หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 5 บทที่ 138 เณรน้อยแอบเข้าเรียน

            ใกล้กับสำนักเชินมีวัดเทียนเหรินตั้งอยู่

            วัดแห่งนี้เคร่งครัดยิ่ง ธูปเทียนก็ล้วนเลื่องชื่อจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นวัดอันดับหนึ่งของแคว้น

            ราชวงศ์ยามต้องการจะจัดงานพิธีกรรมก็ล้วนแต่มาจัดที่วัดเทียนเหรินแห่งนี้

            ชนชั้นสูงก็เป็นเช่นนี้

            ทว่าไม่นานมานี้ใกล้วัดเทียนเหรินมีวัดเล็กๆ แห่งใหม่มาสร้างอยู่ใกล้กัน

            ด้านในวัดแห่งนั้นเมื่อเข้าไปแล้วก็จะพบกับลานเล็กๆ และเรือนสองหลังขนาบข้างกัน

            ถัดจากลานเล็กๆ จะเป็นโถงใหญ่ที่ตรงกลางมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ทั้งยังมีธูปเทียนสำหรับใช้บูชาถูกจุดไว้

            หน้าพระพุทธรูปยังมีเบาะกลมปูเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบอีกสองแถว

            ด้านหลังโถงใหญ่แห่งนี้คือเรือนของเหล่าภิกษุ

            ข้างหน้าเรือนยังมีแปลกผักเล็กๆ อีกแปลงหนึ่ง

            วัดแห่งนี้ถูกสร้างไว้ในตำแหน่งที่เรียกได้ว่า แสนจะเจ้าเล่ห์ 

            ตำแหน่งของที่นี่ตั้งอยู่บนยอดเขาเล็กๆ ที่ตรงกับวัดเทียนเหรินพอดิบพอดี

            ตำแหน่งของเรือนที่เหล่าภิกษุอาศัยอยู่ก็ช่างบังเอิญนัก มีอยู่หลังหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะถูกสร้างไว้นอกยอดเขา โดยใช้ไม้สร้างให้เรือนหลังนั้นยื่นออกมาด้านนอก

            ดังนั้นวัดแห่งนี้ถึงแม้จะเล็ก แต่ก็ดูประณีตงดงาม

            ทว่าธูปเทียนของที่นี่ค่อนข้างจะอ่อน ปกติแล้วจึงไม่ค่อยมีใครเดินทางมาเท่าใด

            พระที่ประจำอยู่ที่วัดจึงมีเพียงภิกษุชราและศิษย์อีกสองคน

            ภิกษุหนุ่มรับหน้าที่ตัดไม้ ต้มน้ำ ทำอาหาร และปลูกผัก

            ส่วนเณรน้อยก็รับหน้าที่ช่วยงานภิกษุหนุ่ม

            ทางภิกษุชรารับหน้าที่คอยกวาดพื้น

            ยามที่ภิกษุชรากวาดลานวัดอยู่ ธูปเทียนของวัดเทียนเหรินที่ตั้งอยู่ตรงข้ามก็พลอยมีควันลอยมาให้เห็น กระทั่งกลิ่นหอมของมันก็ยังได้กลิ่นชัดเจน

            เมื่อภิกษุหนุ่มรำเพลงมวยจบไปรอบหนึ่ง ก็เริ่มลงมือผ่าฟืนเพื่อทำอาหาร

            ส่วนเณรน้อยที่ยังงัวเงียอยู่ก็ลุกขึ้นมาจุดธูปจุดเทียน แล้วเริ่มสวดมนต์ไปพร้อมกับเคาะปลาไม้

            กิจวัตรของเหล่าภิกษุทั้งสามในทุกๆ วันก็เป็นเช่นนี้ 

            เพราะไม่มีใครมาจุดธูปที่วัดแห่งนี้ เณรน้อยจึงไม่ชอบสวดมนต์หน้าพระพุทธรูป เขาชอบสวดมนต์ในเรือนที่ยื่นออกมามาจากยอดเขามากกว่า

            ยามนั่งอยู่บนเบาะกลมเพื่อสวดมนต์แล้วเงยหน้าขึ้น ก็สามารถเห็นใบไม้ที่ลู่ตามกระแสลมได้

