ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    รวย! รวย! รวย! 1

          กฎการเดิมพันไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่ลงเดิมพันฝ่ายที่ต้องการจำนวนเท่าใดก็ได้ ขั้นต่ำสุดคือสิบอีแปะ มากที่สุดที่สามารถลงเดิมพันได้คือหนึ่งร้อยหยกม่วง! เพราะสาขาที่เมืองซือถือเป็นสาขาที่ใหญ่รองจากสาขาที่อยู่ตามเมืองหลวงจึงกำหนดเพดานเดิมพันไว้สูงมาก

          ทางหอลานประลองจะเป็นเจ้ามือเอง หากฝ่ายที่ชนะพนันทางหอจะหักเงินที่ได้ออกมาหนึ่งในร้อยส่วนเข้าหอ ถือเป็นค่าธรรมเนียม หอลานประลองฉลาดมากมีแต่ได้กับได้ทุกทาง ตั้งแต่ค่าเข้า ค่าสมัครลงประลอง เงินส่วนต่างในแต่ละรอบการประลอง และยังได้เงินค่าธรรมเนียมจากคนที่ชนะอีก!

          คิดดูเถอะว่ากำไรที่ได้จะมีมูลค่ามหาศาลเท่าใด?

          ถึงแม้ว่าจะมีเสียบ้างหากในรอบนั้นๆมีคนที่เดิมพันถูกเป็นจำนวนมาก แต่มันก็เป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบจากภาพรวมไม่ใช่หรือ

          อ่า...สกุลจินต้องมีจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์หลบซ่อนตัวอยู่เป็นแน่

          แต่ที่หอลานประลองของสกุลจินเป็นที่เชื่อถือก็เพราะพวกเขาจ่ายครบและรวดเร็วไม่ว่าผู้เดิมพันจะชนะการเดิมพันมากเท่าใดก็ตาม ภายในลานประลองยังมีหมอประจำอยู่และมีการรักษาความปลอดภัยภายในเป็นอย่างดี

          นอกจากนี้ทางหอลานประลองก็ยังมีระบบน่าสนใจบางอย่างที่ซูเจินไม่นึกว่าจะได้พบเห็นที่นี่เลยด้วย นั่นก็คือระบบของอัตราการต่อรอง หากคู่การประลองใดมีระดับห่างชั้นกันมากนัก อัตราเดิมพันต่อฝ่ายที่แข็งแกร่งมากกว่าก็จะยิ่งได้เงินที่ชนะเดิมพันมาก

          หมายความว่า ฝ่ายที่ชนะการเดิมพันจะได้เงินเดิมพันเท่ากับจำนวนเงินคูณด้วยอัตราการต่อรอง หากยังไม่เข้าใจจะยกตัวอย่างให้ฟัง สมมติว่าอัตราเดิมพันคือ หนึ่งต่อห้า หากลงเดิมพันจำนวนเงินหนึ่งตำลึงเงินเท่ากัน หากฝ่ายที่เป็นหนึ่งชนะก็จะได้เงินเดิมพันหนึ่งตำลึงเงิน แต่หากฝ่ายที่เป็นห้าชนะก็จะได้เงินเดิมพันห้าตำลึงเงิน เพราะนั่นหมายถึงฝั่งซ้ายนั้นถูกประเมินแล้วว่าความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก และมีโอกาสที่จะชนะมากกว่า

          การเดิมพันโดยมีอัตราต่อรองเช่นนี้เป็นที่นิยมพนันในกีฬาในโลกก่อนเป็นอย่างมาก การประลองสัตว์อสูรก็นับว่าเป็นกีฬาอย่างหนึ่งได้สินะ

          “จือเหลียง เจ้าว่าฝ่ายไหนจะชนะ?” ซูเจินถาม

          “หา...เอ่อ ข้าน้อยไม่รู้” เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าฝ่ายไหนจะชนะ พวกมันทั้งคู่ต่างก็ดูแข็งแกร่ง

          “เอาน่า เจ้าก็เลือกๆมาสักตัว ตัวไหนก็ได้ เร็วเข้า! เดี๋ยวก็หมดเวลาเดิมพันก่อนหรอก” ซูเจินเร่งเร้าให้เขาเลือกเร็วๆ ที่จริงการประลองได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังดูเชิงกันอยู่ยังไม่ได้ต่อสู้กันอย่างจริงจัง คาดว่าน่าจะรอให้หมดเวลาการเดิมพันเสียก่อน ดังนั้นเวลาเดิมพันก็น่าจะไม่นานนัก

          “งั้น...น่าจะเป็นเม่นหินผา” จือเหลียงตอบ

          “ดีมาก เม่นหินผาสินะ” ซูเจินพยักหน้าแล้วมองข้ามหัวจือเหลียงไปพูดกับซิ่นทง

          “ซิ่นทงเอาเงินของเจ้ามา” นางแบมือไปยังอีกฝ่าย

          “เงินข้า? เอาไปทำไม?”

