็เป็นจุดหนึ่งที่องค์หญิงทำจุดเอาไว้ ซึ่งบนแผนผังมีเขียนเอาไว้แล้วว่า “ตำหนักจวิ้นอ๋อง” ทิศตะวันตก  ทุกคนไม่พูดอะไรต่อ ต่างส่งสายถึงกันคาดเดาได้ว่า ในละแวกนั้นเป็นจุดที่เสี่ยงภัยที่ให้คนร้ายอาจหลบหนีเข้าเมืองได้

     

    บ้านร้างนอกกำแพงเมือง

            หลังอาหารเที่ยง องค์หญิงอี้อัน เสวี่ยซิง และสามองครักษ์ควบม้าออกจากค่ายซานตง ไปยังจุดที่เสวี่ยซิงบอกว่าประหลาด เมื่อถึงบริเวณนั้น มันเป็นที่นาผืนเล็กจริงๆ บนพื้นมีแต่ฟางข้าวแห้ง ทั้งที่ฤดูกาลนี้ ข้าวต้องกำลังเติบโตสูงเท่าตัวคนแล้ว สุดผืนนาเป็นกำแพงเมือง มีบ้านชาวนาหลังเล็กดูสภาพเก่าทรุดโทรม  ทุกคนเดินสำรวจบ้านหลังนั้นพบว่าภายในมีเครื่องเรือนที่จำเป็นแก่การอยู่อาศัยมีเตียง  โต๊ะอาหาร  ตู้ แต่กลับไม่มีครัว ไม่มีแม้กระทั่งเศษอาหารใดๆ อยู่ภายในบ้าน  

    ฮุยชิว เดินเข้าไปดูเครื่องเรือนขมวดคิ้ว แล้วชี้ให้ทุกคนดู “องค์หญิงดูเก้าอี้ และเครื่องเรือนพวกนี้สิ ทำจากไม้เนื้อดีทั้งสิ้น  การประกอบล้วนใช้วิธีเข้าสลักต่อกันไม่ใช้ตะปูเลยสักดอก”

            “มันแปลกอย่างไรหรือ” มู่ไป๋ ถามสหาย   ฮุ่ยชิวพึมพัมเบาๆ  “เครื่องไม้เข้าสลักพวกนี้มีวิธีทำซับซ้อนทำได้ยากและใช้เวลานาน เป็นเครื่องเรือนของเศรษฐี หรือชนชั้นสูงใช้กันเพราะมีราคาแพง  ตัวบ้านทรุดโทรมยากจนแต่มีเครื่องเรือนไม้ชั้นดี ดูเหมือนจะขัดแย้งอย่างไรพิกล”         

            องค์หญิงอี้อันนิ่วหน้ามองสลักเครื่องเรือนเหล่านั้นนิ่งอยู่นาน  แล้วเดินเข้าไปสัมผัสเครื่องเรือนเหล่านั้น  เห็นว่าล้วนทำจากไม้คุณภาพดีอย่างที่ฮุ่ยชิวบอก  แต่เครื่องเรือนชั้นดีในกระท่อมยาจกย่อมแปลกแน่นอน  แต่แปลกอย่างไรต้องหาพิรุธให้พบ  แล้วนางเดินสำรวจภายในกระท่อมอย่างช้าๆ จากนั้นออกมานอกกระท่อม  เดินวนรอบกระท่อมแล้วเดินไปที่กำแพงเมือง นางใช้ปลายเท้าโดดขึ้นบนกำแพงเมืองอย่างรวดเร็ว  เสวี่ยซิงโดดตามขึ้นไป สามองครักษ์มองหน้ากัน  มองกำแพงเมืองที่สูงขนาดนั้น กลืนน้ำลายคนละอึก แล้วถอยหลัง 3 ก้าว จากนั้นใช้แรงพุ่งขึ้นแล้วไต่กำแพงขึ้นไปจนได้แบบทุลักทุเลกัน ....  

            ทุกคนได้เห็นภาพที่น่าประหลาดใจคือ อีกฝั่งของกำแพงเมือง กลับเป็นผืนนาขนาดเล็กเหมือนนอกกำแพงราวกับส่องกระจก ต่างกันที่บ้านชาวนาด้านนอกและด้านในอยู่เยื้องกันราว 10 เชี๊ยะ (3.3เมตร) กระท่อมชาวนาในกำแพง  มองเลยจากผืนนาไปกลายเป็นป่าแน่นทึบมองไม่เห็นบ้านเรือนสักหลัง  องค์หญิงและสามองครักษ์ประหลาดใจยิ่งนัก  ทุกคนจำได้ว่าทิศนี้  ด้านในกำแพงเมืองมันต้องเป็นกำแพงสูงของตำหนักจวิ้นอ๋องถึงจะถูกต้อง  ไม่ใช่ทุ่งนาหรือป่าทึบเช่นนี้

    เมื่อเห็นภาพชัดเจนแล้วทุกคนโดดลงมาอยู่ด้านนอกเมือง  พลันองค์หญิงนึกอะไรขึ้นมาได้เรื่องหนึ่งอุทาน  “หรือว่ามีผู้ใช้วิชา “ฉีเหมินตุ้นเจี่ยลวงตา”   เสวี่ยซิงถาม  “มันเป็นวิชาอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”      

            อี้อันตอบเขา  “วิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ยลวงตา  ผู้ใช้วิชานี้ จะใช้คาถากำกับ ทำให้ทุกคนที่มาพบจะได้เห็นแต่ภาพที่ผู้นั้นต้องการให้เห็น”  

            อี้อันอธิบายให้ทุกคนฟังเพิ่มเติม  “วิชาฉีเหมิน มีหลายแขนง  เป็นต้น ฉีเหมินเฟิงสุ่ย เป็นศาสตร์ว่าด้วยเรื่องมิติเวลา เรื่องฤดูกาลที่มีผลต่อทิศทางลม บ้านที่อยู่อาศัย  ให้ผู้อยู่อาศัยอยู่แล้วสุขสบาย แข็งแรงและเจริญ รุ่งเรือง  ส่วนวิชา ฉีเหมินตุ้นเจี่ย  ใช้วิธีดูดาวบนท้องฟ้า เอาเวลาถือกำเนิด อ้างชื่อเทพต่างๆ  มาใช้อ่านจังหวะชีวิต  ที่เราเรียกว่า การทำนายดวงชะตา  ใช้บอกเล่าภพอดีตเพื่อปรับปรุงแก้ไขชะตาปัจจุบันให้ดีขึ้น ....

