ชีวิตวัยเด็กของผมเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายในบ้านเช่าหลังเล็กแถบชานเมือง ผมเป็เด็กที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว เพราะแม่ไม่ค่อยจะให้ออกจากบ้านไปเล่นกับเด็กคนอื่น จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่งที่มีเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันมาชวนผมไปเล่นที่หน้าบ้านผม "นี่....ไปเล่นกันมั้ยเรามีของเล่นเยอะเลย" ด้วยความที่ไร้เดียงสาอยากจะเล่นของเล่น ก็เลยได้แอบแม่เดินออกไปกับเพื่อนคนนั้น ระหว่างทางก็จินตนาการถึงของเล่นว่าจะเป็แบบไหน จะสนุกมั้ยจนลืมกระทั้งจะถามว่าเพื่อนชื่ออะไร เพราะความเป็เด็กที่ไม่ค่อยกล้าพูดและยังไม่รู้ความ เดินมาได้อึดใจเดียวก็ถึงหน้าบ้านของเด็กคนนั้น ซึ่งอยู่ปากซอยของหมู่บ้านห่างจากบ้านของผมประมาน4หลัง ที่หน้าบ้านเขาเป็บ้านแบบโถงเปิด และมีของวางเรียงตามทางเดิน ผมก็หยุดอยู่ตรงทางเข้าหน้าบ้าน เพื่อนคนนั้นก็ได้เดินเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบของเล่นนั้น เขาบอกให้ผมรอเพื่อไปหยิบของเล่น และเขาก็เดินเข้าไปในบ้าน และก็มีเสียงเรียกดังมาจากไนบ้าน "นี่ไง"แต่พริบตาที่ผมหันไปตามเสียงเรียก วัตถุเหล็กเย็นเยียบก็พุ่งเข้าปะทะหน้าผากผมอย่างจัง เขาเพิ่งปา "ไขควงสี่แฉกด้ามสีเขียว" ใส่หน้าผากของผม
ความรู้สึกตอนที่โดนนั้นมันตื้อไปหมด มันไม่ใช่ความเจ็บแหลม ๆ ในทีแรก แต่มันคือความรู้สึกเหมือนมีของหนัก ๆ มากระแทกหน้าผากจนหน้าหงาย ผมมึนงงจนโลกทั้งใบหมุนคว้าง สายตาพร่าเบลอไปชั่วขณะ สิ่งที่ผมเห็นตรงหน้าคือเด็กชายคนนั้นยืนตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก และบนพื้นดินมี "ไขควงด้ามสีเขียว" ตกอยู่ มันคือต้นเหตุของความรู้สึกตื้อที่หน้าผากผมในตอนนี้ จากความรู้สึกตื้อเริ่มกลายเป็ความร้อนผ่าว ผมพยายามใช้แขนเสื้อปาดสิ่งที่ไหลลงมาเพราะคิดว่าเป็เหงื่อ แต่พอมองดูแขนเสื้อ มันกลับกลายเป็สีแดงฉานเข้มข้น ความใขีดสุดพุ่งจู่โจมหัวใจจนเต้นรัว เืไหลโกรกจนชุ่มโชกคอเสื้อและลามลงไปจนถึงชายเสื้อ
ความเ็ปที่แท้จริงเริ่มทำงาน แต่มันกลับไม่น่ากลัวเท่าความกลัวที่อยู่ในใจ ผมสั่นไปทั้งตัวเพราะรู้ว่าต้องกลับไปเผชิญหน้ากับแม่ ผมจำได้แม่นยำว่าแม่เคยทำโทษเวลาผมทำผิด ครั้งนี้แผลมันใหญ่มาก ในหัวผมคิดเพียงอย่างเดียวว่า "เราต้องโดนแม่ตีหนักแน่ ๆ" ผมตัดสินใจเดินออกมาจากที่ตรงนั้นด้วยอาการหูอื้อและใจที่สั่นระรัว ก้าวเดินแต่ละก้าวมันดูยากเย็นและทอดยาวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เมื่อมาถึงหน้ารั้วบ้านเหล็กซี่สีขาวสะอาดตา ผมหยุดยืนนิ่งอยู่อึดใจใหญ่ ในหัวตีกันวุ่นวายระหว่างความเจ็บกับความกลัว ผมยื่นมือที่อาบไปด้วยเืสด ๆ ไปจับที่รั้วขาวเพื่อจะเลื่อนเปิด รอยนิ้วมือสีแดงฉานประทับเด่นชัดลงบนซี่รั้วสะอาดตา เสียงล้อประตูเหล็กดัง “เอี๊ยด...” ลากยาวเรียกการรับรู้ของคนในบ้านได้ทันที
ผมก้าวเข้าบ้านไปพบแม่ที่กำลังก้มหน้าก้มตากวาดพื้นด้วยไม้กวาดดอกหญ้าด้ามเรียวอยู่อีกทาง แม่ยังไม่ได้หันมามองผมแต่ปากก็ะโดุไล่หลังมาทันที
"กลับมาแล้วเหรอ ไปทำอะไรมาล่ะ บอกกี่หนแล้วว่าอย่าไปเล่นไกล ไม่เคยจะจำ!"
