บทที่ 33 ขึ้นเขาเก็บฟืน
เรื่องที่บ้านสามบอกว่าไม่ต้องการให้เสิ่นทิงหงออกไปทำงานหนัก พ่อเฒ่าเสิ่นและแม่เฒ่าเสิ่นไม่ได้ออกความเห็นอะไรออกไปให้ขุ่นเคือง หลังจากแยกบ้านพวกเขาก็ดูออกว่านิสัยของบ้านสามแม้จะดุเด็ดเผ็ดร้อนไปหน่อย แต่ในบรรดาลูกสะใภ้ทั้งสามคน หลิวเยว่กลับเป็นคนที่กตัญญูมากที่สุด
อย่างตอนนี้ที่พวกเขาสองคนมากินข้าวที่บ้านสามตั้งนาน ก็ไม่ได้ยินเสียงบ่นสักคำ
เสิ่นทิงหงเป็นแก้วตาดวงใจของบ้านสาม แล้วก็ไม่ได้จะแบ่งงานมาเพิ่มให้พวกเขาเสียหน่อย ถ้าพูดอะไรออกไปให้เสียบรรยากาศ ไม่เท่ากับหาเรื่องใส่ตัวเรอะ?
แม้ว่าเสิ่นทิงหงจะมาใช้ชีวิตอยู่ในชนบทเต็มตัวแล้ว เธอก็ไม่ได้อยากออกไปใช้แรงงานหนักข้างนอกจริง ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิถีชีวิตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในโลกก่อน เนื่องจากมีผู้คนจากหลายที่คอยให้ความช่วยเหลือ เพื่อน ๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจึงไม่ได้อยู่กันอย่างทุกข์ยากเกินไป
สิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกเสียดายคือ ทุกครั้งเวลาเห็นเด็กคนอื่น ๆ มีพ่อแม่คอยเล่นด้วย ก็อดรู้สึกขมขื่นไม่ได้
ตอนนี้ความเสียดายเหล่านั้นถือว่าได้รับการชดเชยแล้ว ไม่ว่าจะพูดยังไง ชาตินี้ของเธอก็มีทั้งพ่อแม่และพี่ชายที่รักเธอ
เธอไม่สามารถทำงานหนักอะไรได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงร่างกายของเจ้าของร่างเดิมนี้ที่ถูกประคบประหงมจนผิวพรรณบอบบาง
เสิ่นทิงหงคิดบางอย่างอยู่ในใจ หลังจากยกคานบ้านแล้ว ไม่ถึงสองวันพวกเขาก็จะย้ายเข้าบ้านใหม่ได้
บ้านหลังใหม่ของพวกเขาตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ตัวเองอยากจะทำอะไร ๆ ก็สะดวกมากขึ้น
ที่อ่านนิยายเยอะแยะในชาติที่แล้วถือว่าไม่เสียเปล่าจริง ๆ บวกกับวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมา ถึงแม้ผู้นำท้องถิ่นและอะไร ๆ ในยุคสมัยนี้จะไม่เหมือนกับการใช้ชีวิตในชาติที่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
หากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกสองปีก็จะมีการเปิดให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง รอจนถึงปี 80 ก็จะเป็นยุคทองที่แท้จริง
ถ้าตัวเองสามารถคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ บวกกับความรู้จากโลกที่จากมา เธอไม่เชื่อว่าตนเองจะไม่สามารถลืมตาอ้าปากในยุคนี้ได้
ในช่วงเวลานี้ เธอรู้สึกอยากจะไปเดินที่ตลาดมืด ใช่แล้ว เพื่อไปซื้อขายเก็งกำไรนั่นแหละ นี่ก็เป็นสถานที่ที่นางเอกในนิยายทุกคนมักต้องไปทำกัน
ถ้าเธอไม่มีห้วงมิติก็แล้วไปเถอะ แต่เพราะว่ามีห้วงมิติน่ะสิ ทำให้เธอสามารถเก็บหอมรอมริบให้ได้ก่อนที่จะมีการปฏิรูปและเปิดประเทศ
