สำหรับบ้านไร่อันจะเป็บ้านหลังใหม่ของครอบครัวนั้นตั้งอยู่ทางฟากตะวันตกของแผ่นดินที่เคยเป็ที่อยู่ของพวกอินเดียนมาก่อน
“ตอนนี้ก็เหลือระยะทางที่จะต้องไปกันต่ออีกไม่มากแล้ว”เอ็ดดี้บอกเมื่อเดินเข้าไปสมทบกับเอลิสันตรงที่มีโต๊ะตั้งไว้สำหรับให้นั่งปิกนิกกันได้ข้างทางสายลมเย็นเยือกที่พลิ้วแ่อยู่ตลอดเวลา พยายามซอกซอนเข้าไปในคอเสื้อเอ็ดดี้กลัดกระดุมเม็ดบนไว้ไม่ให้มันผ่านเข้าไปได้
“แม่คะ ขอกาแฟหน่อย” เอลิสันยื่นถ้วยมาตรงหน้าและเอ็ดดี้ก็รินให้ครึ่งถ้วย“แหม...หนูอยากจะเห็นบ้านไร่หลังนั้นเร็วๆ จังรู้อย่างนี้ตามไปดูตอนแรกด้วยก็จะดีหรอก”
“อย่าหวังอะไรให้มันมากไปนักก็แล้วกัน” เอ็ดดี้เตือนลูกสาว “บ้านหลังนั้นน่ะมันเก่ามากยังจะต้องซ่อมแซมกันอีกแยะเลยเชียวละ”
“คงพอมีกาแฟเหลือให้ผมบ้างนะครับ” เจอรี่เข้ามาหยุดอยู่ข้างตัว เขาใส่เสื้อเชิ้ตที่ค่อนข้างหนาแต่ไม่ได้ใส่เสื้อคลุมเหมือนพวกผู้หญิงยืนถูมืออยู่ไปมาเพื่อให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นบ้าง และเอ็ดดี้ก็รินกาแฟใส่ถ้วยให้เขาเช่นเดียวกับเอลิสัน
“บ้านไร่นั่นมันออกจะดูเก่าไปสักหน่อยก็จริงแต่ผมว่ามันก็ไม่ถึงกับจะไม่มีราคาเสียเลยนะครับ” เขาเอ่ยขึ้นโดยจับใจความจากประโยคคำพูดที่เอ็ดดี้ทิ้งค้างไว้
“เธอว่าอะไรนะ” ในตอนแรกเอ็ดดี้ไม่ใคร่เข้าใจความหมายในคำพูดของลูกเลี้ยงเท่าไรนักแต่พอนึกขึ้นมาได้เธอก็พยักหน้า “เธอคิดว่ามันจะเป็อย่างนั้นจริงๆน่ะหรือ”
“ก็จริงน่ะสิครับ” เขายกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ“ผมว่าเราสามารถจะขายมันไปและได้กำไรอย่างงามก่อนที่จะเซ็นสัญญาซื้อกับคุณคาร์เวอร์เสียด้วยซ้ำ”
“ที่จริงเราก็น่าจะทำอย่างนั้นอยู่เหมือนกันนะ”เอลิสันคล้อยตาม
“อ้าว...แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกันล่ะ” เอ็ดดี้ชี้ให้ทั้งสองมองเห็นเหตุผล “ตอนนี้บ้านเดิมก็ขายไปแล้วเพื่อที่เราจะย้ายมาอยู่ที่นี่ใครจะรู้ว่าเราจะต้องใช้เวลาอีกนานสักเท่าไหร่กว่าจะได้บ้านที่เหมาะกับความ้าของเราแล้วเธอรู้กันหรือเปล่าว่าเราจะต้องใช้เงินอีกมากมายแค่ไหนถ้าจะว่าจ้างให้ใครเขาช่วยเลี้ยงม้าให้”
“หนูคิดว่าแม่พูดถูกแล้วล่ะค่ะ” ลูกสาวช่วยสรุป