ผมยืนนิ่งเงียบ ไม่กล้าตอบคำถามใด ๆ จนแม่เริ่ม สังเกตว่าทำไมลูกชายถึงเงียบผิดปกติ จึงหยุดมือจากการกวาดพื้นแล้วเงยหน้าขึ้นมามอง... วินาทีนั้นความเงียบสงัดครอบงำบ้านไปชั่วครู่เมื่อแม่เห็นหน้าลูกชายที่อาบไปด้วยเืแดงฉาน แม่ทิ้งไม้กวาดในมือทันที แววตาที่เคยดุเปลี่ยนเป็ความใขีดสุด "ไปทำอะไรมา! ถึงได้เป็แบบนั้น!" แม่ปรี่เข้ามาประคองผมไปนั่งที่โซฟาเพื่อทำแผลเบื้องต้น
ระหว่างที่แม่ทำแผล ท่านนิ่งเงียบอย่างน่ากลัว ไม่ดุด่า ไม่พูดอะไรออกมาสักคำเดียว แต่สายตานั้นดูครุ่นคิดและดุดันอย่างเห็นได้ชัด ผมััได้ว่าในใจแม่กำลังคิดถึงเื่ราวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ทั้งเื่แผลของผมและการจัดการกับต้นเหตุที่ทำให้ผมเป็แบบนี้ ท่าทางที่สงบนิ่งแต่หนักแน่นของแม่ทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เมื่อทำแผลเบื้องต้นเสร็จ แม่เอาผ้ามาพันที่หัวผมไว้เพื่อกดแผลห้ามเื แล้วกำชับด้วยเสียงที่เด็ดขาดว่า "จากนี้ไปห้ามไปเล่นกับเด็กคนนั้นอีกเด็ดขาดนะ!" ก่อนจะพาผมออกไปโบกรถรับจ้างที่หน้าหมู่บ้านเพื่อไปโรงพยาบาล
เมื่อลงจากรถรับจ้าง สภาพโรงพยาบาลในตอนนั้นดูวุ่นวายและเต็มไปด้วยกลิ่นยาที่ชวนให้เด็กอย่างผมขยาด ผมเดินตามแม่เข้าไปที่จุดคัดกรอง พบพยาบาลเป็จุดแรก แม่บอกอาการคร่าว ๆ ว่าลูกโดนไขควงปาใส่หัวแตก พยาบาลจดข้อมูลลงกระดาษแล้วบอกให้เราไปนั่งรอในห้องทำแผล
การนั่งรอในห้องทำแผลเป็่เวลาที่ทรมานที่สุดสำหรับเด็ก ความคิดกลัวหมอกลัวพยาบาลเริ่มเกาะกินใจ ผมมองดูอุปกรณ์สแตนเลสวาววับในถาดแล้วจินตนาการไปต่าง ๆ นา ๆ จนกระทั่งหมอเดินเข้ามา แม่ยกมือไหว้หมอ ผมก็รีบทำตาม หมอถามแม่ว่าไปโดนอะไรมา แม่ตอบว่า "โดนเพื่อนปาไขควงใส่ค่ะ พอมาเห็นก็เือาบหัวแตก ฉันเลยทำแผลให้เบื้องต้นแล้วพามาให้หมอดูค่ะ" หมอสำรวจแผลแล้วบอกว่า "แผลยาวไปต้องเย็บแล้วฉีดยากันบาดทะยักหนึ่งเข็มนะครับ"
วินาทีนั้นผมถึงกับอึ้ง ในหัวมีแต่ความสงสัยว่า "เย็บแผล" คืออะไร? มันเหมือนการเย็บผ้าที่แม่เคยทำหรือเปล่า? แล้วมันจะเจ็บขนาดไหน? ผมได้แต่นั่งงงผสมกับความกลัวที่ทวีคูณขึ้นเมื่อเห็นพยาบาลนำรถเครื่องมือเข้ามา หมอสั่งให้แม่มายืนจับผมไว้ไม่ให้ดิ้น แม่จับแขนผมแนบลำตัวไว้เหมือนกึ่งกดกึ่งมัดแต่ไม่ได้แน่นมาก จนถึง่จะลงเข็ม หมอบอก "จับแน่นนิดนะครับแม่ น้องอาจจะดิ้น" แม่ก็เพิ่มแรงบีบยึดผมไว้ให้มั่นคงที่สุด
หมอเริ่มเย็บแผล จังหวะนั้นความสงสัยว่าเย็บแผลคืออะไรมันเด่นชัดกว่าความเจ็บเสียอีก ผมมัวแต่คิดวนไปวนมาว่าหมอทำอะไรกับหน้าผากเรา จนกระทั่งได้ยินเสียงตัดไหม "กึ้ด" ความรู้สึกมันแค่ตึง ๆ ที่หน้าผากเท่านั้นเอง หมอชมว่าผมเก่งจังไม่ดิ้นเลย แล้วก็หัวเราะกับแม่ ทำเอาผมงง ๆ ว่ามันเสร็จง่ายขนาดนี้เลยเหรอ แต่แล้วความกลัวที่แท้จริงก็มาถึงเมื่อหมอเตรียมเข็มฉีดยา ผมรู้ว่ามันต้องเจ็บแน่ ๆ และมันก็เจ็บจริง ๆ แต่มันแค่อึดใจเดียวเท่านั้น เมื่อเสร็จสิ้น แม่ก็ขอบคุณหมอแล้วพาผมเดินออกมาเพื่อรอชำระเงินต่อไป
บทสรุป:
หลังจากกลับมาจากโรงพยาบาล ผมได้รับประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม ความเ็ปครั้งนี้เป็บทเรียนที่ทำให้ผมเรียนรู้และจำได้ดีเพื่อนำพาไปสู่ความเติบโต ถ้าวันนั้นผมไม่ไปเล่น ถ้าวันนั้นแม่ตีผมจริง ๆ หรือถ้าแม่ไปเอาเื่บ้านนั้นจนบานปลาย เื่คงวุ่นวายจนคิดไม่ออก การที่มันจบลงด้วยดีแบบนี้จึงเป็สิ่งที่ดีที่สุดแล้ว