ลู่เสียวยืนตัวตรงให้สาวใช้จัดแต่งชุดเพื่อเข้าร่วมเฉลิมฉลองต้อนรับคณะทูตจากแคว้นฮ่านซีที่เสมือนดังเมืองพี่เมืองน้องของแคว้นหยางหรั่น อู๋ทงเดินถือชุดผ้าไหมสีโอลด์โรสหวานปักลายเมฆพลิ้วเข้ามาพร้อมปิ่นทองประดับไข่มุกเม็ดงามสวย ชุดผ้าไหมนี้นางได้มาจากการพระราชทานโดยหม่ากุ้ยเฟย สนมเอกฮ่องเต้ ซึ่งเป็พระมารดาองค์ชายเจ็ดฮุ่ยหลิง พระนามคือหม่าเหลียงหลิง บุตรธิดามหาเสนาบดีฝ่ายขวาอดีตหยางฮ่องเต้ิหรง ดวงตาเรียวรีจ้องมองผ้าไหมชิ้นงามที่บรรจงคลี่ออกอย่างช้า ๆ ชุดนั้นพอดีกับตัวนางอย่างไม่ต้องปรับแก้ให้วุ่นวาย ซึ่งลู่เสียนนั้นรู้ดีอยู่แล้ว เพราะค่ำคืนนี้จะเป็คราแรกที่นางได้พบกับบุรุษชั่วอย่าง โจวเหรินจง อันอ๋องผู้คิดหวังบัลลังก์ทั้งยังหลอกลวงนางให้หลงผิดคิดว่าเขานั้นจะเป็บุรุษที่ดี เพียงเพราะนางไม่มีโอกาสได้เจรจากับบุรุษใดมาก่อนจึงโง่เขลาให้เขาหลอก แต่สำหรับคืนนี้เป็นางที่จะตบตาหลอกบุรุษชั่วผู้นั้นให้ตายตกเสียเอง
อากาศเดือนสามนั้นยังคงเย็นนัก ไอร้อนที่เป่ารดออกมาเป็ไอขาวลอยกรุ่นยามพูดคุย ลู่เสียนอดตื่นเต้นเสียไม่ได้เมื่อคิดว่านางจะต้องได้พบบุรุษสารเลวผู้นั้นมือไม้ก็พลางสั่นเทาราวความเจ็บแค้นในอกทะลวงพุ่งออกมา หากคืนนี้เป็ดั่งเช่นอดีตนางจะถึงภายในงานก่อนโจวเหรินจง และเขานั้นจะเลือกนั่งข้างนางเพื่อพร่ำคำหวานให้นางลุ่มหลงเขา ทันทีที่ถึงภายในงานลู่เสียนกลับรีบมองหาองค์ชายเจ็ดฮุ่ยหลิงคู่หมั้นของนาง เพราะคราวก่อนเป็เพราะนางไม่นั่งข้างเขาเพราะเอาแต่นึกกลัวเขานั้นจะลำบากใจ กลับกลายเป็เปิดทางให้โจวเหรินจงมีโอกาสเข้าหานางได้ง่าย แต่ครานี้นางจะปิดโอกาสนั้นแม้ต่อให้สายตาเ็าของฮุ่ยหลิงจะจ้องนางจนขาดอากาศหายใจนางก็จำต้องฝืนอดทนเพื่อหลีกเลี่ยงคนอย่างโจวเหรินจง ทันทีที่บุรุษรูปงามเดินลงจากเกี้ยว ลู่เสียนจึงรีบกุรีกุจอนำพาตนเองมายืนรอรับเขา แม้จะหวาดหวั่นสายตาเ็าของเขาอยู่ก็ตาม