สิ่งที่ทำเงินได้มากที่สุดในปี 70 ก็หนีไม่พ้นอาชีพนายหน้า
โดยพื้นฐานแล้วผู้ที่สามารถผ่านพ้นช่วงปฏิรูปและเดินเข้าสู่ช่วงเปิดประเทศได้อย่างราบรื่น ล้วนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ทางธุรกิจในโลกอนาคต
เร่งเก็บสะสมเงินทุนสำรองไว้ให้มากเพื่อเป็นใบเบิกทาง ทำให้ตนเองกลายเป็นคนแรกที่ได้กินปู แต่เรื่องนี้พักเอาไว้ก่อนได้
หลังเสิ่นทิงหงกลับมาคราวนี้ก็ตั้งใจที่จะยกคานบ้านใหม่ให้แล้วเสร็จภายในสามวัน ถึงแม้ตอนนี้ความเชื่องมงายในด้านนี้จะเป็นเรื่องต้องห้าม แต่ทุกคนก็ยังมีความเชื่ออยู่
ตอนที่กำลังก่อสร้างบ้านหลังนี้ เสิ่นทิงหงแอบไปหาคนมาช่วยตรวจสอบความเรียบร้อย เรื่องยกคานบ้านนี้จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย
ผู้คนในชุมชนชนบทต่างก็เข้าใจกันดี จึงไม่มีใครมาหาเรื่องหรือก่อปัญหา
“แม่คะ พวกเรายกคานบ้านต้องเชิญแขกมาไหมคะ” เสิ่นทิงหงถามขึ้น
“ไม่จำเป็นหรอกลูก ตอนนี้ทุกคนต่างใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก ไม่มีใครเขาถือสาหรอก แต่ว่า พอถึงตอนนั้น ยังไงก็ต้องเชิญพวกคุณลุง คุณป้าสะใภ้ และคุณยายมากินข้าวที่บ้านสักมื้อ อย่างไรบ้านหลังนี้พวกเขาก็มาช่วยลงแรงอยู่ไม่น้อย” หลิวเยว่พูดขึ้น
เพราะถ้าต้องเชิญแขกมาจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะแบกรับความกดดันนี้ไว้ได้
การจัดงานเลี้ยงในยุคนี้ต่างกับโลกอนาคต เสิ่นทิงหงก็พอจะรู้บ้าง บางคนนำไข่ไก่สองฟองมาเป็นของขวัญเยี่ยมเยือนก็เพียงพอแล้ว
แค่นีัก็นับว่ามากโข แค่พวกที่ให้มาสักหนึ่งหรือสองส่วนก็เยอะจนนับไม่ไหวแล้ว
ถ้าเหมือนในโลกอนาคตที่ทำเรื่องอะไรแล้วต้องได้ผลประโยชน์กลับมา ใครบ้างไม่อยากทำ
เสิ่นทิงหงได้คำตอบก็กลับไปเข้านอนที่ห้องของตัวเอง
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากทุกคนออกไปทำงาน เสิ่นทิงหงก็แบกตะกร้าหนึ่งใบขึ้นหลังแล้วตรงขึ้นเขา
ตะกร้าใบนี้มีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ตั้งแต่เล็กเสิ่นทิงหงไม่เคยต้องทำงานหนัก ร่างกายจึงค่อนข้างสูงโปร่ง การแบกตะกร้าใบหนึ่งจึงไม่ได้ทำให้ตัวเธอดูตัวเล็กลงเป็นพิเศษ
วันนี้เธอนึกคึกอยากจะขึ้นเขาขึ้นมา ก่อนหน้านี้ต้องทนอุดอู้อยู่ที่โรงเรียนกว่าจะได้กลับมา เสิ่นทิงหงจึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านในการช่วยหาวัตถุดิบ
เธอมีของในห้วงมิติตั้งมากมาย โดยเฉพาะกระต่ายพวกนั้น ทั้งวันไม่ต้องทำอะไรนอกจากเอาแต่ผสมพันธุ์กัน
พวกมันไม่เพียงแต่โตเร็ว ยังให้กำเนิดกระต่ายตัวน้อย ๆ ออกมาอีกโขยงใหญ่ ไม่ช้าก็เร็วของในห้วงมิติต้องถูกเขมือบไปจนหมด
พอมองไปทางไหนก็เจอแต่กระต่าย คิด ๆ ไปก็…
อย่างไรอีกไม่กี่วันก็ต้องเชิญบ้านคุณยายมาทานข้าวที่บ้าน จะไม่ให้มีของดี ๆ ขึ้นโต๊ะก็ยังไงอยู่
