ตอนที่ 29: การเผชิญหน้าและการหลบหนี
เสียงฝนตกกระหน่ำสาดซัดกระทบแผ่นกระเื้ัคาลอนคู่ดังระงมไม่ขาดสายตลอดทั้งคืน ความมืดมิดและอากาศชื้นเย็นะเืแผ่ซ่านปกคลุมห้องนอนใหญ่ชั้นสองยามราตรีดึกสงัด ผมลืมตาโพลงในความมืดมองเข็มนาฬิกาข้อมือสะท้อนแสงบอกเวลาตีสามตรง... เวลาที่ความเงียบเหงาและฤทธิ์พายุฝนจะช่วยพรางเสียงความเคลื่อนไหวหลบหนีของพวกเราสองคน
ผมค่อยๆ เลื่อนฝ่ามือสไลด์สอดสอดลงไปใต้ฟูกที่นอนหนานุ่ม ดึงโทรศัพท์มือถือสำรองเครื่องเล็กที่แอบซ่อนไว้ั้แ่แรกออกมาเปิดใช้งาน หน้าจอสลัวสีขาวเปิดขึ้น ผมเปิดระบบคลาวด์อีเมลสำรอง จัดการเขียนรายงานประเด็นสลีปโอนเงินห้าหมื่นบาทของบัญชีม้าที่ชื่อนายสมเกียรติ ประวัติการคุยแชตกับวินซ์ รายละเอียดพิกัด และรูปภาพสแกนใบหน้าของสันติและพี่มลที่ผมแอบบันทึกไว้ในหัวสมอง ส่งแนบไฟล์ส่งเมลไปหา "ทนายรักษ์" เพื่อนสนิทที่เป็อัยการาุโและผู้ช่วยฝ่ายกฎหมาย โดยผมตั้งระบบอีเมลออโต้หน่วงเวลา (Schedule Send) ให้เมลดังกล่าวเด้งส่งตรงถึงหน่วยงานกฎหมายและกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในเวลาแปดโมงเช้าวันรุ่งขึ้นโดยอัตโนมัติ หากผมไม่ได้ป้อนรหัสผ่านลับเจ็ดหลักเพื่อยกเลิกก่อนเวลาที่กำหนดไว้
"พี่ตั้งค่าเมลออโต้หลักฐานทั้งหมดไว้แล้วจ๊ะริน... ถ้าพวกมันทำอันตรายเราหรือขังเราไว้ หลักฐานชิ้นนี้จะทำลายแก๊งพวกมันทันทีในตอนเช้า... พี่จะใช้มันขู่ข่มขู่ยื้อเวลากับพวกมันตอนที่เราปีนหนีนะครับ" ผมกระซิบบอกรินที่ยังสั่นระริกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา
ผมขยับกายเข้าไปโอบกอดรินที่นอนห่มผ้าสั่นระริกอยู่ข้างๆ ฤทธิ์มอมยาเริ่มสร่างเกือบทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงความอ่อนล้าทางกายและจิตใจที่หวาดตระหนกขวัญเสีย รินลืมตากระซิบถามเสียงหวานแ่ "พี่ธันว์ขา... ตีสามแล้วเหรอคะ... รินกลัวจนนอนไม่หลับเลยค่ะ... เนื้อตัวของรินยังรู้สึกอ่อนแรงและหนาวสั่นอยู่เลยค่ะพี่ธันว์"
"ใช่ครับคนดี... เราต้องลุกเตรียมตัวหนีแล้วนะจ๊ะ" ผมกระซิบตอบพลางหยิบชุดเดรสผ้าไหมสีครีมของรินมาช่วยพยุงร่างอวบอัดให้สวมใส่สวมทับร่างกายเปลือยเปล่าอย่างมิดชิดปลอดภัยเพื่อป้องกันละอองฝนภายนอก ผมพยุงตัวรินก้าวเดินสลัดส้นเท้านุ่มช้าๆ ตรงไปยังห้องน้ำส่วนตัวของห้องพักชั้นสอง
