การเดินทางนั้นเป็ไปอย่างราบรื่นทำให้เมอร์ลินไปถึงปราสาทของดยุกโคว์ภายในไม่กี่วันตามเป้าหมาย
ทันทีที่รถม้าหยุดด้านหน้าของปราสาทก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งเดินออกมาจากตัวปราสาทแม้จะยังเยาว์วัยแต่ใบหน้ากลับเผยความหล่อเหลาสง่างามเขาสวมใส่ชุดผ้าไหมตัดเย็บอย่างดีสีน้ำเงินตัดขาวแสดงออกซึ่งเป็ชนชั้นสูงที่แตกต่างจากคนทั่วไป
เด็กน้อยผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือ "อารากอนอาเธอร์" บุตรชายคนโตของดยุกโคว์แห่งอารากอน
ตระกูลอารากอนนั้นเป็ตระกูลที่ผู้ปกครองอาณาจักรอารากอนโดยชอบธรรมนับั้แ่อดีตที่ผ่านมาหลายพันปี
ดยุกโคว์คือหนึ่งในสองดยุกผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรและไม่แน่ว่าในอนาคตหนึ่งในสองผู้มีตำแหน่งดยุกนี้จะกลายไปเป็กษัตริย์องค์ถัดไปของอาณาจักรอารากอนในอนาคต
เป็ที่รู้กันว่า “กษัตริย์โรแลนด์” กษัตริย์องค์ปัจจุบันนั้นไร้ซึ่งผู้สืบสายเื แต่เขายังมีน้องชายอีก2 คนที่มีสายเืเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันทั้งสองคนนี้ได้ดำรงตำแหน่งดยุกของอาณาจักร
นั่นก็คือดยุกโคว์กับดยุกวิลเลม ซึ่งในอนาคตดยุกคนใดคนหนึ่งอาจจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็รัชทายาทเพื่อสืบทอดบัลลังค์ต่อไป
กษัตริย์โรแลนด์แห่งอาณาจักรอารากอนนั้นชื่อว่าเป็บุคคลที่แข็งแกร่ง ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมาในการครองราชย์ อาณาจักรอารากอนแห่งนี้นั้นล้วนมีความเป็อยู่ที่ผาสุก
อีกทั้งกษัตริย์โรแลนด์นั้นยังเป็ผู้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ เขานั้นเป็ผู้ใช้เวทย์มนต์ระดับจอมเวทย์และข้างกายของเขายังมี 8 จอมเวทย์ที่ถูกแต่งตั้งเป็ "อัศวินโต๊ะกลมแห่งอารากอน" อีกด้วย
อัศวินโต๊ะกลมนั้นเป็ตัวตนที่ทรงพลังพวกเขานั้นเป็เสาหลักของอาณาจักร อำนาจเวทมนต์ของพวกเขานั้นล้วนอยู่ในระดับจอมเวทย์แทบทั้งสิ้น
นอกจากอัศวินโต๊ะกลมแล้วอาณาจักรแห่งนี้ก็ยังมีผู้พิทักษ์ปกปักษ์อยู่อีกด้วย
ตำแหน่งของผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรอารากอนนั้นคือตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่และคงอยู่มาเป็เวลาที่ยาวนานในเื่ของอำนาจผู้พิทักษ์นั้นเป็ตัวตนที่มีอำนาจทัดเทียมกับกษัตริษ์ของอาณาจักร
เหตุผลหลักๆ นั้นเพราะผู้ที่จะผู้พิทักษ์ได้นั้นจะต้องเป็ผู้ที่แข็งแกร่งระดับที่สุดในอาณาจักร
