“องค์หญิงมีกิจใดสั่งเพิ่มเชิญกล่าว”
“ข้าเรียกท่านว่า ... ลู่เอินได้มั้ย?”
“แล้วแต่องค์หญิงจะโปรด ...กระหม่อมขอนำภาพนี้กลับไปตรวจสอบ ไว้อีก 2วันจะมาส่งมอบให้”
“งั้นข้าไม่รบกวนท่านแม่ทัพ...เอ่อ...ลู่เอิน..”
ทั้งคู่ล่ำลากัน
จากนั้นลู่เอินเข้าเฝ่ากราบทูลลา
ฝ่าากล่างกับองค์หญิง
“ฮุ่ยหลิง เซียวลู่เอินเป็เช่นไร?”
“ไม่กระด้างอย่างที่ใครๆติฉินนินทาเพคะเสด็จพ่อ
“แล้ว....เ้าชอบมั้ย?”
“เสด็จพ่อก็.... ...ทรงตรัสอะไรก็ไม่รู้ ลูกไม่รู้ด้วยแล้ว”
“ฮ่าๆ ดูสิเขินอายใหญ่ พ่อจะจัดงาน พระราชทานสมรสให้พวกเ้าดีมั้ย?”
“เื่แบบนี้ต้องดูกันไปก่อนเพคะ ชีวิตลูกทั้งชีวิตนะเพคะเสด็จพ่อ”
“ฮ่ะๆ ดูเ้าถูกใจเขานะ”
“ปกติท่านพ่อหวงลูกยิ่งกว่าอะไร เหตุไฉนวันนนี้ยินยอมยกลูกให้ผู้อื่นอย่างง่ายดายเพคะ”
“ดู..ดูสิ ฮ่ะๆ ดูเถียงเข้า ... มาๆมาเล่นหมากเป็เพื่อนพ่อสักตา”
“เพคะ”
...............
ลู่เอินออกจากวังมาก็พบลู่ฉี
ลู่ฉีรายงานเื่ที่หนิงเอ๋อคาดคำนวณ
“ข้าเองก็คิดไว้อยู่แล้ว แต่นี่ก็เท่ากับว่านางมีความสามารถไม่น้อย”
“ครับ แล้วคุณชายจะเอายังไงต่อ?”
ลู่ฉีถามจบ เขามองภาพวาดในมือ
“.........”
................
ลู่เอินนั่งรถเทียมม้ากลับมาถึง เมื่อเดินเข้าประตูหมู่ตึกสกุลเซียวก็พบเห็นหนิงเอ๋อนั่งคุดคู้อยู่ที่พื้นบันไดเตี้ยหน้าเรือนรับแขกหลังแรกสุด
“ห๊า.. คุณชายกลับมาแล้ว”
“เ้านั่งรอข้าเหรอ?”
“ข้าเป็ห่วงคุณชาย”
“หึห่วงตำแหน่งเมียข้าจะหลดลอยไปเหรอไง?”
“คุณชายพูดแบบนี้ได้ไง ฮึคนอุตส่าห์เป็ห่วงนะคะ”
ลู่ฉียิ้มออกมา
“คุณชายหยอกเ้าเล่นหรอกน่าเซี่ยวเอ๋อ”
“หื้อ~...พวกท่านก็ดีแต่รังแกข้า แทนที่จะถามว่าข้าอยู่นี่อยู่ได้มั้ย โดนใครรังแกบ้าง”
“เ้ามีวรุยุทธ์แถมมีความคิดอ่านขนาดนี้ พวกนางจะถูกเ้ารังแกสิไม่ว่า”
ลู่เอินยิ้มมุมปากขึ้นมานิดนึง
นางชี้นิ้วกล่าว
“นั่นแน่ คุณชายยิ้มด้วย ฮ่ะๆ”
“ฮึ.....อ่อ ... ท่านแม่ล่ะกลับมารึยัง?”
“ยังเลยค่ะ คุณชายหิวมั้ย?”
“ทำไมถึงถามแบบนี้?”