หน้าต่างห้องน้ำเป็บานเกล็ดกระจกฝ้าขนาดกว้างพอสมควรและโชคดีที่ไม่มีซี่กรงเหล็กดัดกั้นขวาง ผมใช้ฝ่ามือออกแรงหมุนบานเกล็ดเปิดอ้ากว้างอย่างเบามือที่สุด ลมพายุและละอองฝนสาดเข้ามาปะทะใบหน้าจนเปียกโชก ผมปีนขึ้นไปชะโงกหน้าตรวจสอบเส้นทางหลบหนีภายนอก... ด้านล่างหน้าต่างพอดีคือหลังคาลอนคู่ที่เป็หลังคาโรงครัวชั้นล่าง ลาดเอียงยาวลงไปสู่หลังคาลอนของโรงจอดรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งความสูงระยะะโลงสู่สวนหญ้าเปียกเปียกแฉะด้านล่างมีความสูงเพียงสองเมตรเศษเท่านั้น
"พี่จะปีนออกไปก่อนนะจ๊ะริน... พอยืนทรงตัวบนหลังคาลอนคู่ลื่นฝนได้แล้ว รินค่อยๆ ปีนตามพี่ออกออกมานะคนดี" ผมกระซิบส่งสัญญาณให้กำลังใจภรรยา
ผมเหนี่ยวขอบหน้าต่างก้าวขาปีนป่ายร่างฝ่าละอองฝนที่พัดสาดเทกระหน่ำ ผิวกายของผมเปียกโชกสายฝนหนาวเหน็บสะท้านใจ ท่อนเนื้อของผมหดเกร็งตึงเยือกหนาวสะบัดไปพร้อมกับมัดกล้ามเนื้อตัวที่เกร็งสั่นระริกเอาชีวิตรอด ผมค่อยๆ ยื่นเท้าย่ำลงบนแผ่นหลังคาลอนคู่เปียกลื่น คุกเข่าทรงตัวสะกดความตื่นเต้นตระหนก จากนั้นผมส่งเสียงกระซิบออดอ้อนเรียกเมียรัก "รินจ๊ะ... ค่อยๆ ยื่นขาปีนตามพี่มานะจ๊ะ... ระวังลื่นนะคนดี"
รินพยักหน้าสั่นระรัว ค่อยๆ ปีนก้นสะโพกสลวยอวดเรียวขาขาวผ่านขอบหน้าต่างออกมา ทว่าเท้าเรียวนุ่มของเธอเหยียบพลาดลื่นไถลบนหลังคากระเบื้องลื่นฝน รินหวีดร้องสะอึกในลำคอหวาดตระหนก ผมรีบถลันตัวใช้ร่างกายหนาและสองแขนโอบอุ้มช้อนรองรับสะโพกเมียรักไว้แน่นเบียดแนบกายนุ่มเปียกชื้นของภรรยาเข้าหาอกกว้าง ป้องกันไม่ให้เธอร่วงหล่นหรือลื่นล้มหัวฟาดพื้นหลังคา ทั้งสองร่างกอดกระชับกันในม่านฝนพายุเย็นฉ่ำสะท้านผิว
แต่อุบัติเหตุเสียงลื่นไถลและแรงกระแทกแผ่นหลังคากลับส่งเสียงดังตึ้งใหญ่! สะท้อนะเืเข้าไปถึงด้านในวิลล่า!
"เฮ้ย! เสียงอะไรดังก๊องแก๊งข้างบนฟะ!" เสียงสมุนรอยสักที่เฝ้าหน้าบันไดะโลั่นขึ้นมาทันที ตามด้วยเสียงวิ่งกระทืบเท้าขึ้นบันไดไม้เอี๊ยดอ๊าดรัวๆ และเสียงพังประตูห้องนอนใหญ่ชั้นสองดังโครมใหญ่!