            ...ยังมีการใช้วิชา ฉีเหมินตุ้นเจี่ยวางกลยุทธ์ ที่นำเอาความรู้วิชาโหรา ศาสตร์ มาเชื่อมโยงฟ้า ดิน ใช้ติดต่อดาวทั้ง 7 ดวง สำหรับวางแผนจัดทัพออกกลศึกสงคราม เช่นที่ จูกัดเหลียง (ขงเบ้ง)  เคยใช้วิชานี้ชนะศึกสงครามมาแล้ว 

            ...แต่หากเอาวิชา “ฉีเหมินตุ้นเจี่ย” แล้วใช้เวทย์มนต์คาถา ไปเชื่อม โยงฟ้าดิน คนผู้นั้นสามารถสร้างภาพลวงตา หรือใช้ภาพมายาหลอกลวงผู้คน หรืออาจใช้ภาพมายาทำร้ายฝ่ายตรงข้ามย่อมได้  คนที่ทำภาพลวงตานี้คาดว่า คงเรียนวิชาฉีเหมินขั้นสูงได้สำเร็จแล้ว  เสียดายนักข้าเองมิได้สนใจทำนายโชคชะตาจึงไม่ได้นำพาเรียนวิชา “ฉีเหมินตุ้นเจี่ย” อย่างจริงจัง”

            กล่าวมาถึงตรงนี้ทำให้นางนึกถึงเสด็จพี่รองอี้ฉือขึ้นมาทันที เขามีความชำนาญวิชานี้  น่าเสียดายยิ่งนักที่นางมิได้ใส่ใจศึกษาตั้งแต่แรก มาบัดนี้นางไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้  มิเช่นนั้นจะรู้ว่าคนผู้นั้นใช้วิชาลวงตานี้ทำเพื่อจุดประสงค์ใด

            .... หรือนี่ เราพบทางตันเสียแล้วสินะ คิดพลางสายตานางเหลือบไปมองบ้านชาวนาทรุดโทรมหลังนั้นเพ่งพินิจดู เอียงคอดูภาพนั้นอย่างจริงจัง   พลัน อี้อันคล้ายว่าได้ยินเสียงเสด็จพี่อี้จินแว่วผ่านสายลมมาจากทิศทางใดไม่อาจปรากฎได้   “แก้ไขไม่ได้ ก็ทำลายมันสิ”

            เพียงเท่านี้ อี้อันก็เกิดความกระจ่างขึ้นในสมอง  แสงในแววตาวาบขึ้น ....อา....  ขอบพระทัยเสด็จพี่อี้จิน ... เสด็จพี่สามของอี้อัน …..

            บัดดล มุมปากอี้อันพลันปรากฏยิ้มชั่วร้ายออกมา ..หึ.หึ .... ลูกตาแวววาวกรอกกลิ้ง  นางกวักมือเรียกเสวี่ยซิงเข้าไปหานาง  “ท่านเสวี่ยซิง  ข้ามีเรื่องให้ท่านช่วย  มีท่านคนเดียวที่ทำได้  สามคนนี้ทำไม่ได้ดีเท่าท่าน”  เห็นสีหน้าแววตาขององค์หญิงน่าจะมีความคิดพิสดารเกิดขึ้นกระมัง  แต่เสวี่ยซิงก็เดินเข้าไปตามที่นางเรียก  นางกระซิบเบามากข้างหูเขา  อีกทั้งยิ้มกว้างขวางจนมุมปากจะถึงใบหู  ครั้นบอกจบ เขาหันมองหน้านาง  แล้วเสวี่ยซิง ชี้ที่อกเขาเอง 

            “ข้าน่ะหรือ? องค์หญิงแน่ใจแล้วใช่ไหม?”

            “ใช่ ท่านเหมาะที่สุด”  นางยิ้มกว้าง ย้ำเสียงหนักแน่น นางยิ้มจนตาหยีเป็นเส้นตรง  

            เสวี่ยซิงตรงไปที่ม้าควบออกไปค่ายซานตง  ส่วนองค์หญิงอี้อัน  นางเดินไปลานโล่งยืนเล็งไปที่กระท่อมทรุดโทรมหลังนั้น หักกิ่งไม้แล้วไปปักที่ผืนดิน แล้วเดินถัดออกไปเล็งกระท่อม แล้วปักไม้  จากนั้นเดินถัดไปอีกมองตรงไปกระท่อม แล้วปักไม้  สั่งให้สามองครักษ์ลงมือขุดหลุมกว้าง ยาว  ลึก  3 เชี๊ยะ (1เมตร) ตรงตำแหน่งที่นางปักกิ่งไม้นั้น