“เข้าวังไปตั้งนาน น่าจะหิว งั้นข้าไปเตรียม....”
“ไม่ต้อง”
“หุย...ก็ได้ค่ะ”
“ข้าหิว”
“อ้าวแล้ว ทำไมไม่ไปนั่งในบ้าน ข้าจะ...”
“ไม่ต้อง”
“เอ๊ะ...คุณชายนี่ยังไง โกรธอะไรข้าอีกล่ะคะ?”
“เ้ามานครหลวง หัดเปิดหูเปิดตา ยังมีสถานที่ที่เ้าต้องทำความคุ้นเคยอีกมากด้วย”
“คุณชายจะพาข้าไปไหนคะ?”
“หาอะไรกินกันข้างนอก”
................
หนิงเอ๋อมองนครหลวงที่มีสิ่งปลูกสร้างสวยงามบ้านเรือนมีการประดับตกแต่งแกะลายต่างๆ นาๆ ตัวอาคาร สะพานระเบียงมีการออกแบบเชื่อมต่อกันข้ามไปมาเป็ซุ้มดูสวยงาม บนร้านบางสถานก็มีผู้คนนั่งดื่มกินบรรเลงเพลงบ้างก็เขียนบทกลอนกวีต่างๆ แล้วทอดสายตาชมทิวทัศน์ไปยังตึรามบ้านช่องหอหับต่างๆทั้งยังมองลงมาชมูผู้คนและร้านรวงที่ขายของสารพัดอย่าง
ที่นี่คล้ายไม่เสียงแม้เพียงสักวัน
“ที่นี่ครึกครื้นจนเย็นเลยรึเปล่าคะคุณชาย?”
“จนหลังยามหนึ่งนู่นจากนั้นก็จะเริ่มเบาบางจน เงียบสงบหมดจริงๆ ก็หลังยามสองเป็ต้นไป”
“ห๊า.. ดึกขนาดนั้นเชียวที่บ้านเดิมข้านี่ ไม่สิ ขนาดที่ชีจิ๋วของท่านนี่ยังหลับกันก่อนหมดยามสองอีก”
“ที่ลกเอี๋ยงเอกก็คล้ายๆกันอยู่บ้าง”
“จริงเหรอคะ”
“หลังมื้อเย็น ข้าจะพาเ้าออกมาอีก”
“ฮิ..คุณชายใจดีจัง”
“วันหน้าเ้าอาจต้องทำงานหรือภารกิจในเมืองอีกมากหลาย ภายใน 3 เดือนถนนสายหลักร้านรวงเ้าต้องรู้หมดและภายใน 5 เดือน จะต้องรู้ตรอกซอกซอยเล็กๆ ทางลัดจ่างๆรวมไปถึงร้านค้ากิจการที่ซุกซ่อนอย่างลับๆ”
“ฟังดูยุ่งยากแต่ก็น่าสนุก ฮ่ะๆคุณชายดูนี่สิ มีทั้งหงส์ทั้งกระเรียนสีสวยจัง”
“อ๋อ ขนมน้ำตาลปั้น”
“ขนม? น้ำตาล? นี่ของกินเหรอคะ?”
“ฮึ .. เ้านี่ เอะอะโวยวายไม่อายเหรอ เดี๋ยวคนจะหาว่าเป็บ้านนอกเข้ากรุงนะ”
“โหยก็ข้าเป็คนบ้านนอกเข้ากรุงจริงๆ นี่คะ”
เ้าของร้านยิ้มถาม
“แม่นางท่านนี้ท่านเพิ่งเคยมานครหลวงเหรอ?”
“อ้อ คะ ข้ามาได้หลายวันนี่เป็วันแรกที่เพิ่งได้ออก”
“สนใจรับสักไม้มั้ยครับ”
“ข้าไม่มีเงินหรอกค่ะ”
ลู่เอินเดินมา ยื่นเงินให้แล้วหยิบขึ้นมาหนึ่งไม้เป็รูปกระต่าย
“ข้าซื้อให้”
“อา...ขอบคุณคุณชาย”
จากนั้นก็เดินต่อ
“คุณชายไม่ถามราคาเขาเหรอคะ?”