นามของผู้พิทักษ์ของอาณาจักรอารากอนคือ"เซเรส" เขาคือชายชราผู้ทรงอำนาจ ว่ากันว่าเวทมนต์ของเขานั้นเต็มไปด้วยความเก่าแก่และทรงพลังเขาคือชายผู้สวมใส่ผ้าคลุมเวทย์สีทอง
สีทองที่บ่งบอกถึงเป็ผู้มีพลังในขอบเขตของมหาจอมเวทย์
ทั้งนี้ผู้ใช้เวทมนต์ทั้งหมดนั้นจะแบ่งชั้นยศตามสีของผ้าคลุมผ้าคลุมเวทย์นั้นไม่ใช่สิ่งของสามัญ ผ้าคลุมของผู้ใช้เวทมนต์นั้นถูกสร้างมาจากิญญาแห่งภูติโดยที่ิญญาแห่งภูตินั้นจะเชื่อมต่อกับพลังเวทย์ของผู้ใช้ สีของผ้าคลุมเวทย์จึงเป็สัญลักษณ์ที่แสดงถึงพลังเวทย์ของผู้ใช้คนนั้นๆโดยจะแบ่งระดับขั้นของพลังเวทย์ได้ดังนี้
"ระดับขั้นผู้ใช้เวทย์" ผ้าคลุมเวทย์จะเป็"สีแดง"
"ระดับขั้นนักเวทย์" ผ้าคลุมเวทย์จะเป็"สีเทา"
"ระดับขั้นนักรบเวทย์" ผ้าคลุมเวทย์จะเป็"สีขาว"
"ระดับขั้นจอมเวทย์" ผ้าคลุมเวทย์จะเป็"สีเงิน"
"ระดับขั้นมหาจอมเวทย์" ผ้าคลุมเวทย์จะเป็"สีทอง"
ส่วนระดับขั้นจักรพรรดิเวทย์นั้น ั้แ่อดีตถึงปัจจุบันภายใน5 อาณาจักรในแผ่นดินนี้ยังไม่ปรากฏผู้ที่ไปถึงระดับนั้นมาก่อน
ในตำนานการสร้างมหาอาณาจักรเคยกล่าวไว้ว่าก่อนที่อาณาจักรทั้งหลายจะถูกแบ่งแยก ในตอนนั้นมีคนผู้หนึ่งที่สามารถรวบรวมแผ่นดินของมนุษย์และุ์ให้เป็หนึ่งเดียว
เขาถูกเรียกขานในนามของมหาจักรพรรดิทั้งมนุษย์และุ์ล้วนยอมสวามิภักดิ์ต่อเขา
มหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้มีนามว่า"โซโลมอน" เขาเป็ตัวตนหนึ่งที่สามารถก้าวไปถึงขั้นจักรพรรดิเวทย์ได้ตำนานกล่าวไว้ว่าผ้าคลุมเวทย์ของเขานั้นไม่ได้ปรากฏสีใด มันเพียงเปล่งประกายเป็ประกายสีรุ้ง
กลับมาปัจจุบัน
ในตอนนั้นเองอาเธอร์ผู้เป็นายของเมอร์ลินได้เดินออกมาจากปราสาทมันสามารถพูดได้ว่าประจวบเหมาะเหลือเกินที่ตรงกับ่ที่รถม้าของเมอร์ลินจอดเทียบ
เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าอันหล่อเหล่าสบตามองเมอร์ลินเพียงเล็กน้อยแล้วกล่าวออกมาอย่างเสียงดัง
“มัวทำอะไรอยู่ล่ะเ้าหัวขี้เลื่อยรีบตามมาได้แล้ว”
เมื่อได้ยินเสียงของอาเธอร์เมอร์ลินถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน
"แต่ข้าพึ่งมาถึง ..." เมอร์ลินเอ่ยแย้งออกไป
ยู่ล่ะเ้าหัวขี้เลื่อยรีบตามมาได้แล้ว"าอย่างเสียงดังาทประจวบเหมาะกับตอนที่เมอร์ลินเพิ่งมาถึงเด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าอันหแต่ไม่ทันที่จะพูดได้จบคำเสียงอันทรงอำนาจของผู้เป็นายก็ตวาดลั่น