            เวลาผ่านไปราว 1 ชั่วยาม ทั้ง 4 มองไปยังทิศทางที่เสียงม้าควบใกล้เข้ามา เสวี่ยซิงหิ้วตะกร้าใบใหญ่มา ภายในมีไก่ 3 ตัว สักครู่ใหญ่ได้ยินเสียงล้อเกวียนดังขึ้นเสียงคล้ายบรรทุกสิ่งของหนักๆ มาทั้งหมด 3 คัน องครักษ์ทั้งสามเห็นจำได้ว่า คือเหล่าเพื่อนทหารในค่ายซานตงนับสิบคนช่วยกันลากถังใบใหญ่เข้ามา ทุกคนล้วนมีใบหน้าเหยเกบิดเบี้ยวกัน  มีผ้าคาดปิดจมูก  ปิดปาก บางคนทำหน้าเหมือนจะอาเจียนราวกับไปโดนพิษร้ายแรงอะไรมา  มีเพียงเสวี่ยซิงที่เขายังดูดีหน่อยแค่เอามือปิดจมูก ความหล่อใสของเขาจึงยังอยู่ครบเต็มส่วน

            เมื่อเกวียนบรรทุกของหนักมาถึงจุดหมาย  นางให้เกวียนทั้ง 3 ไปประจำหลุม แล้วกล่าวกับทุกคนว่า  “รอสักครู่” ทำให้ทุกคนแทบจะร้องไห้ จะรออะไรอีกเล่า ราวกับว่านางได้ยินเสียงบ่นนั้น จึงตอบไปว่า “ข้ารอลมทิศใต้พัดมา  พวกเจ้าอยู่ตรงนั้นก่อน   มู่ไป๋ เฟยฉี ฮุ่ยชิว เจ้าจับไก่ไว้คนละตัวยืนข้างหลุม  เมื่อข้าสั่งให้เชือด พวกเจ้าเชือดคอมันทันทีให้เลือดหยดลงไปในหลุม”  

            ทุกคนรออยู่ครูใหญ่ครั้นรู้สึกได้ถึงลมพัดเบาๆ ปลายใบไม้ปลิวแกว่างไกว  นางจึงสั่งให้ทหารเทถังอุจจาระทั้งหมดลงในหลุมทันที  เหล่าทหารเทอุจจาระลงหลุมด้วยความซาบซึ้งในคำสั่งนี้  น้ำตาไหลพราก สะเทือนใจกับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้  เมื่ออุจจาระถูกเทจนหมดถัง  อี้อันจึงสั่งให้สามองครักษ์เชือดคอไก่ทันที แล้วเลือดสีแดงสดของไก่ไหลลงไปในหลุมราวกับเทน้ำก็ไม่ปาน  ไก่ในมือสามองครักษ์ดิ้นพราดๆ กระตุกเฮือกใหญ่แล้วแน่นิ่งไป นางให้ทั้งสามองครักษ์ส่งไก่ให้เหล่าทหารนำกลับค่ายไปทำอาหารเลี้ยงกัน

            เสวี่ยซิงมอง เหล่าทหารลากเกวียนที่รีบบรรทุกถังอุจจาระออกไปอย่างรวดเร็วราวกับจะหนีตาย  เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมคนที่ไปสั่งการเรื่องนี้กับหัวหน้าค่ายต้องเป็นเขาเท่านั้น หากเป็นเด็ก 3 คนนั้นไปสั่งการคงถูกหัวหน้าค่ายไล่ก่นด่ายับเยิน  เพราะมันเป็นภารกิจที่สะเทือนขวัญอย่างแสนสาหัสของทหารที่ถูกเกณฑ์มาขุดอุจจาระใส่ถังนั่นเอง

            ทั้ง 5 คนถอยออกมาไกลยืนมองที่หลุมเทอุจจาระ เมื่อมองดูให้ดีมันคือ รูปสามเหลี่ยมคล้ายหัวลูกธนู หัวธนูนี้ชี้ไปที่บ้านทรุดโทรมหลังนั้น ลมใต้ที่พัดมาเอื่อยๆ  แต่ยามนี้ดูเหมือนมันจะเริ่มพัดแรงขึ้น แรงขึ้น และพัดหมุนวนอยู่ภายในกลางสามเหลี่ยม นำเอาเศษหญ้า เศษดิน และกลิ่นเหม็นวนเวียนอยู่กลางสามเหลี่ยมอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งกลิ่นเน่าเหม็นและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่รอบบริเวณนั้น  ทั้ง 5 คนแม้ยืนนอกลมหมุนก็ยังถูกเศษใบไม้ กิ่งไม้ปลิวมาปะทะ  ลมนั้นคงพัดวนอย่างรุนแรงดั่งพายุหมุนอยู่พักใหญ่แล้วค่อยเคลื่อนช้าลงเรื่อยๆ จนสงบนิ่ง

            เวลาเดียวกันภาพผืนนาที่มีแต่ฟางข้าวแห้งๆ กลับค่อยๆ กลายเป็นภาพต้นวัชพืชสูงท่วมหัว  บ้านทรุดโทรมหลังนั้นเริ่มเลือนหายไปกับตาทั้ง 5 คน ราวกับว่าภาพต่างๆ ฝ้าฟางแล้วค่อยๆ กลับเริ่มมีอีกภาพแจ่มชัดขึ้นมา ตรงจุดที่เคยเป็นกระท่อมทรุดโทรมกลายเป็นเหมือนเป็นหลุมขนาดใหญ่มีแผ่นไม้ปิดอยู่คลุมด้วยเศษหญ้าแห้งกิ่งไม้แห้งพรางตา  สี่หนุ่มยืนตะลึงกับภาพตรงหน้า มีเพียงอี้อันที่มองการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างปกติ  ครั้นทั้งสี่หายจากอาการตกตะลึงได้สติแล้ว  เสวี่ยซิงตรงไปรื้อเศษหญ้าและแผ่นไม้นั้นออก จนเห็นปากหลุมชัดเจน   เขาหันไปสั่งสามองครักษ์   “พวกเจ้าอยู่ตรงนี้เฝ้าทางเข้าตรงนี้ไว้” แล้วเขาโดดลงไป  อี้อันเห็นดังนั้นโดดลงไปด้วย มู่ไป๋ อ้าปากท้วงจะโดดตามไป แต่เฟยฉีจับแขนเขาไว้เสียก่อน