            ทั้งยังมองเห็นภูเขาที่อยู่แสนไกล

            บางคราก็มีเสียงนก เสียงแมลงร้องแว่วมา

            หรือกระทั่งบางคราเสียงท่องตำราของเหล่าบัณฑิตในสำนักเชิน ก็แว่วดังมาถึงที่นี่เช่นกัน

            เสียงท่องตำราสำหรับเขาแล้วน่าฟังกว่าเสียงสวดมนต์เป็นไหนๆ 

            บทสวดมนต์ในตำราเขาล้วนแต่ท่องจำได้หมดแล้ว บัดนี้ไม่จำเป็นต้องดูตำรา ก็สามารถท่องให้ฟังได้

            เมื่อวานยามที่ลองแข่งกับท่านอาจารย์ ท่านยังกล่าวว่ายอมแพ้เขาแล้ว

            ทว่าผลแพ้ชนะจริงๆ เป็นอย่างไร ท่านอาจารย์กลับไม่ได้บอก

            เณรน้อยที่นั่งขัดสมาธิสวดมนต์อยู่ อยู่ดีๆ ก็พลันรู้สึกเบื่อหน่าย

            ภูเขาลูกนี้จริงๆ แล้วไม่ว่าอะไรก็ดีทุกอย่าง ยกเว้นแต่ว่าที่นี่ไม่มีน้ำใช้

            จำเป็นต้องลงไปหาบน้ำเอง

            สือชีคิดว่าท่านอาจารย์จงใจเลือกที่แห่งนี้

            การหาบน้ำนับว่าเป็นการฝึกจิตใจอย่างหนึ่ง มิเช่นนั้นภูเขาลูกนี้ก็จะนับว่าสงบสุขเกินไป

            เมื่อฉันอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว

            เณรน้อยจึงขออาสาไปหาบน้ำให้ทุกคน

            ภิกษุชราไม่ได้คัดค้าน

            ภิกษุหนุ่มอาปารู้ดีว่าศิษย์น้องแม้จะร่างกายผอมบาง ทว่าเรี่ยวแรงกลับมีมากอย่าบอกใคร เขาที่ทั้งร่างเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ยามงัดข้อกับศิษย์น้องก็ยังพ่ายแพ้อยู่เสมอ เช่นนั้นเขาจึงไม่คัดค้านน้ำใจของศิษย์น้องเช่นกัน

            เณรน้อยเมื่อเห็นว่าทุกคนตกลงก็แบกถังออกเดินทางไปหาบน้ำ

            ศีรษะล้านเกลี้ยง ไม้หาบ ถังไม้ และเส้นทางบนภูเขาที่แสนจะคดเคี้ยว รวมกันเป็นภาพของเณรน้อยที่ออกเดินอย่างมีความสุข 

            เณรน้อยกระโดดผ่านโขดหิน ผ่านลำธารสายน้อย ยิ่งเดินไปก็ยิ่งเข้าใกล้ตาน้ำบนภูเขา ทว่าก็ยิ่งเข้าใกล้สำนักเชินด้วยเช่นกัน

            เมื่อมาถึงทางแยก เณรน้อยก็พลันรู้สึกลังเลขึ้นมา

            หากเลี้ยวซ้ายจะเป็นตาน้ำ แต่หากเลี้ยวขวาก็จะเป็นสำนักเชิน

            ในใจของเณรน้อยพลันรู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาจนต้องพึมพำ “อมิตาพุทธๆ” ก่อนขาข้างหนึ่งจะออกก้าวไปทางสำนักเชินโดยไม่รู้ตัว

            ร่างน้อยสาวเท้ายาวๆ ไปข้างหน้า

            เณรน้อยที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่กลางป่าดูคล้ายกับวานรตัวหนึ่งที่กำลังแบกถังน้ำวิ่งออกมา

            ทหารคุ้มกันของสำนักเชินเข้มงวดนัก แต่ทางที่เณรน้อยกำลังเดินอยู่เป็นทางด้านหลังภูเขา