“ถวายพระพรองค์ชายเจ็ดเพคะ” ร่างระหงยอบกายลงช้า ๆ พลางลอบมองแววตาเรียบนิ่งเฉยของเขา แม้ฮุ่ยหลิงจะมีใบหน้างดงามดังเช่นมารดาแต่เพราะร่างกายที่อ่อนแอมาแต่กำเนิดทำให้เหล่าบุตรีขุนนางต่างเลือกที่เชยชมเพียงใบหน้างดงามของเขาเท่านั้น โดยที่พวกนางไม่รู้เลยว่าภายหลังองค์ชายเจ็ดผู้นี้จะเป็แม่ทัพที่องอาจและสง่างามเพียงใด เพราะภายหลังที่นางยกเลิกสัญญาหมั้นหมายไปแต่งกับโจวเหรินจง องค์ชายเจ็ดก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็ฮั่นอ๋อง และอภิเษกกับบุตรีแม่ทัพแดนประจิม ทั้งยังปราบฏที่หวังเข้าโจมตีเขตชายแดนมานักต่อนัก เหตุที่ข่าวว่าองค์ชายเจ็ดอ่อนแอก็เพราะกรุเื่เพียงหวังมิให้ถูกยุยงเื่แกร่งแย่งตำแหน่งกับองค์ชายสามรัชทายาทผู้ซึ่งเกิดจากฮ่องเฮา ด้วยเพราะองค์รัชทายาทนั้นมีนิสัยชอบเที่ยวเตร่ และเมาสุราทำให้ขุนนางหลายฝ่ายต่างก็ไม่พอใจ ทั้งยังเอ่ยเห็นว่าองค์ชายเจ็ดน่าจะเป็ผู้เหมาะสมเสียมากกว่า
ลู่เสียนเดินตามหลังบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็คู่หมั้นตนเข้าไปนั่งร่วมโต๊ะ ใกล้ ๆ เขา แต่ฮุ่ยหลิงก็มิได้ปริปากเอ่ยใด ๆ มีเพียงแค่ท่าทางนิ่งเฉยราวกับว่านางนั้นเป็เพียงอากาศที่วนไปมาอยู่ข้างกายเขาเท่านั้นเอง
“องค์ชายน้ำชาเพคะ” ลู่เสียนรินน้ำชาลงถ้วยชาของเขาก่อนหยิบยื่นส่งให้ แม้จะไม่เอ่ยขอบคุณ แต่เขาก็มิปฏิเสธที่จะรับน้ำชาไปดื่มอย่างเงียบ ๆ ลู่เสียนเรียบชายตามอง แต่แววตานั้นก็มิได้ดูสั่นไหวใด ๆ มีเพียงจับจ้องไปยังเหล่าวงดนตรีตรงหน้าพระที่นั่งที่กำลังทำการแสดงอยู่ ลู่เสียนลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ เพราะเกรงเขาจะได้ยิน ลู่เสียนรู้สึกว่าบรรยากาศช่างดูน่าเบื่อหน่ายเกินไปนางอยากให้ค่ำคืนนี้จบลงให้เร็วนักเพื่อที่นางจะได้ไม่ต้องเจอกับเขาผู้นั้น เพียงไม่นานบุรุษที่นางอยากหลีกเลี่ยงเป็ที่สุดก็ปรากฏกายในงาน ดูเหมือนเขาจะวางแผนการนี้มาอย่างดีเพราะดูจากแววตาที่เขาลอบมองมาที่นางเพียงครั้งก่อนจะแสร้งทำเดินมานั่งใกล้
“คารวะองค์ชายเจ็ดพ่ะย่ะค่ะ” โจวเหรินจงยกมือคร่อมศีรษะลงก่อนจะย่อกายลงนั่งโต๊ะข้าง ๆ นาง ลู่เสียนกำมือข่มอารมณ์โกรธนั้นไว้ นางแทบอยากจะรีบคว้ากระบี่สักเล่มขึ้นบั่นคอหนาของเขานัก โจวเหรินจงขยับกายลงอย่างมั่นคงก่อนจะหันมาเอ่ยกับนางว่า
“คุณหนูผู้นี้คือ คุณหนูตระกูลลู่ใช่หรือไม่” เสียงทุ้มฟังดูไพเราะ นางเพียงหันมายิ้มให้เขาอย่างฝืน ๆ ก่อนตอบเสียงลอดไรฟัน