            “ไม่เป็นไรหรอกพี่ไป๋ ท่านเสวี่ยซิงไปด้วย  องค์หญิงไม่มีอันตรายแน่นอน”  มู่ไป๋ไม่พูดอะไร แต่สีหน้าไม่สบายใจ

     

    ที่ว่าการกรมพิธีการ

            ขณะที่ด้านนอกกำแพงเมือง ลมพัดกลิ่นอุจจาระทำลายเวทมนตร์จากวิชาฉีเหมินตุ้นเจี่ย  ภาพลวงตาค่อยเลือนหายไป อยู่ๆ ขุนนางผกซื่ออี๋ ที่กำลังคัดลอกอักษรอยู่  กระอักเป็นเลือดสดๆ ออกมาสามกอง  เขาจึงรู้ทันทีว่าวิชาเขาถูกทำลายลงแล้ว  เพราะการใช้วิชาครั้งนี้เขาต้องเอาดวงชะตาของเขาเชื่อมโยงฟ้าดินจึงสร้างภาพลวงตานี้ขึ้นมาได้  เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติใดๆ กับมนต์ที่สร้างไว้มันจะสะท้อนกลับมา  ทำให้ผู้สร้างมนต์รับรู้ได้ทันที แต่เขาไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงกระอักเลือดออกมารุนแรงปานนั้น ทั้งแน่นหน้าอกราวกับถูกทุบอย่างแรง  แล้วเขาล้มคว่ำลงไม่อาจลุกขึ้นแม้แต่ผงกศีรษะขึ้นก็ไม่อาจทำได้  

            เพื่อนร่วมงานเห็นเขากระอักเลือดออกมา ต่างตื่นตกใจวิ่งเข้ามาประคองเขา บ้างร้องเรียกชื่อเขา เพื่อให้เขารู้สึกตัว  แต่ขุนนางผกซื่ออี๋ไม่ตื่น สุดท้ายเพื่อนๆ ในกรมพิธีการจึงรีบพาเขาไปโรงหมอที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อนบางคนวิ่งไปตามเสนาบดีหลินเฉา เจ้ากรมพิธีการ  เสนาบดีเจิ้งชิง รองเจ้ากรมอาญา ที่ยังคงทำงานอยู่  ทั้งสองต่างตื่นตกใจวิ่งเข้ามาดูอาการ  ยามนี้ ผกซื่ออี๋ หมดสติไปแล้ว

     

    นอกกำแพงเมืองหลวงเปี้ยนจิง

            เสวี่ยซิง เดินนำหน้า  องค์หญิงอี้อันเดินตามไป ด้านล่างเป็นหลุมลึกจากพื้น 6 เชี๊ยะ(2เมตร) ถูกขุดเป็นเส้นทางเดินกว้างขนาดที่ยกแขนสองข้างแตะกำแพงได้ สูงขนาดที่เขาเดินได้ไม่ต้องก้มหรือย่อตัว เส้นทางมืดสนิท เสวี่ยซิง หยิบตะบันไต้ไฟขึ้นมาเป่าให้เกิดประกายไฟส่องแสงนำทาง  สองคนพากันเดินไปเรื่อยๆ เพียงอึดใจเดียวสองคนเดินผ่านออกจากเตาไฟในเรือนเก่าเล็กๆ หลังหนึ่ง  ภายในเรือนมีเครื่องเรือนไม่มากแต่สะอาดสะอ้านมีการปัดกวาดเช็ดถูอย่างดี  ที่สำคัญเป็นเครื่องเรือนไม้เนื้อดีเข้าสลักเหมือนกับที่เห็นในกระท่อมด้านนอกกำแพงไม่มีผิด บนโต๊ะมีกาน้ำร้อนและถ้วยวางคว่ำไว้แสดงว่าเรือนนี้มีผู้อยู่อาศัย  แต่ขณะนี้ไม่มีใครอยู่ในเรือน  ทั้งสองค่อยๆ เดินออกมานอกเรือนนั้น  อาศัยมุมบ้านและพุ่มไม้อำพรางตัว  ทั้งสองเห็นชายหญิงมากมาย แต่งกายแบบคนรับใช้กำลังวิ่งวุ่นทำความสะอาดเรือนหลังใหญ่  ได้ยินเสียงสั่งการให้ทุกคนรีบเร่งมือทำงานให้เสร็จก่อนค่ำ

            จากหลังพุ่มไม้ เสวี่ยซิงมองไปไกลๆ เขาเห็นชายผู้หนึ่งแต่งกายด้วยแพรพรรณเนื้อดี  รูปร่างชายผู้นั้นดูคุ้นสายตายิ่งนัก ข้างๆ ชายผู้นั้น มีสตรีวัยเยาว์นางหนึ่ง  อี้อันมองตามสายตาเสวี่ยซิงไป จึงเห็นด้านหลังของชายผู้นั้นดูคุ้นสายตายิ่งนัก  ขณะที่ชายผู้นั้นตรวจการทำงานอยู่และหันด้านข้างมา นางเบิกตากว้างแล้วรีบดึงเสวี่ยซิงก้มลงนั่งหลังพุ่มไม้

            “เสด็จอา จวิ้นอ๋อง!!”