            ด้วยเพราะตาน้ำก็อยู่บริเวณด้านหลังสำนักเชินด้วยเช่นกัน

            ไม่นานนักเณรน้อยก็เกือบจะเดินทะลุผืนป่าเขียวชอุ่มที่ขวางกั้นเอาไว้

            เมื่อเดินไปจนพบกับหน้าผาตรงดิ่ง เณรน้อยก็รู้สึกกลัดกลุ้มเล็กน้อย

            ทว่าครู่ต่อมาดวงตากลมโตของเณรน้อยก็พลันจ้องเขม็ง บนหน้าผายังมีเถาวัลย์อยู่

            เขาจึงวางถังไม้ที่แบกมาลง แล้วไต่ไปตามแนวเถาวัลย์

            ไต่ไปก็สวดมนต์ที่ตนท่องจำได้ขึ้นใจไป

            ไม่นานก็ไต่มาจนสุดหน้าผา

            เสียงหัวเราะครื้นเครงแว่วดังขึ้น

            เสียงเหล่านั้นเจือมาด้วยเสียงท่องตำรา

            เณรน้อยนั่งลงข้างหน้าผาอย่างเคลิบเคลิ้ม

            ที่นี่ช่างงดงามเหลือเกิน

            เหมือนกับว่าจะสามารถมองเห็นวัดเล็กๆ ที่ตนอาศัยอยู่ เห็นอาปาที่กำลังผ่าฟืน และเห็นท่านอาจารย์ที่กำลังสวดมนต์อยู่

            อีกทั้งบริเวณตาน้ำยังมีน้ำตก

            สายน้ำโปร่งใสไหลลงจากที่สูงกระทบกับพื้นด้านล่างกลายเป็นสีขาว

            เมื่อกระทบกับแสงตะวันก็ปรากฏให้เห็นสีสันสดใส

            ชายจีวรของเณรน้อยยามสายลมพัดผ่านก็ส่งเสียงพึ่บพั่บ

            เมื่อยืนตากลมอยู่ครู่หนึ่ง เณรน้อยก็ตามหาห้องเรียนห้องหนึ่ง เช่นเดียวกับยามสวดมนต์ เขาค่อยๆ หย่อนร่างนั่งลงบนพงหญ้าท้ายห้องเรียน ฟังท่านอาจารย์ที่กำลังสอนอยู่ ฟังเหล่าบัณฑิตที่กำลังตอบคำถามอย่างเคลิบเคลิ้ม

            ช่วงเวลานี้ที่ไม่มีอมิตาพุทธ ไม่มีท่านอาจารย์ ไม่มีวัด ไม่มีทุ่งหญ้า ไม่มีการฆ่าฟัน

            เมื่อแสงแดดค่อยๆ สาดส่องลงบนยอดเขา

            ท่านอาจารย์ก็ใช้ไม้เคาะสองสามที แล้วประกาศให้เลิกเรียน

            เหล่าบัณฑิตก็พากันทำความเคารพ กล่าวลาท่านอาจารย์ของตน

            เมื่อท่านอาจารย์จากไปแล้ว เหล่าบัณฑิตก็พากันคึกคัก

            เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงพลันดังขึ้น

            พู่กันด้ามหนึ่งไม่รู้ลอยมาจากที่ใดหล่นลงบนศีรษะล้านเกลี้ยงของเณรน้อย 

            เขาจึงเพิ่งคิดได้ว่าตนยังต้องหาบน้ำ

            ร่างน้อยพลันผุดลุกยืนขึ้น แล้วปีนแนวเถาวัลย์กลับไป เมื่อเจอถังไม้ของตนแล้วก็รีบวิ่งไปตักน้ำทันที

            เด็กชายที่ออกมาเก็บพู่กันก็เห็นว่าพู่กันของเขาตกอยู่กลางพงหญ้ากองหนึ่ง พงหญ้าแบนราบไปกับพื้นดินราวกับมีตัวอะไรสักอย่างกดทับไว้

            เณรน้อยเมื่อตักน้ำแล้ว ก็รีบวิ่งกลับไปยังวัดทันที

            จีวรของเณรน้อยที่วิ่งอยู่กลางป่าพลิ้วสะบัดไปตามลม

            ……

            นายท่านสามเดินทางมาถึงก่อนใคร เขาเดินทางรวดเร็วราวกับโบยบินเข้ามาในเมืองเพื่อจัดหาที่พักเอาไว้ก่อน