“เฮ้ นี่ใช่ลูกสาวเจ้าสามบ้านเสิ่นรึเปล่า แบกตะกร้าไว้จะไปทำอะไรเหรอ”
ระหว่างทางเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอผู้คนที่กำลังลงแรงทำงานกันอยู่ การลงแรงนั้นได้ถูกแบ่งกระจายกันออกไปตามแต่ละพื้นที่ ตามแต่ละประเภทงานและตามจำนวน พอต้องเจอผู้คนมากมายย่อมต้องมีบ้างที่ถูกไถ่ถาม
ทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็น มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าลูกสาวเจ้าสามบ้านเสิ่นถูกเลี้ยงดูมาไม่ต่างกับเด็กสาวในเมือง แม้แต่เด็กสาวในเมืองแท้ ๆ ยังไม่จุกจิกเอาแต่ใจเช่นนี้
เด็กสาวออกมาเช่นนี้ถือว่าแปลกมา นับว่าเป็นครั้งแรกที่เห็นเสิ่นทิงหงแบกตะกร้าขึ้นหลัง แล้วยังมุ่งหน้าขึ้นเขาไปอีก ทุกคนจึงผลัดกันคนนั้นถามไปคนนี้ถามมา
เสิ่นทิงหงไม่คิดจะปิดบังอะไรอยู่แล้วจึงตอบกลับไป “ฉันอยากลองขึ้นเขาไปดูหน่อยน่ะค่ะ ว่าจะช่วยหาเห็ดเก็บฟืนอะไรได้บ้าง”
“หา!” สีหน้าของทุกคนดูประหลาดไปอยู่บ้าง
เสิ่นทิงหงหาได้ใส่ใจพวกเขา พอบอกลาเสร็จก็แบกตะกร้ามุ่งหน้าขึ้นเขาต่อไป
“เอาแต่ใจจริง ๆ เด็กสาวแบบนี้ใครจะกล้ามาสู่ขอกัน แต่ฉันว่านะ พวกหลิวเยว่คงคิดเอาเปรียบเพราะเห็นว่าเสี่ยวเยี่ยไม่มีพ่อไม่มีแม่ จึงมอบของพรรค์นี้ให้คนอื่น คิดดูสิ ตะกร้าใบเท่านั้นจะเก็บฟืนลงมาได้สักกี่ท่อนกัน”
ผู้หญิงปากยื่นปากยาวคนหนึ่งพูดขึ้น เธอไม่ได้มีความแค้นอะไรกับเสิ่นทิงหงและครอบครัว หล่อนเพียงแต่เป็นที่รู้กันในนามผู้หญิงปากสว่าง ที่ชอบเอาเรื่องของคนอื่นมาซุบซิบนินทา ทำให้ชื่อเสียงในหมู่บ้านไม่ค่อยดีนัก
หญิงไม่ดีย่อมมีคนที่รู้สึกขัดหูขัดตา จึงเริ่มมีคนสวนขึ้นมาทันควัน
“หญิงปากสว่างจะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้ คนเขาไม่เคยต้องทำงานหนัก ตอนนี้มีใจคิดอยากแบ่งเบาภาระที่บ้าน ฉันว่าหล่อนเป็นเด็กสาวที่ใช้ได้ทีเดียว”
“ใช่ไหมเล่า ยังพูดอะไรพรรค์นั้นอีก พูดกันตามตรง มีผู้ชายที่ไหนบ้างที่ไม่ชอบคนหน้าตาสะสวย ต่อให้ไม่มีเยี่ยเสิ่นเหยียน คนเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแต่งงาน”
“ปัดโธ่ ฉันว่าเธอกลัวลูกชายตัวเองจะหาคนมาแต่งด้วยไม่ได้มากกว่า”
ทุกคนพลันหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน หญิงปากสว่างโกรธจนไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่ทำเป็นไม่สนใจแล้วทำงานของตัวเองต่อไป
แต่ในใจยังขุ่นเคือง เลยสาปแช่งทุกคนอยู่ในใจ
เสิ่นทิงหงไม่รู้ตัวว่าพวกป้า ๆ เหล่านั้นพูดอะไรลับหลังเธอ ได้แต่เดินฮัมเพลงเบา ๆ ไปตลอดทางขึ้นเขา
ภูมิประเทศตรงนี้ไม่สูงชัน ต่อให้เป็นหลังเขาก็ไม่ใช่เขาประเภทที่สูงชันพวกนั้น แน่นอนว่าหากเดินลึกเข้าไปอีกย่อมต้องอันตราย ดังนั้นเสิ่นทิงหงจึงไม่คิดที่จะเดินต่อ ได้แต่เดินวนอยู่รอบนอก