     

    ท่าเรือเมืองเจียงหนิง แดนบูรพาแห่งต้าซ่ง

            เมืองเจียงหนิงเป็นเมืองด่านชายแดนฝั่งตะวันออกและยังเป็นเมืองท่าสำคัญ ที่มีท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ เป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าเรือเดินทะเลของต้าซ่ง  ท่าเรือแห่งนี้เป็นของราชสำนักที่นายอำเภอเมืองเจียงหนิงทุกคนเป็นผู้ดูแลแทน  ทำหน้าที่เก็บค่าธรรมเนียมระวางเรือสินค้าส่งให้ราชสำนัก  ต่อมาเมื่อ 10 ปีก่อนมีเศรษฐีคนหนึ่งแซ่จ้าว ได้สร้างท่าเรือขนาดกลางขึ้นมา โดยได้รับการสนับสนุนของแม่ทัพรักษาด่านตะวันออกนาม “หม่าโหยว”  ท่าเรือแห่งใหม่อยู่นอกเมืองเจียงหนิง  ห่างจากท่าเรือของทางการออกไปราว 20 หลี่(10 กม.) ระยะแรกมีเรือขนาดกลางและขนาดเล็กมาจอดเทียบท่าบ้าง  เพราะในแต่ละวัน ท่าเรือใหญ่ของทางการมีเรือสินค้าจำนวนมากรอเข้าเทียบท่า  กว่าเจ้าหน้าที่ของทางการจะตรวจสอบและวัดขนาดสินค้าเสร็จ  ทำให้เสียเวลารอตรวจเป็นเวลานาน บางลำรอข้ามวันก็มี

            แรกๆ ถือว่าท่าเรือตระกูลจ้าวมาช่วยแบ่งเบาภาระของทางการ แต่นานวันเข้าเรือที่เคยเข้าเทียบท่าของทางการกลับลดลงเรื่อยๆ  แต่ไปเทียบท่าเรือตระกูลจ้าวมากขึ้น  ทำให้การเก็บค่าธรรมเนียมเรือ และภาษีรายได้ที่ต้องส่งเมืองหลวงลดลง  และมีเหตุบางประการที่ราชสำนักต้องส่งผู้แทนราชสำนักไปตรวจ  เพราะทางอำเภอได้รับแจ้งว่า  มีผู้คนเคยเห็นมีเรือสินค้าหน้าตาแปลกๆ มาแอบเทียบท่าเรือตระกูลจ้าวในยามวิกาล   อีกทั้งมีเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายลูกเรือสินค้าบ่อยๆ  แต่นายอำเภอไม่สามารถตรวจสอบหาหลักฐานอะไรได้มีเพียงคดีชาวบ้านวิวาททำร้ายร่างกายบาดเจ็บเล็กน้อยกันเท่านั้น  สุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็เงียบไป  ตัวแทนราชสำนักก็กลับไป

            นายอำเภอเจียงหนิงชื่อ เซียวหย่งหนาน อายุ 49 ปี เคราและผมเริ่มมีสีขาวแซม เขาเป็นขุนนางขั้น 5 ของราชสำนักมารับตำแหน่งได้ 4 ปีแล้ว แม้เป็นขุนนางที่ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา จัดทำบัญชีเป็นระเบียบเรียบร้อย  แต่ขาดความเฉลียวและนิสัยอ่อนแอ  รายงานที่ส่งให้ราชสำนักแจ้งผลที่จัดเก็บภาษีรายได้ลดลงทุกปีเขียนว่า  มีสาเหตุจากเรือสินค้าเข้าเทียบท่าลดลง  แต่ไปลงท่าเรือของตระกูลจ้าวเพิ่มขึ้น  ถึงแม้ท่าเรือตระกูลเจ้าจะจ่ายภาษีท่าเรือให้ทางการ แต่ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้ทางการนั้นเทียบไม่ได้กับรายได้เก็บค่าระวางเรือสินค้าที่สูญเสียไป

     

    เรือนรับรองขุนนางเมืองเจียงหนิง

            4 เดือนก่อน ฝ่าบาทส่ง จางหาน รองผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ  มาติดตามการทำงานของนายอำเภอเจียงหนิง และของเจ้าหน้าที่ท่าเรือของทางการ พร้อมกับถือโอกาสตรวจเยี่ยมกองทัพด่านชายแดนตะวันออกแทนราชสำนักด้วย  เขาเดินทางมาพร้อมผู้ช่วยหนุ่ม 2 คน คนหนึ่งออกไปทำงานพร้อมกับเขาชื่อ จางเทียน อีกคนหนึ่งเร้นกายอยู่เงียบๆ โดยที่ไม่มีใครทราบ

            จางหาน เป็นบุตรชายคนโตของ จางซื่อเจิน ผู้บัญชาการหน่วยตรวจการ เป็นพี่ชายของ จางเหยา แม้ว่าเขาจะอายุ 26 ปีแล้วแต่ยังไม่แต่งงาน  เขามุ่งมั่นทำงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่สนใจสตรีนางใดเป็นพิเศษเลย สร้างความกังวลให้กับบิดาแต่จางซื่อเจินกลับมิได้แสดงท่าทีเร่งรัดบุตรชายคงปล่อยให้เขาออกไปทำงานไกลๆ อย่างอิสระ  ด้วยเหตุนี้เมื่อบิดาทราบว่า  จางเหยาบุตรชายคนเล็กให้ความสนใจสตรีนางหนึ่งเป็นธิดาขุนนางขั้น 7 ฐานะธรรมดา แต่ขุนนางผู้นี้มีความซื่อตรง นิสัยมัถยัสต์คนหนึ่งในกรมอาญา จางซื่อเจิน สนับสนุนแกมบังคับให้จางเหยาแต่งงานทันที ทั้งที่ตอนนั้นเขาอายุเพียง 16 ปี ยามนั้น จางเหยา โวยวายไม่ยอมแต่งงาน อ้างว่ากำลังเตรียมสอบเคอจวี่  บังคับอย่างไรก็ยืนยันว่าไม่ยอมถูกบังคับให้แต่งงาน  