            เรือนที่เขาเลือกนับว่าดีที่สุด

            เมื่อดูจากพื้นที่ก็รู้ว่าอยู่ไม่ไกลจากวังหลวงนัก

            บริเวณรอบวังหลวงล้วนแต่เป็นจวนของเหล่าขุนนาง และคนในราชวงศ์

            ราคาของเรือนเหล่านี้ย่อมแพงหูฉี่

            นายท่านสามชอบสะสมเงินทอง ทั้งยังโลภเหลือเกิน เดิมทีเขาคิดว่าจะเลือกซื้อเรือนธรรมดาสักหลัง ถึงอย่างไรเรื่องหลักที่พวกเขาเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อส่งเด็กๆ เข้าเรียน

            ไม่คาดคิดว่าเขาจะกล้าใช้เงินมากถึงเพียงนี้ เพื่อซื้อเรือนหลังนี้

            กระทั่งหลัวอู๋เลี่ยงก็ตกใจไม่น้อย

            ทำเลต่างกัน ราคาก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว เรือนที่นายท่านสามเลือก เกรงว่าจะแพงกว่าเรือนที่อยู่ชานเมืองถึงสิบเท่า

            ด้วยเพราะที่ดินแถวนี้ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นที่ดินพระราชทาน ไม่อาจซื้อมาได้โดยง่าย

            นายท่านสามยืนอยู่หน้าประตูมองแม่นางหลัวที่ลงมาจากรถม้าพร้อมใบหน้าตื่นตะลึง ในใจของเขาก็อดจะรู้สึกเบิกบานขึ้นมาไม่ได้

            ทว่าในคราแรกที่เขาเลือกเรือนหลังนี้ ก็ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว

            เรือนหลังนี้แม้จะแพงหูฉี่ ทว่ากลับตั้งอยู่ตรงใจกลางทั้งยังเป็นเรือนที่อยู่ใกล้วังหลวงที่สุดเท่าที่เขาจะหาได้แล้ว หากพลาดโอกาสนี้ไปกว่าจะหาทำเลงามเช่นนี้ได้อีกคงจะยากเย็นแล้ว

            ความจริงเขารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนัก เมื่อผ่านเรื่องราวกันมาถึงขนาดนี้ เขาจึงได้รู้ว่าอู๋เลี่ยงมิใช่บุตรสาวของพ่อค้าอย่างแน่นอน กิริยาของนางดูสง่างามเสียยิ่งกว่าเหล่าสตรีในครอบครัวขุนนางที่ถูกเนรเทศมาเสียอีก

            ยิ่งเขารู้จักนางมากเท่าใด เขาก็ยิ่งชอบนางมากเท่านั้น ทว่าก็ยิ่งพบว่าเขาช่างไม่คู่ควรกับนาง

            ดังนั้นจึงหวังว่าตนจะสามารถมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้นางได้

            เช่นเดียวกันกับเรือนหลังนี้ที่เขาใช้นามของนางในการซื้อ

            และเพื่อให้นางเบิกบานใจ ข้าวของที่ประดับตกแต่งด้านใน เขาล้วนแต่ตั้งใจสอบถามมาว่าชนชั้นสูงไม่ใคร่จะชอบของที่ใหม่เกินไปนัก มักจะชอบข้าวของที่ดูผ่านกาลเวลามาสักระยะหนึ่ง ดังนั้นข้าวของในเรือนจึงล้วนแต่เป็นของโบราณที่ราคาแพงเสียยิ่งกว่าของใหม่เสียอีก

            นายท่านสามยามใช้เงินไม่มีแม้แต่ท่าทีอาวรณ์ ใช้จ่ายราวกับน้ำก็ว่าได้

            ทั้งหมดก็เพื่อรอวันนี้ วันที่จะได้เห็นใบหน้าตื่นตกใจของอู๋เลี่ยง

            หลัวอู๋เลี่ยงยืนอยู่หน้าเรือน เมื่อเห็นป้ายใหญ่โตที่มีตัวอักษรเขียนไว้ด้านบนว่าจวนหลัว สีหน้าของนางพลันแปลกประหลาด เพราะสุดถนนสายนี้ก็มีจวนหลังหนึ่งที่เขียนตัวอักษรตัวใหญ่ไว้หน้าประตูว่าจวนหลัวเช่นกัน

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359