          “เอาไปเดิมพัน เร็วๆ” ซิ่นทงชะงักมือที่กำลังล้วงหยิบถุงเงินใบเก่าของเขา เมื่อกี้นางบอกจะเอาเดิมพันใช่หรือไม่?

          ไม่ๆๆ ไม่ได้เด็ดขาด นี่เป็นเงินก้อนเดียวของเขา เขาจะไม่ยอมเสียมันไป!

          ซูเจินจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจ รีบฉกถุงเงินในมืออีกฝ่ายแล้ววิ่งไปทางโต๊ะรับเดิมพันอย่างเร็ว ซิ่นทงไม่ทันตั้งตัว ไม่นึกว่านางจะถึงกับฉกเอาถุงเงินของตนไป มือที่จะคว้าถุงคืนคว้าได้เพียงอากาศ

          “นางจะเอาไปเดิมพันฝั่งใด” ซิ่นทงร่ำไห้ในใจเงียบๆ ไหนๆก็เสียมันไปแล้ว เขาก็อยากรู้ว่านางจะเอาเดิมพันฝ่ายไหน

          “น่าจะ...เม่นหินผา/เม่นหินผา” จือเหลียงตอบ จังหวะเดียวกันซิ่นจงที่อยู่ข้างพี่ชายก็พูดขึ้นเหมือนกัน

          “เม่นหินผา? แต่ข้าว่าวิหคฟ้าจะชนะ ตัวเม่นจะชนะนกได้อย่างไรกัน...เดี๋ยวข้ามานะ” เหวินอี้ก็วิ่งละลิ่วตามไป เขาก็จะเดิมพัน แต่เดิมพันฝ่ายวิหคฟ้า เขามั่นใจว่ามันจะต้องชนะ!

          “ทำไมนางเลือกเม่นหินผา?”

          “น่าจะ...เป็นเพราะข้าบอกว่ามันจะชนะ...มั้ง” จือเหลียงพูดไม่ค่อยเต็มเสียงเท่าไหร่นัก

          “แค่เจ้าบอกนางก็เชื่อแล้วหรือ? แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่ามันจะชนะ?” ซิ่นทงตะลึง

          “ข้าเพิ่งเห็นพวกมันครั้งแรกจะรู้ได้อย่างไรว่าฝ่ายไหนจะชนะ ข้าก็แค่เดาส่งๆ” จือเหลียงตอบตามความจริง แต่เขาไม่ได้บอกอีกฝ่ายว่าเขามีชื่อเล่นว่า ตัวนำโชค...

          คราวนี้ซิ่นทงกลายเป็นพูดไม่ออกแล้ว รู้สึกเหมือนเห็นเงินที่เขาหามาอย่างยากลำบากกำลังลอยหายไปกับตา

          “เม่นหินผาจะชนะ” เป็นเสียงอันแผ่วเบาของซิ่นจง

          “แต่ข้าว่าวิหคฟ้าจะชนะ!” เสียงดังมาจากด้านหลัง พวกเขาหันมองตามเสียง เห็นกลุ่มคนค่อยๆแหวกออกโดยกลุ่มชายหลายคนที่แหวกเปิดทาง

          เจ้าของเสียงคือเด็กหนุ่มคนหนึ่งใส่ชุดสีเขียวสด คลี่พัดปิดหน้าครึ่งล่างอยู่ภายในของกลุ่มชายที่ยืนล้อมเป็นวงกลม ทำท่าทีเหมือนรังเกียจผู้คนรอบข้างไม่อยากจะให้ผู้อื่นถูกตัว เมื่อมาถึงด้านหน้าสุด ชายที่ติดตามมาด้วยก็ยืนล้อมรอบด้านหลัง

          “ข้าเดิมพันวิหคฟ้าถึงหนึ่งร้อยตำลึงทองเชียวนะ” ชายผู้นั้นเอาพัดลงแล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย

          หา? อะไรกัน คนผู้นี้กำลังเกทับพวกเขาใช่หรือไม่? หน้าตาก็ดีดูท่าทางก็น่าจะเป็นคนมีเงิน ไฉนแต่งตัวเหมือนคนสติไม่เต็มเช่นนี้เล่า

          ซิ่นทงมองอีกฝ่ายขึ้นลงหลายรอบ แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเวทนาอย่างไม่รู้ตัว อีกฝ่ายเห็นสีหน้าเช่นนั้นก็ถลึงตาใส่เขาแล้วด่า “เสียมารยาท!”