"นั่นมันเื่ของเ้าไม่เกี่ยวกับข้า หากเ้าไม่รีบตามตอนนี้ข้าจะให้เ้าวิ่งตามรถม้า" พูดจบอาเธอร์ก็เดินไปยังรถม้าที่จัดเตรียมไว้แล้วก้าวขึ้นไปนั่งด้านในในทันที
“หึ! เ้าเด็กเอาแต่ใจ ไร้เหตุผลสิ้นดี”เมอร์ลินอดที่จะสบทในใจไม่ได้
ด้วยฐานะของเขาในตอนนี้ย่อมไม่สามารถขัดขืนคำสั่งของเด็กน้อยผู้นี้ได้
เมอร์ลินขึ้นนั่งในที่นั่งของสารถีรถม้าทันทีแน่นอนว่าเขาจะต้องเป็ผู้ขับขี่มัน เขาวางสัมภาระของเขาไว้ข้างที่นั่งซึ่งของที่เขานำติดตามมานั้นมีไม่มากนักแต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเขา
เมอร์ลินขับรถม้าออกจากปราสาทในทันที
อารมณ์ของเมอร์ลินในตอนนี้นั้นต้องใช้ความอดทนอดกลั้นไม่น้อยเพราะในภพภูมิก่อนเขานั้นเคยเป็ผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง รอบกายของเขานั้นมีแต่คนเคารพและเอาใจ
แต่ในตอนนี้เขาต้องอยู่ในฐานะคนรับใช้นั่นจึงทำให้เขาไม่พอใจอยู่บ้างแต่จะว่าไปครั้งอดีตเขานั้นเคยพบพานเื่ที่ยากลำบากกว่านี้มาแล้วแม้จะไม่พอใจแต่เขาก็สามารถระงับอารมณ์นั้นได้
เขานั้นเข้าใจดีว่าการใช้ชีวิตของมนุษย์นั้นใช่ว่าจะใช้ชีวิตที่ขึ้นอยู่กับความชอบของตนเองได้เพียงอย่างเดียว มันยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างหลายปัจจัยที่ทำให้มนุษย์นั้นจะต้องมีความอดทนอดกลั้นและสิ่งเ่าั้เองที่จะทำให้คนผู้นั้นประสบความสำเร็จมันเป็ส่วนหนึ่งของหนทางสู่ความรุงโรจน์
การบ่มเพาะพลังของเมอร์ลินในตอนนี้อยู่ในขีดจำกัดสูงสุดระดับสองของขั้นรวบรวมปราณแล้วเมื่อเขาถึงที่พักระหว่างทาง เขานั้นหมายที่จะปลีกตัวออกไปฝึกตนบ่มเพาะพลังเพื่อทะลวงไปถึงระดับสามของขั้นรวบรวมปราณให้ได้
เขาต้องรีบเร่งในการทะลวงระดับขั้นนั่นก็เป็เพราะมันคือหลักประกันในการเอาชีวิตรอดของเขา
เมื่อผู้ฝึกตนสามารถทะลวงระดับขั้นของการรวบรวมปราณได้มากเท่าไหร่แต่ละระดับขั้นนั้นจะก่อประโยชน์แก่ผู้ฝึกตนเป็อย่างมาก
เมื่อผู้ฝึกตนทะลวงระดับหนึ่งได้ร่างกายของเขาจะเพิ่มพูนพละกำลังอยากมหาศาล
ระดับสองร่างกายจะเพิ่มพูนด้านความแข็งแกร่งของร่างกาย
ระดับสามร่างกายจะเพิ่มพูนด้านความเร็วในการเคลื่อนที่และโจมตี
ระดับสี่ ร่างกายจะสามารถผนึกพลังปราณได้(ผนึกพลังเสริมการโจมตี)
ระดับห้า ร่างกายจะสามารถแผ่พุ่งพลังปราณได้(รวมรวบพลังปราณเพื่อโจมตีระยะไกล)