สมุนรอยสักโผล่หัวออกมาทางหน้าต่างบานเกล็ดห้องน้ำทันทีพร้อมไฟฉายสว่างโร่ส่องสาดปะทะตัวผมและรินที่กำลังประคองเกาะไหล่ไต่หลังคาลงไป "เฮ้ย! สันติ! มล! พวกมันปีนหนีออกไปทางหลังคาโรงครัวแล้ว! เร็วเข้า!" สมุนคนแรกกรีดร้องเสียงหลงพลางปีนบานเกล็ดหน้าต่างตามลงมาขัดขวางทันที ในมือของมันถือท่อนเหล็กแป๊บน้ำดูหวาดเสียวพยายามจะฟาดใส่ขาผม
ขณะเดียวกัน ชายรอยสักอีกคนที่อยู่ด้านล่างก็รีบคว้าไม้เบสบอลวิ่งกระหืดกระหอบฝ่าสายฝนมาดักทางที่สวนหญ้าเปียกใต้หลังคาโรงจอดรถยนต์ สันติและมลก็วิ่งตามออกมายืนถือแท็บเล็ตมองพวกเราด้วยสายตากร้าวเดือดดาล
ความคับขันบีบคั้นประสาทขีดสุด สมุนรอยสักบนหลังคาเงื้อมท่อนเหล็กขู่ฟาดกะโหลกผม "หยุดอยู่ตรงนั้นนะเว้ย! ขืนขยับอีกก้าวเดียวกูฟาดกบาลแยกตรงนี้แน่!" มันะโข่มขู่ท่ามกลางพายุฝนเสียงดังลั่น
ผมฝืนใจสู้สะกดความประหม่าหวาดกลัวขีดสุด ใช้ไหวพริบสมองทนายความร้องะโก้องสู้เสียงสายฝน "อยากฟาดก็ฟาดเลยครับ! แต่ผมใช้โทรศัพท์มือถือสำรองส่งอีเมลรายงานข้อมูลประวัติแชต การโอนเงิน บัญชีม้า และสแกนใบหน้าของสันติและพี่มลเข้าระบบคลาวด์ส่งให้ตำรวจและอัยการเรียบร้อยแล้ว! มันจะเด้งส่งเองเวลาแปดโมงเช้าอัตโนมัติ! ถ้าพวกผมสองคนเป็อะไรไป หรือถ้าผมไม่ยอมป้อนรหัสปลดล็อกเพื่อยกเลิกในโทรศัพท์เครื่องนี้ก่อนเวลา... พวกคุณทุกคนเตรียมเข้าคุกข้อหาขู่กรรโชกทรัพย์และซ่องโจร จำคุกสิบปีไม่มีรอลงอาญาแน่! สันติ... แกอยากติดคุกหมดอนาคตเพราะเงินห้าแสนไหมล่ะ!"
คำประกาศคำเตือนกฎหมายเด็ดเดี่ยวบวกกับความรู้จริงเื่คดีความของผมทำเอาสมุนรอยสักบนหลังคาและสันติที่วิ่งตามมาสมทบด้านล่างชะงักงันงงงวยเลิกคิ้ว สันติมองหน้าผมสายตาละล้าละลังหวาดระแวงประหวั่นประพรั่นพรึงกับหลักฐานระบบออโต้ส่งเมลที่พวกมิจฉาชีพคาดไม่ถึงว่าจะโดนหยิบยกกฎหมายมาดัดหลัง สันติรีบขยับะโบอกสมุน "เฮ้ย... อย่าเพิ่งฟาดมัน! อย่าให้มันเป็อะไรไป! คุยตกลงกันดีๆ ก่อน..." สันติเกิดความขลาดกลัวคดีความที่ผมเอามาดัดหลัง
อาศัยจังหวะชะงักลังเลชั่ววินาทีทองคำของคนร้าย ผมคว้าแขนรินกอดแน่นร้องสั่งการเฉียบขาด: "รินจ๊ะ! โดดลงสู่สวนหญ้าด้านล่างพร้อมพี่เลยครับ!"
เราสองคนตัดสินใจทิ้งตัวะโดิ่งลงจากหลังคาต่ำสู่พื้นดินหญ้าเปียกนุ่มแฉะเสียงดังตุ้บใหญ่ ร่างของผมและรินกระแทกพื้นดินแฉะอย่างรุนแรงจนเนื้อตัวเปื้อนเปรอะโคลน ความเ็ปริ้วๆ แผ่ซ่านพล่านที่หน้าแข้งและข้อเท้าข้างซ้ายของผมที่เกิดการแพลงบวม แต่ผมพยุงรินที่ร้องครางเ็ปและร้องไห้ขึ้นมาฝืนแรงวิ่งตรงไปยังรถยนต์ส่วนตัวที่จอดสนิทอยู่
สมุนรอยสักได้สติรีบปีนโดดตามลงมาหักล้าง สันติร้องสั่งลั่นฝน "ยึดมือถือมันมา! ล็อกตัวมันไว้ อย่าให้มันขึ้นรถได้!"