เอ็ดดี้เข้าใจดีว่าเพราะเหตุใดลูกสาวของเธอจึงยังมีความไม่แน่ใจเกิดขึ้นอยู่ คำตอบนั้นอยู่ตรงที่ว่าเคร๊ก เกอร์เน่ย์ พยายามจะมาร่วมงานเลี้ยงเพื่อการอำลาของครอบครัวแทบจะทุกครั้งที่มีการจัดขึ้นในตอนแรกเอลิสันก็ยังชาเย็นกับเขาอยู่มากแต่เมื่อเคร๊กทำท่าว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนใจง่ายๆ เด็กสาวก็เริ่มใจอ่อนลง
“เออ พูดถึงเื่ม้า” เจอรี่ยกถ้วยกาแฟขึ้นดื่มจนหมดและส่งถ้วยคืนมาให้“ผมไปดูมันหน่อยก่อนดีกว่า”
เอ็ดดี้มองตามหลังลูกเลี้ยงไปเป็ครู่เมื่อหันกลับมาอีกครั้งนั้น ประกายในดวงตาแจ่มใสยิ่งนักเพราะรู้ว่าพรุ่งนี้แล้วที่ทุกคนจะได้ขี่ม้าอยู่ในไร่ของตัวเองได้ออกสำรวจสิ่งที่เป็ทรัพย์สินร่วมกัน เธอตั้งท่าจะเอ่ยปากพูดเื่นี้กับลูกสาวแต่แล้วก็เห็นสายตาเหม่อลอยของเอลิสันที่กำลังมองไปตามเส้นทางที่ผ่านมาเข้า
“หนูเสียใจที่เราจากที่นั่นมาหรือเปล่าลูก”เอ็ดดี้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เป็ครู่กว่าที่เด็กสาวจะกะพริบตาถี่ๆและหันกลับมามองหน้ามารดา
“หนู...” น้ำเสียงนั้นไม่ได้บอกความมั่นใจเลยแต่แล้วก็มีเสียงถอนหายใจดังขึ้น “เอ้อ...ไม่...หรอกค่ะ”
เอ็ดดี้พยายามอำพรางความโล่งใจไว้ไม่ให้ลูกสาวเห็น
“เอากาแฟอีกสักหน่อยไหมล่ะยังมีเหลืออยู่อีกนิดหน่อย”
เอลิสันยื่นถ้วยออกมาตรงหน้าเงียบๆ
“แม่คะ ตอนที่แม่แต่งงานกับพ่อแม่เป็สาวบริสุทธิ์หรือเปล่าคะ” เด็กสาวถามอย่างใช้ความคิด
เคร๊ก เกอร์เน่ย์ จะต้องรับผิดชอบต่อคำถามข้อนี้เอ็ดดี้คิดอยู่ในใจก่อนจะตอบออกไปว่า
“ใช่สิลูก”
“แม่ไม่เคย...เอ้อ...คงไม่คิดที่จะมีความสัมพันธ์กับพ่อก่อนหน้าการแต่งงานหรืออะไรทำนองนั้นใช่ไหมคะ” เอลิสันถามอึกอัก
“ไม่เคยหรอก” รอยยิ้มปรากฏขึ้นตรงมุมปากของเอ็ดดี้ลักยิ้มกดลึกลงทั้งสองข้าง “แต่ที่จริงตอนนั้นเราก็คงจะทำอะไรกันไม่ได้อยู่ดีเพราะยังมีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ อายุห้าขวบคอยเป็ตัวกีดกันอยู่อีกคน”
“จริงหรือคะแม่” เอลิสันหัวเราะอย่างขบขันเมื่อมองเห็นภาพว่ามารดาต้องพบกับเหตุการณ์เช่นนั้น“หนูเองก็พยายามจะมองให้เห็นภาพที่พ่อตระหวัดร่างแม่ขึ้นมาอุ้มไว้แต่พ่อไม่เคยมีท่าว่าจะทำอะไรพรรค์นั้นได้เลยนะคะแม่” เธอพูดปนหัวเราะ“และหนูก็คิดว่าพ่อคงไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่จะพูดจาเหนี่ยวโน้มใจให้ผู้หญิงคนไหนทำผิดบาปได้หรอก บางทีอาจจะเป็เพราะลูกสาวไม่มีทางจะมองเห็นพ่อเป็หนุ่มๆ ที่คอยตามจีบผู้หญิงก็เป็ได้”