            สุดท้ายแล้ว จางซื่อเจิน  ผู้บิดาก็ได้อุ้มหลานชายคนแรกจากจางเหยาสมใจ แล้วปล่อยให้ จางหาน โลดแล่นออกไปตรวจการตามเมืองต่างๆ  ไม่ถามบุตรชายคนนี้ว่า “เมื่อไหร่จะแต่งงาน” อีกเลย

            การมาตรวจการอำเภอเจียงหนิงนี้ เขายังได้รับมอบหมายภารกิจลับบางอย่างอีก  ไม่เพียงตรวจสอบสาเหตุที่การจัดเก็บภาษีรายได้ลดลง  แต่ตรวจสอบผู้แอบลักลอบนำคนเผ่าหนี่ว์เจินเข้าเมือง  และตรวจสอบที่มาของนักฆ่าชุดดำที่ก่อคดีสำคัญในเมืองหลวง ซึ่งคาดว่าอาจมีที่มาเดียวกัน 

            จางหาน  มีใบหน้าคล้ายคลึงกับจางเหยาอยู่ 2 ส่วนหากแต่ว่าใบหน้าเขาคมเข้มกว่า จมูกโด่งเป็นสัน  ริมฝีปากบาง  รูปร่างสูงโปร่งกว่าน้องชาย  จางหานและน้องชายศึกษาวิชาอักษรศาสตร์และวิชายุทธ์คู่กันตั้งแต่วัยเยาว์  แต่จางเหยาผู้เป็นน้องชายสนใจวิชาทวนเป็นพิเศษจึงมักไปจวนตระกูลหยาง ฝึกวิชาทวนกับ หยางเหยียนเจา บุตรชายอดีตแม่ทัพหยางเย่และกับบรรดาพี่สะใภ้ 

            จางหาน ผู้เป็นพี่ชายนอกจากนี้ยังมีจางเทียน และจางเฉิง ผู้เป็นพี่ชาย สองเด็กกำพร้าที่บิดาเขารับอุปการะ  สองพี่น้องอายุใกล้เคียงกับจางหาน จึงเป็นคู่ฝึกซ้อมวิชายุทธ์ที่ดี  จางหานเป็นคนนิ่ง ไม่ค่อยพูดคุยเล่นกับใครเหมือนกับจางเหยา แต่ทว่าฝีปากไร้น้ำใจกลับใกล้เคียงกับจางเหยา ... แปลว่า  เขาปากร้ายพอๆ กับน้องชาย แต่ใครจะร้ายกว่า ระหว่างจางหาน กับ จางเหยา คิดถึงตรงนี้แล้ว  จางหาน หัวเราะ หึ หึ กับตนเองอย่างลำพอง 

            ครั้นต่อมาจางหาน และสองพี่น้องเด็กในอุปการะของบิดา เดินทางไปฝึกวิชายุทธ์ยังสำนักดาบแห่งหนึ่งที่บนเขาไท่ซื่อ ภูเขาสูงลูกหนึ่งในเทือกเขาซางซาน  ฝึกฝนวิชายุทธ์อยู่ 4 ปี จนเชี่ยวชาญ จางหานจึงกลับลงมาสอบเคอจวี่ เข้ารับราชการในราชสำนัก 

            จางหานเป็นคนละเอียดรอบคอบ พูดน้อย ไม่กลัวผิดใจกับขุนนางคนใดเช่นเดียวกับบิดา จึงเป็นที่ไว้วางพระทัยของฝ่าบาท  ทรงมอบหมายให้ตรวจสอบขุนนางในพื้นที่เสมอ   จางหานพร้อมสองสหายจะออกไปทำงานตามเมืองต่างๆ  ผลการทำงานล้วนประสบความสำเร็จทุกครั้ง  จางหานจึงก้าวหน้าในราชการ  อายุเพียง 26 ปีเขาเป็นถึงขุนนางขั้น 4 ของราชสำนักต้าซ่ง

            ภายในเรือนรับรองขุนนางอำเภอเจียงหนิง  ค่ำนี้เขากำลังเขียนข้อความสั้นๆ ส่งไปยังหน่วยตรวจการนครเปี้ยนจิง   “จับชาวหนี่ว์เจินลอบเข้าเมืองมาทางเรือได้ 50 คน”

            บนโต๊ะมีกองสมุดบันทึกคดีย้อนหลังไป 1 ปี ที่ส่งมาจากที่ว่าการอำเภอเจียงหนิง  เขามองดูเอกสารทีละคดีที่เกิดขึ้น พบว่าล้วนเกิดขึ้นแถวท่าเรือของทางการมีกว่า 200 คดี ถึงจะเป็นเรื่องทะเลาะวิวาท ต่อยตี ทำร้ายร่างกาย ไม่ถึงกับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต  แต่คดีทั้งหมดระบุว่าผู้ถูกทำร้ายล้วนเป็นคนงานของเรือสินค้าทั้งสิ้น  คนร้ายที่ถูกจับได้และถูกลงโทษมีเพียง 3 รายเท่านั้น การวิวาทเริ่มจากคนในท้องถิ่นที่มารับจ้างแบกหามสินค้าแถวท่าเรือของทางการ   คนพวกนั้นไม่พอใจลูกเรือที่มากับเรือสินค้าที่มาเทียบท่า พูดจาเสียดสีกันจนมีปากเสียงและเกิดการทะเลาะชกต่อยกันในที่สุด

            ครั้นเขาไปออกไปสอบถามพ่อค้าเรือสินค้าถึงเหตุที่นำเรือมาจอดเทียบท่าตระกูลจ้าว  ล้วนให้คำตอบเดียวกันว่า พวกเขาเบื่อหน่ายท่าเรือของทางการ  เพราะทุกครั้งที่ไปจอดเรือสินค้าเทียบท่าเรือของทางการ  ลูกน้องเขามักถูกลอบทำร้ายร่างกายเสมอ  แม้ทางการจะสัญญาว่าจะดูแลพวกเขาเป็นพิเศษ  แต่กลับจับคนร้ายไม่ได้สักราย  การมาจอดท่าเรือตระกูลจ้าวที่ห่างจากตัวเมืองแม้จะทำให้มีค่าใช้จ่ายขนส่งสินค้าเข้าเมืองเพิ่มขึ้น  แต่เจ้าของเรือสินค้าต่างบอกว่ายินดีจ่ายเพิ่ม  เพื่อตัดปัญหาลูกน้องของตนถูกทำร้ายนั่นเอง  