“ร้านนี้อยู่ไม่ไกลหมู่ตึกเรา ข้าเคยมาซื้อกินบ่อยๆ”
“หืม แบบนี้เอง”
“เ้าไม่กินเหรอ?”
“สวยขนาดนี้ ข้าไม่กินหรอกค่ะ ข้าจะเก็บไว้”
“โง่จริง บางเื่ก็ฉลาดบางเื่ก็โง่งม”
“คุณชายด่าข้าอีกแล้ว”
“ก็มันจริงนี่ มันคือน้ำตาล เ้าจะเก็บมันไว้ได้นานแค่ไหนกัน เผลอไม่นานมดก็ไต่แมลงวันก็ตอมแล้ว ยิ่ง่ไหนอากาศร้อนก็จะละลาย กินซะ ถ้าชอบข้าจะซื้อให้อีก”
หนิงเอ๋อ ก้มหน้ายิ้ม นางชอบใจที่ลู่เอินพูดแบบนี้ แม้จะโดนด่าว่าโง่แต่กลับไม่ได้แฝงถึงความดูแคลนตำหนิต่อว่าเลย
กร็อบ
“หื้ม.. อร่อย”
จากนั้นก็แทะกินจนหมดแท่ง
“แต่กินมากไปฟันเ้าจะผุ”
ลู่เอินพามาที่ร้านประจำของเขา
เสี่ยวเอ้อเอาผ้าพาดบ่าเดินปรี่เข้ามา
“คุณชายเซียว ท่านกลับมานครหลวงแล้ว เชิญครับ เชิญๆ”
ผู้คนที่นี่หลายคนรู้จักเขาดี และไม่เรียกเขาว่าแม่ทัพเซียว
เถ้าแก่ก็เดินมาต้อนรับเอง
“คุณชายเซียว ชั้นบนว่า จะจองชั้นบนมั้ยครับ”
“ถ้ายังว่าง ก็เอาตามนั้น”
ลู่เอินพานางเดินขึ้นมา ลมแรงแดดอุ่นทำให้บรรยากาศช่างน่านั่งนัก
“รับเหมือนเดิมนะครับ”
“อืม”
หนิงเอ๋อสงสัยจึงถาม
“เหมือนเดิมนี่มีอะไรมั่งคะ?”
เสี่ยวเอ้อตอบทันที
“เรียนแม่นาง รายการที่คุณชายสั่งประจำคือเนื้อผัดน้ำมันงา เป็ดย่าง และเกี๊ยวครับ”
จากนั้นเขาขอตัวลงไปสั่งห้องครัว
หนิงเอ๋ออ้าปากค้างครู่หนึ่ง
“คุณชาย ชาวบ้านส่วนมากไม่มีเนื้อสัตว์กิน ที่พอมีเงินบ้างก็จะกินไก่หรือปลา ส่วนหมูแม้จะมีขาววันต่อวัน แต่น้อยบ้านนักที่จะมีเงินมาซื้อยกเว้นร้านอาหารหรือโรงเตี้ยม ข้าอยู่กับที่เขยที่เป็นายกองเดือนหนึ่งจะได้กินหมูก็2-3 ครั้ง นอกนั้นก็ปลากับไก่ เป็ดนี่นานๆที แต่เนื้อวัวนี่ ข้ายังพอได้กินบ้างนานๆที แต่ชาวบ้านทั่วไปนี่ได้กินแค่ตอนปีใหม่ปีละครั้งเท่านั้นเองนะคะ ข้าเองที่ได้กินก็จะเป็เนื้อเค็มซะส่วนมาก”
สมัยก่อนนั้น การปศุสัตว์นั้นยังไม่ดียังไม่มีการเพาะเลี้ยงจริงจังและมีการควบคุมโรคที่ดีพอทำให้สัตว์ใหญ่อย่างวัวนั้นราคาแพงและอากินได้ยาก อีกทั้งไม่มีตู้แช่เย็นทำให้ไม่สามารถเก็บไว้ขายนานๆ ได้ จึงไม่คุ้มที่จะล้มวัวเพื่อขายเนื้อของมัน ซึ่งต่างจากพวกปลาที่หาได้วันต่อวันและไก่ที่ยังพอเลี้ยงให้โตทันกินได้ไม่นานนัก ส่วนหมูที่ตัวไม่ได้ใหญ่มากก็ยังพอล้มเชือดขายหมดได้ในวันต่อวันบ้างแต่ไม่บ่อยนัก