“พ่อไม่ใช่คนโรแมนติคอะไรขนาดนั้นหรอก” เอ็ดดี้ตอบอย่างยอมรับยิ้มให้ลูกสาวด้วยความเข้าใจดีว่าที่เอลิสันพูดมาทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็เพราะอยากจะวิจารณ์ผู้เป็บิดาแต่อย่างไร
“แต่พ่อก็หล่อนะคะหนูหมายถึงตามแบบของพ่อนั่นแหละ” เอลิสันกล่าวต่อ “แต่ไม่ใช่ผู้ชายชนิดที่เมื่อผู้หญิงคนไหนเห็นเข้าแล้วจะรู้สึกตื่นเต้นหรืออยากรู้จักมักคุ้นด้วยหรอกแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อเป็คนทึ่มด้วยนะคะอย่าเข้าใจผิด แต่เวลาพ่อลืมวันเกิดแม่ทีไรหนูก็โมโหแทนทุกทีเลยครั้งหนึ่งหนูยังเคยบอกพ่อเลยว่าตอนมาถึงบ้านไม่ใช่แต่เพียงเดินเข้าไปจูบแม่อย่างชาเย็นเท่านั้นแต่ควรจะกอดแม่แล้วก็จูบให้มันดูดดื่มซาบซึ้งสักหน่อยแต่พ่อไม่เคยเห็นทำตามที่หนูแนะนำสักทีเลย” เด็กสาวถอนใจเพราะคิดว่าตัวเองคงจะทนอยู่กับผู้ชายที่ไม่มีความโรแมนติคอยู่ในตัวเลยได้แน่
“พ่อน่ะไม่ใช่คนที่ชอบแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาให้ใครๆเห็นหรอก แต่เขาก็เป็คนดีมากทีเดียวจะว่าเป็ผู้ชายที่ดีที่สุดในชีวิตแม่ก็ยังได้เลย” น้ำเสียงของเอ็ดดี้บอกความอาลัยในตัวสามีอยู่ถึงแม้เขาจะเป็คนที่ค่อนข้างชาเย็น แต่เธอก็รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยเสมอเมื่อได้อยู่ใกล้เขาและเธอก็เชื่อมั่นในความรักที่เขามอบให้ด้วย
“แม่คิดถึงพ่อมากใช่ไหมคะ” เอลิสันเอ่ยถามเสียงเบา
“ใช่ เพราะว่าชีวิตที่เราอยู่ร่วมกันมาพ่อไม่เคยทำให้แม่เกิดความรู้สึกไม่ดี หรือต้องรู้สึกน้อยใจเลยสักครั้งพ่อเป็คนเอางานเอาการ อย่างที่หนูเองก็คงเห็นอยู่แล้วกลับมาจากงานแล้วพอตกค่ำก็ยังเข้าไปขลุกอยู่แต่ในโรงงานของตัวเองแต่พอถึงตอนกลางคืนเมื่อแม่ลืมตาขึ้นมาครั้งใดก็จะต้องเห็นพ่อนอนอยู่ข้างๆตรงนี้แหละที่ทำให้แม่คิดถึงเขา” เอ็ดดี้เล่าถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อบุรุษผู้เป็สามีอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“แล้วแม่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งแม่จะต้องแต่งงานใหม่ไหมล่ะคะ”
คำถามประโยคนั้นของลูกสาวทำให้เอ็ดดี้เชิดคางขึ้นแล้วก็เปล่งเสียงหัวเราะอย่างขบขันในความคิดของลูกออกมา