            ส่วนพ่อค้าเรือลำอื่นๆ  ถ้าเห็นว่าท่าเรือตระกูลจ้าวเริ่มแออัด  เมื่อคำนวณดูแล้วว่าหากขนถ่ายสินค้าเสร็จภายในวันเดียว พวกเขาจึงจะลงเทียบท่าเรือของทางการ  รีบขนถ่ายสินค้าแล้วเดินทางกลับทันที 

            แม้จะคาดเดาได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของท่าเรือของราชสำนัก  แต่นายอำเภอเซียวหย่งหนาน  กลับตามจับคนร้ายกลุ่มนี้ไม่ได้  มีบางคราที่พลัดหลงจับคนร้ายได้  สุดท้ายพยานก็กลับจำหน้าคนร้ายไม่ได้ขึ้นมา  ครั้นเมื่อเขาออกตามสืบเองก็กลับได้พบเบาะแสเพิ่มว่า  ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์บางคนจำได้ว่าคนร้ายที่ทุบตีลูกจ้างเรือสินค้า  มีคนหนึ่งใบหน้าคล้ายทหารนายหนึ่งในด่านตงเหมิน!!

     

    ด่านตงเหมิน ด่านรักษาชายแดนตะวันออก 

            ระหว่างตรวจการที่เมืองเจียงหนิง ครั้งหนึ่งจางหานเคยถือโอกาสแวะไปเยี่ยมชมด่านตงเหมิน ด่านชายแดนตะวันออก 1 ครั้ง ด่านแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองไป 20 หลี่  ตั้งอยู่บนเนินสูงริมทะเลมองจากหอคอยด่านสามารถมองเห็นผืนทะเลกว้างสุดสายตา เมื่อเขาควบม้าไปพร้อม จางเทียน ลูกน้องคนสนิท เดินทางมาถึงนอกประตูด่าน  เขาลงเดินสำรวจสภาพรอบด่านตงเหมิน  พบว่ากำแพงมีสภาพแข็งแรงสามารถต้านข้าศึกได้ดี  แสดงให้เห็นว่าแม่ทัพค่ายให้ความเอาใจใส่ทำนุบำรุงค่ายเป็นอย่างดี

            จางหาน ยืนตรงหน้าผานอกด่านตงเหมิน ลงที่ไปทะเลด้านหน้าซ้ายมือเขาเห็นท่าเรือทั้งสองแห่ง  ท่าเรือแรกมีเรือสินค้าจอดเทียบท่าไม่กี่ลำนั่นคือท่าเรือของทางการ  ส่วนท่าเรืออีกแห่งบัดนี้ขยายจนมีขนาดกว้างใหญ่ขึ้นว่าของทางการ 2 เท่า มีเรือสินค้าจำนวนมากมายรอเข้าเทียบท่า  ในท้องทะเลยังมีเรือขนาดใหญ่หลายลำกำลังมุ่งมายังเมืองเจียงหนิง  หลังจากดูสภาพโดยรอบของท่าเรือทั้งสองแห่งเ จางหานและคู่หูขึ้นควบม้ามาถึงหน้าประตูด่านตงเหมิน

            แม่ทัพหม่าโหยว  แม่ทัพรักษาเมืองออกมาต้อนรับเขาอย่างมีมิตรไมตรียิ่ง พาจางหานเดินสำรวจภายในค่ายดูการฝึกซ้อม และความเป็นอยู่ของทหารในค่าย  ตรวจสอบดูเสบียง อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ล้วนตรงตามบัญชีทั้งสิ้น  เขาสังเกตถึงหมึกที่เขียนรายการบัญชีเป็นไปตามวันเวลาที่บันทึก บันทึกเวลาล่าสุดหมึกดูเข้มใหม่ เขาพยายามตรวจสอบซักถามรั้งเวลาอยู่จนค่ำ 

            แม่ทัพหม่าโหยว เชื้อเชิญให้เขาพักค้างแรมอยู่ที่ค่าย 1 คืน มื้อค่ำที่แม่ทัพหม่าจัดเลี้ยงรับรอง ผู้ตรวจการราชสำนัก จางหาน หน้าเรือนแม่ทัพ มีรองแม่ทัพด่านถังจื้อมาร่วมงานเลี้ยง อาหารที่เลี้ยงเป็นผัก และปลาและสัตว์ทะเล  มีสุราพื้นเมืองเลี้ยงรับรอง  จนเข้ายามไฮ่(21.00 น.) งานเลี้ยงจึงเลิกรา ต่างแยกย้ายกันพักผ่อน 

            เช้ารุ่งขึ้นจางหานและจางเทียน เดินทางออกจากด่านตงเหมิน กลับมาถึงเรือนพักรับรองในเมืองเจียงหนิง  วันต่อมา จางหานได้รับรายงานจากสายลับว่า คนร้ายที่ทุบตีทำร้ายลูกเรือบรรทุกสินค้า 7 คนยังอยู่ในด่านตงเหมิน

            เขาเขียนข้อความเรื่องการจับชาวหนี่ว์เจินที่ลอบเข้าเมืองมาทางเรือลงในกระดาษแผ่นเล็ก จางเทียนลูกน้องคนสนิทเข้ามารายงาน “คุณชายใหญ่ขอรับ อาเฉิงมาขอรับ”  จางหานพยักหน้าแล้วยื่นแผ่นกระดาษส่งให้จางเทียน เขารับแล้วออกไปเรียกจางเฉิงเข้ามา