“เ้าค่ะ” ลู่เสียนแทบอยากจะอาเจียนออกมากับท่าทางเสแสร้งของเขาที่ทำทีราวกับว่ากำลังสนอกสนใจนาง
“ไม่คิดเลยว่าคู่หมั้นองค์ชายจะงดงามดังสตรีล่มเมืองนะพ่ะย่ะค่ะ” โจวเหรินจงเอียงใบหน้าโน้มแววตามองมาที่นางก่อนจะยกมุมปากยิ้มให้ เขาหวังใช้ใบหน้าอันหล่อเหลานั่นหลอกล่อให้นางตายใจหลงชื่นชอบเขา ลู่เสียนเอียงใบหน้าหลบก่อนจะเหลือบมองท่าทีของฮุ่ยหลิง เขายังคงมีท่าทีเ็าเช่นเดิมไม่เปลี่ยน ไม่แปลกที่นางจะหลงเชื่อโจวเหรินจงได้ เพราะคู่หมั้นอย่างเขาก็ไม่พึงพอใจในสัญญาหมั้นหมายนี้เช่นกัน ยิ่งนางเงียบโจเหรินจงก็ยิ่งพยายามเข้าหาเขารินสุราก่อนจะยื่นส่งให้แก่ฮุ่ยหลิง และนางพลางกล่าว
“กระหม่อมขอดื่มอวยพรให้แก่พระองค์ล่วงหน้าเลยนะพ่ะย่ะค่ะ” ฮุ่ยหลิงแตะจอกสุราขึ้นชนริมฝีปากเพียงนิดเขาก็วางลง ผิดกับโจวเหรินจงที่กระดกรวดเดียวทั้งยังนั่งจ้องหน้านางอย่างเสียมารยาท ลู่เสียนขยับหมายหลีกเลี่ยงใบหน้าที่โน้มมาของโจวเหรินจง จนไหล่นางชนกับลำแขนของเขา นั่นทำให้ฮุ่ยหลิงขยับแขนดันตัวนางออกทันทีราวไม่พอใจ ลู่เสียงจึงรู้ได้ว่าจริง ๆ แล้วคู่หมั้นนางก็คงมิชอบนางอยู่เช่นกัน
“อันอ๋องเมาแล้วกรุณาสุภาพด้วยเ้าคะ” ลู่เสียนไม่มีทางเลือกนางจึงเอ่ยวาจาไม่น่ารักออกมาอย่างอดไม่ได้ ผิดกับชาติก่อนที่เอาแต่เอียงอายกับความเ้าชู้นั่น หยางฮ่องเต้ที่ทอดพระเนตรเห็นความผิดปกตินี่จึงเอ่ยถามขึ้น
“ฮุ่ยหลิงเ้ามิชวนน้องออกไปชมดอกไม้ไฟด้านนอกหน่อยหรอกหรือ” ลู่เสียนรอบมองแววตาคมด้านข้างของเขาแต่กลับดูนิ่งเฉยทำให้โจวเหรินจงเอ่ยอาสา
“ข้ากำลังอยากออกไปชมดอกไม้ไฟด้านนอกพอดีเลยพ่ะยะค่ะเสด็จอา เช่นนั้นคุณหนูลู่จะออกไปร่วมชมหรือไม่” โจนเหรินจงกล่าวเหมือนรู้ทาง ลู่เสียนสีหน้าซีดนางพลาดแล้ว แววตาเรียวหันมองหมายให้เขาเอ่ยรั้งนางไว้บ้าง แต่เปล่าเลยแววตาเขากลับมิได้สนใจนางเสียด้วยซ้ำ ลู่เสียนอดน้อยใจไม่ได้จึงตอบตกลงโจวเหรินจง
“เ้าค่ะ ข้าก็อยากชมดอกไม้ไฟเช่นกัน” ลู่เสียนขยับกายลุกพลางไม่หันมองหน้าเขาให้เสียความรู้สึก ในเมื่อเขาไม่สามารถช่วยเหลือนางได้เช่นนั้นนางจะหาวิธีหลบเลี่ยงเอาเสียเอง