“พ่อตายยังไม่ถึงปีเลยนะเอลิสันเพราะฉะนั้นตอนนี้แม่เห็นจะไม่คิดหาใครเข้ามาแทนที่พ่อหรอก”
“อ้าว ว่าได้หรือคะเดี๋ยวเผื่อแม่เกิดพบใครอีกสักคนหนึ่งขึ้นมาล่ะ” ลูกสาวว่า
“ถ้าถึงวันที่แม่ได้พบผู้ชายอีกสักคนหนึ่งที่คิดว่าตัวเองจะรักเขาได้และเขาก็รักแม่จริงแล้วแม่จะลองคิดดูอีกที” จะให้เธอตอบลูกว่าอย่างไรเล่าเพราะอย่างน้อยเอ็ดดี้ก็ไม่อยากเสแสร้งว่าเธอไม่มีโอกาสหรือคิดที่จะแต่งงานกับใครอีกสักคนหนึ่งในวันข้างหน้าถ้าบังเอิญจะมีใครคนนั้นผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอจริง
“เขาว่ากันว่าผู้ชายแต่ละคนก็มีวิธีแสดงความรักของตัวเองแตกต่างกันออกไปและการที่ผู้หญิงจะนอนกับผู้ชายสักคนหนึ่ง มันก็ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงคนนั้นจะต้องมีความรู้สึกเช่นเดียวกันเมื่อนอนกับผู้ชายอีกคนหนึ่งนะคะแม่หนูคิดว่าเื่นี้มันจะต้องข้องเกี่ยวกับเื่ปฏิกิริยาทางเคมีแน่เลย” เอลิสันแสดงความรอบรู้ของตนเองออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
“เขาว่ากันอย่างนั้น...เท่านั้นน่ะหรือลูก”เอ็ดดี้ย้อนถาม รู้สึกขันกับการใช้คำพูดราวกับเป็ผู้ผ่านประสบการณ์มาอย่างเชี่ยวชาญของลูกสาว“แม่ไม่เคยมีความรู้เื่อย่างนี้มาก่อนเลยนะ”
“โธ่ แม่คะ” เอลิสันหน้าแดงเปล่งเสียงหัวเราะอย่างเขินอาย
“แม่คิดว่าหนูคงไม่คัดค้านหรอกนะถ้าแม่จะไม่สนใจตรวจสอบความจริงจากทฤษฎีที่ว่านี้ ว่ามันเป็ความจริงหรือเปล่า”
“หนูก็ไม่คิดว่าแม่จะทำหรอกค่ะ” เอลิสันหัวเราะเบาๆ
“เอ้า คุณทั้งสองครับมัวแต่หัวเราะกันอยู่นั่นแหละ ออกเดินทางกันได้แล้ว” เจอรี่ร้องบอกมาจากรถของเขา“เรายังต้องไปกันอีกไกลนะครับแล้วก็ยังต้องขนของลงก่อนจะมืดค่ำอีกด้วย”
“เราจะไปกันเดี๋ยวนี้แหละ” เอลิสันะโตอบ ส่งถ้วยพลาสติกคืนให้มารดา “เขาเร่งแล้วละค่ะ”เธอฉีกยิ้มให้เอ็ดดี้
“และเราก็ควรจะออกเดินทางกันต่อได้แล้วจริงๆเสียด้วย” เอ็ดดี้ เอาถ้วยซ้อนกันไว้และใส่ลงในกระติก
ตอนที่เอ็ดดี้กับเอลิสันเดินกลับไปขึ้นรถนั้นเจอรี่ติดเครื่องรออยู่ก่อนแล้วเอ็ดดี้รออยู่จนเมื่อเอลิสันพารถออกจากที่จึงได้ขับตามไป เจอรี่พูดถูกยังมีระยะทางอีกไกลที่จะต้องเดินทางกันต่อไปและเส้นทางที่แยกจากทางหลวงนั้นก็เป็เพียงถนนโรยกรวดที่ค่อนข้างขรุขระเสียด้วย