ดังนั้นเนื้อวัวส่วนมากจะพบได้ในลักษณะเนื้อตากแห้ง เนื้อเค็ม คือเก็บรักษาด้วยการแปรรูปถนอมอาหารไว้กินยามฤดูที่มีหิมะยากแก่การออกมาทำมาหากินนั่นเอง ยังรวมไปถึงผลไม้แห้งต่างๆ ด้วย
“เอ๋...เอ....จะว่าไปคุณชายยังไม่ได้สั่งข้าวเลยนี่คะ งั้นข้าจะสั่งให้นะ”
“ถ้าข้าออกมากินนอกบ้าน ข้าไม่สั่งข้าวหรอก”
“ทำไมล่ะคะ? ทีอยู่ในบ้านยังกินเลย”
“ประการแรก ลำพังรายการที่ข้าสั่ง ก็อิ่มพอที่จะไม่ต้องพึ่งพาข้าวแล้วใจจริงข้าอยากสั่งปลานึ่งอีกสักจาน แต่กลัวสั่งมาแล้วเ้ากินไม่หมด ประการที่สอง ข้าวเราจะเอาไว้กินคู่กกันกับกับข้าวต่างๆ เพื่อให้อิ่มโดยไม่ต้องเปลืองกับเยอะ”
“โห... สิ้นเปลืองจังเลย ลำพลังเนื้อผัดหนึ่งจานข้าก็กินคู่กับข้าวสวยไอ้ตั้งหลายถ้วย.. ยังมีอีกประการมั้ยคะ?”
“อืม...ประการสุดท้ายแม้จะไม่ค่อยชอบนัก แต่คนที่นครหลวงโดยเฉพาะตระกูลขุนนางชนชั้น จะมีค่านิยมกินอาหารนอกบ้านไม่สั่งข้าวสวย”
“แบบนี้นี่เอง ....ข้าก็เพิ่งรู้ค่ะ”
จริงนางรู้มาั้แ่ยังเล็กๆเพราะนางเคยอยู่กับบิดาแท้ๆ ที่เป็นายอำเภอซินเอี๋ยมาก่อนแล้วนั่นเอง แม้นายอำเภอจะไม่ได้มั่งมี แต่ก็พอจะสอนรูปแบบและขนบให้นางมาบ้าง ทว่านางต้องแสร้งไม่รู้เพื่อปิดบังที่มาให้นานเท่าที่จะปิดได้
แม้การเป็บุตรีนายอำเภอซินเอี๋ยไม่ได้มีอะไรน่าสืบสาว แต่นางจะประมาทไม่ได้หากมันทำให้มีโอกาสสืบไปถึงว่านางคือลูกที่เกิดจากการที่นายอำเภอซินเอี๋ยบังคับสมสู่กับฮองเฮาองค์ปัจจุบันในสมัยที่ยังตกเป็เชลย
เมื่ออหารมา นางไม่ค่อยกล้ากินอยู่บ้าง จนลู่เอินพูดขึ้น
“เคยตัวนักนะ หรือจะให้ข้าป้อนถึงจะยอมกิน”
“คุณชายก็...ก็มันแพงนี่คะข้าไม่เคยกินอาหารระดับนี้มาก่อนนี่”
“งั้นข้าลงมานั่งกินกับข้าสิ ข้าจะสั่งรายการที่เ้ากล้ากินให้เอง”
ทั้งสองหันไปตามเสียงที่คุ้นเคย ผู้ที่ก้าวขึ้นบันไดมาก็คือ
“ฮุ่ยซิ่ว...” / “องค์ชายห้า!?”