ระดับหกผู้ฝึกตนจะสามารถควบคุมวัตถุด้วยพลังปราณได้
ระดับเจ็ดผู้ฝึกตนจะสามารถประสานพลังปราณเข้ากับร่างกาย โดยใช้พลังปราณเปลี่ยนเป็พลังชีวิตทำให้ผู้ฝึกตนไม่รู้สึกหิวโหยตราบใดที่คนผู้นั้นยังมีพลังปราณเขาก็จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องดื่มกิน
ระดับแปดร่างกายของผู้ฝึกตนจะขยายพื้นที่กักเก็บพลังปราณได้
ระดับเก้า คือการรวมศูนย์พลังปราณ ผู้ฝึกตนสามารถะเิพลังโจมตีออกมาอย่างรุนแรงได้
ทั้งหมดนี้ถูกเรียกว่าการสร้างเสาเก้าต้นแห่งการฝึกตนเมื่อผู้ฝึกตนสามารถสร้างเสาพลังปราณทั้งเก้าต้นในร่างกายได้แล้วเขาก็จะสามารถทะลวงระดับขั้นให้ไปถึงขั้นก่อลำต้นได้
รถม้าวิ่งออกจากเมืองเพิ่มมุ่งสู่พื้นที่ผืนป่าในการข้ามดินแดนเข้าสู่อาณาเขตแดนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักรแห่งแสงซึ่งที่แห่งนั้นเป็ที่ตั้งของโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยน
รถม้าของอาเธอร์นั้นเดินทางยังไม่ถึงข้ามวันทันใดนั้นในระหว่างการเดินทางในเขตพื้นที่ป่าใหญ่
ตูม!
เสียงะเิดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว เมื่อมองไปในระยะสายตาข้างหน้าเมอร์ลินเห็นรถม้าอีกคันกำลังถูกชิงปล้น
กรี๊ด!
เสียงหวีดร้องดังออกมาจากรถม้าคันนั้น เด็กสาวชุดเดรสสีชมพูที่เปื้อนไปด้วยเืกำลังวิ่งรนรานมาทางรถม้าของพวกเขา
ด้านหลังของเด็กสาวนั้นคือฝูงก็อบลิน 4 ตัวที่มีอาวุธพร้อมมือทั้งมีดและดาบที่ค่อนข้างพุพัง อีกทั้งสิ่งที่ดูเหมือนลูกะเิห้อยตามตัวพวกมันกำลังตามล่าเด็กสาว
“เกิดอะไรขึ้น”
อาเธอร์ที่อยู่ในรถม้าแหวกม่านออกมาดูเมอร์ลินบังคับรถม้าให้หยุดและเอ่ย
“ดูเหมือนข้างหน้าจะถูกสัตว์อสูรดักปล้น”
จบคำพูดของเมอร์ลิน อาเธอร์ไม่ได้เอ่ยคำใดๆ เขาก็พุ่งออกจากรถม้าไปทันที
"นั่นท่านจะทำอะไร"เมอร์ลินมองไปที่อาเธอร์และเอ่ยถาม
"ลูกผู้ชายอย่างข้าเมื่อเห็นคนกำลังเดือดร้อนอยู่ตรงหน้าจะให้ข้านิ่งเฉยมองดูหรืออย่างไรเ้าหัวขี้เลื่อย!"
อาเธอร์ตะหวาดอย่างมีอารมณ์ พูดจบเขาก็ชักดาบออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่ฝูงก็อบลินในทันที
เมอร์ลินไม่ได้มีท่าทีที่จะขัดขวางใดๆเขาเพียงมองเด้กน้อยที่พยายามทำตัวเป็ผู้กล้าด้วยสายตาที่สงบนิ่ง
“หึ! เ้าเด็กน้อยผู้นี้้าทำตัวเป็ผู้กล้าช่วยสาวงามขอข้าดูหน่อยเถอะว่าเ้าจะมีฝีมือแค่ไหนกัน”
เมอร์ลินนั่งในตำแหน่งสารถีด้วยท่าทีที่สบายๆและรับชมการต่อสู้