          ซิ่นจงหดคอหลบหลังพี่ชายตน

          “หากพวกเจ้าไม่อยากเดิมพันเสียก็ลงเดิมพันฝ่ายวิหคฟ้าเสียจะดีกว่านะ”

          “พวกข้าจะเดิมพันฝ่ายไหนมันก็เรื่องของพวกข้า เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย” จือเหลียงโต้อีกฝ่าย เป็นลูกคู่กับซิ่นทง เฮยหลงกับซิ่นจงเงียบเสียงไม่พูดจา

          “ข้าหวังดีหรอกนะ เห็นพวกเจ้าท่าทางเซ่อซ่าคงไม่รู้เรื่องรู้ราว” คุณชายผู้นั้นมองพวกเขาขึ้นลง

          “พวกข้าไม่ได้ร้องขอเสียหน่อย เจ้านั่นแหละเป็นใครจู่ๆก็มาคุยกับพวกข้า” ยังคงเป็นจือเหลียงที่กล่าว

          “ข้า...มัน...มันเรื่องของข้า!” คุณชายผู้นั้นอ้าๆหุบๆปาก กว่าจะเปล่งเสียงออกมาได้ “ข้าจะบอกพวกเจ้าก็ได้ ข้าหย่งเหลียน จะเรียกข้าว่าคุณชายเหลียนก็ได้”

          “หา? พวกข้าไม่ได้อยากรู้เสียหน่อย” ซิ่นทงบ่นอุบอิบ แต่หย่งเหลียนก็ยังได้ยิน

          หย่งเหลียนรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย เขาออกเดินทางตั้งใจไปเมืองหลวงเพื่อเข้าสอบของสำนักสวรรค์ ในขบวนมีแต่ผู้คุ้มกันที่ทางบ้านส่งมาให้อารักขา ไม่มีเพื่อนเลยสักคนเดียว จึงค่อนข้างเหงาเล็กน้อย พอมาถึงเมืองซือก็เลยแวะหยุดพักสักวัน ได้ยินว่าที่เมืองนี้มีหอลานประลองก็เลยลองมาดูฆ่าเวลา

          เข้ามาแล้วก็มีแต่คนมีอายุและก็แน่นขนัด สายตาเห็นกลุ่มคนที่มีแต่คนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาเลยเดินเข้ามาหา แต่ให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่บอกหรอก หึ

          “อย่างไรเม่นหินผาก็ชนะ” ซิ่นจงโผล่หัวออกมาบอก

          “อะไรกันเจ้าเด็กนี่ ทำไมเจ้าคิดว่ามันจะชนะล่ะ หรือเจ้าเดา?” หย่งเหลียนถามกลับ ซิ่นจงหดหัวกลับมาเล็กน้อย ซิ่นทงเองก็แปลกใจที่น้องชายของเขากล้าโต้เถียงกลับเช่นนี้ หากเป็นเมื่อก่อนอย่าว่าแต่โต้เถียงเลย แม้แต่จะสบตาก็ยังไม่กล้า

          “ก็...วิหคตัวนั้นมันดูท่าทางไม่ค่อยดี” เขาบอก

          หืม...ซิ่นจงดูจะเปลี่ยนไปหน่อยหรือไม่?

          คนที่เหลือรวมทั้งหย่งเหลียนหันกลับไม่มองบนเวที มองสลับกับทั้งสองตัวอยู่หลายรอบก็ไม่เห็นท่าทางไม่ค่อยดีที่ว่า

          “เจ้าพูดเหลวไหลอันใด ไม่เห็นว่ามันจะไม่ค่อยดีที่ตรงไหน ก็ดูแข็งแรงดีนี่” หย่งเหลียนพูด คราวนี้ซิ่นจงไม่ได้พูดอะไรอีก แต่กลับหันไปสนใจการต่อสู้บนเวทีแทน

    คล้ายกับเรื่องตำนานยอดหญิงซูเจิน ที่คุณอ่าน