            ชายผู้นั้นก้าวเข้ามาทำความเคารพจางหาน แล้วกล่าว  “คุณชายใหญ่ขอรับ ทางเมืองหลวง คุณชายรองส่งข่าวมาว่า คนชุดดำสารภาพความจริงแล้วว่า จวนจวิ้นอ๋องอำเภอเจียงหนิง เป็นค่ายฝึกนักฆ่า มีทั้งคนภาคกลางและเผ่าหนี่ว์เจินที่ลักลอบเข้าเมืองหลวงไปสังหารคน มีข่าวเพิ่มเติมอีกว่า ดักจับจดหมายลับได้ มีเพียงข้อความว่า “เหยื่อรู้ตัวแล้ว ให้หยุดเคลื่อนไหว  เร่งส่งคนมาเพิ่ม” ทางเมืองหลวงตีความเรื่องให้ส่งคนมาเพิ่มได้แล้ว และกำลังเตรียมกำลังคอยรับมือคนร้ายกลุ่มนี้อยู่  ส่วนคำสั่งให้หยุดเคลื่อนไหว ทางเมืองหลวงตีความยังไม่ได้ขอรับ”

            จางหานพยักหน้ารับทราบ  คิดอยู่สักครู่แล้วกล่าวเบาๆ ว่า  “ให้หยุดเคลื่อนไหว  ... หรืออาจจะยังไม่ให้นำคนนอกด่านขึ้นฝั่งชั่วคราวกระมัง”

    “อาเทียน วันนี้สอบสวนคนหนี่ว์เจินได้ความว่าอย่างไรบ้าง” 

            “ข้าน้อยสอบคนหนี่ว์เจินในคุกแล้ว พบว่าคนพวกนี้เป็นคนยากจนมากับเรือสินค้าที่มีชาวฮั่นเป็นเจ้าของเรือ  รับพวกเขามาจากตอนใต้ของแคว้นเหลียว พวกเขาไม่มีวิชายุทธ์ ดูเหมือนถูกบังคับให้ลงเรือและไม่รู้ว่าต้องมาทำงานอะไรที่นี่ด้วย ขอรับ”

            “จับตัวเจ้าของเรือได้หรือไม่” จางหานถาม “นายอำเภอแจ้งว่า มือปราบยังตามจับไม่ได้  พ่อค้าพวกนี้มีคนแอบช่วยเหลือขอรับ”  จางหานถอนหายใจกับความไม่เอาไหนของเจ้าเมืองคนนี้   ก่อนเอ่ยปากถาม  “อาเฉิง ทหารจากราชสำนักจะมาถึงเมื่อใด”

            “ท่านผู้บัญชาการแจ้งว่า องครักษ์เมืองหลวงได้เร่งเดินทางมา 4 วันแล้วคาดว่าจะถึงเจียงหนิงกลางยามชวี (20.00น.) คืนนี้ขอรับ” 

     

    ที่ว่าการอำเภอเจียงหนิง

            ยามชื่อ (09.00น.) วันนี้ จางหาน แต่งเครื่องแบบขุนนางขั้น 4 เดินเข้าไปในที่ว่าการอำเภอเจียงหนิง พร้อมกับ จางเทียน คนสนิท นายอำเภอเซียวหย่งหนาน พร้อมเลขานุการ เจ้าหน้าที่อำเภอและมือปราบ อีก 3 คน ออกมาต้อนรับ  “ข้าน้อยไม่ทราบว่าท่านผู้ตรวจการจะมาเวลานี้  เลยไม่ได้ออกไปต้อนรับ เสียมารยาทแล้ว”  นายอำเภอโค้งคำนับขอโทษ แต่จางหานไม่สนใจ เขาเดินไปนั่งลงเก้าอี้รับแขก ใบหน้าเรียบเฉยแล้วกล่าวว่ากับนายอำเภอเซียวว่า “ท่านนายอำเภอ มีคำสั่งเรียกมือปราบพร้อมอาวุธมาให้ข้า 100 คน ในเวลานี้ ทันที”

            นายอำเภอตะลึงกับคำสั่งนี้ ยืนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูก เลขานุการต้องรีบเข้ามาประคอง จางหานเห็นว่าสติของนายอำเภอหายไปเสียแล้ว เขาจึงย้ำคำสั่งอีกครั้งด้วยสีหน้าเรียบเฉย  “ไปเรียกมือปราบ 100 คนมารายงานตัวที่นี่ เวลานี้”  ครั้งนี้ได้ผลนายอำเภอลนลานสั่งให้เจ้าหน้าที่ของอำเภอออกไปสั่งการระดมมือปราบทั้งหมดในอำเภอเจียงหนิงให้มาที่ว่าการอำเภอทันที

            “ท่านนายอำเภอและท่านเลขา เชิญนั่งเป็นเพื่อนข้าตรงนี้ก่อน” แล้วจางหานก็นั่งไขว่ห้างจิบน้ำชาช้าๆ ไม่สนใจอาการตระหนกของนาย อำเภอและเลขานุการ จนเวลาล่วงไป 1 เค่อ มีมือปราบของอำเภอเร่งรีบมายืนตั้งแถวเบื้องหน้าผู้ตรวจการจางหาน  “ครบ 100 คนแล้วใช่ไหม”

            “ขอรับท่านผู้ตรวจการ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของที่ว่าการอำเภอตอบ  “ดี ไปกันได้แล้ว” ว่าแล้ว ผู้ตรวจการจางหานลุกขึ้น แล้วหันมาทางนายอำเภอเซียวและเลขานุการ “ท่านทั้งสองก็ไปกับข้าด้วย”