ผมใช้ความไวล้วงหยิบ **กุญแจสำรองรถยนต์** ที่แอบเหน็บซ่อนไว้ในกระเป๋าใส่บัตรใบจิ๋วในกระเป๋ากางเกง (ซึ่งเป็กุญแจสำรองที่ผมมักพกพกติดตัวเป็ประจำยามเดินทางไกล และมิจฉาชีพยึดไปเพียงกุญแจรถเครื่องหลักบนโต๊ะนอน) ปลดล็อกกุญแจเสียงดังติ๊ดลั่นฝ่าฝน พวกเราสองคนถลันตัวเปิดประตูขึ้นรถยนต์ส่วนตัว ล็อกกลอนประตูด้านในสนิทวินาทีเดียวกับที่ไม้เบสบอลของคนร้ายฟาดเปรี้ยงใส่กระจกหน้ารถและท่อนเหล็กฟาดใส่หน้าต่างข้างจนเกิดรอยร้าวฉานกระจาย
ผมบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์เสียงดังบรึ้มกระหึ่ม เหยียบคันเร่งมิดเกียร์ถอยหลังชนทลายเศษวัสดุก่อนจะสับเปลี่ยนกระชากเกียร์เดินหน้าพุ่งชนบานประตูเหล็กดัดดัดดัดเก่าเก่าผุพังของบ้านพักตากอากาศลึกลับจนเสียงชนพังลั่นโครมใหญ่! ชิ้นส่วนเหล็กดัดพังครืนปลิวว่อน ตัวรถพุ่งทะยานหลบหนีทะยานออกจากเขตกรงขังมิจฉาชีพมุ่งหน้าสู่ถนนหลวงใหญ่ชานเมืองได้สำเร็จท่ามกลางพายุฝนเทระหน่ำชะล้างน้ำตาและความหวาดกลัว
รินซุกใบหน้าเปียกโคลนและน้ำตาพังทลายกอดแขนกว้างของผมหนาวสั่นสะทื้นพรั่งพรูอารมณ์สะอึกสะอื้น: "ฮึก... พี่ธันว์ขา... เราปลอดภัยแล้วใช่ไหมคะ... รินขอบคุณพี่ธันว์ที่สุดเลยค่ะ... รินกลัวและเข็ดแล้วจริงๆ ค่ะคนดี... รินจะไม่ขอเรียกร้องสิ่งใดอีกแล้วค่ะ" ผมเอื้อมกุมฝ่ามือนุ่มที่หนาวสั่นส่งสัญญาณรักอุ่นปลอดภัยตลอดการขับขี่ขากลับบ้านพักของสองเรา ปล่อยให้มลพิษสวิงเกอร์แก๊งมิจฉาชีพจมหายไปกับพายุฝนทางด้านหลัง...
ผมเอื้อมมือไปเปิดเครื่องทำความร้อนในรถยนต์จนอุณหภูมิอุ่นสบาย หยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่หลังรถส่งให้รินซับน้ำฝนและห่มคลุมประคองกาย รินถอดเสื้อผ้าไหมที่เปื้อนโคลนออกใช้ผ้าขนหนูห่มคลุมไหล่สบตาผมร้องไห้กระซิบน้ำเสียงสั่นเครือ: "รินสัญญากับพี่ธันว์นะคะ... ว่ากลับไปบ้านของเราแล้ว รินจะลบแอปและไม่แตะต้องวิถีชีวิตแลกเปลี่ยนคนอื่นอีกเด็ดขาด... รินรู้แล้วว่าไม่มีที่ใดปลอดภัยอบอุ่นใจเท่าบ้านและอ้อมกอดของสามีของรินคนเดียว... รินรักพี่ธันว์ที่สุดค่ะ... บทเรียนครั้งนี้รินจำจนตายเลยค่ะ"
"พี่ก็รักรินที่สุดจ๊ะ... เื่ร้ายๆ ผ่านพ้นไปแล้วนะ ต่อไปนี้เราจะกลับไปใช้ชีวิตสองคนและเติมเต็มความสุขทางเพศกันเฉพาะเราสองคนในบ้านที่แท้จริงและแสนปลอดภัยของเราสองคนนะจ๊ะคนดี... พรุ่งนี้เราจะใช้หลักฐานแชตและอีเมลฟ้องร้องดัดหลังพวกมันให้ถึงที่สุดโดยที่รินไม่ต้องกลัวคลิปหลุดเลยจ๊ะ พี่อัยการรักษ์ดูแลให้ปลอดภัยแน่นอน" ผมบอกภรรยาขณะมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนหลวงกลับกรุงเทพฯ ในคืนฝนตกที่เริ่มซาเม็ดลงช้าๆ...