ณ โพรงใต้ดินที่สว่างไปด้วยแสงสีฟ้าจากคริสตัลสีฟ้าที่ส่องสว่างอยู่เหนือสุดของเพดานของโพรงใต้ดินแห่งนี้ ที่นี่นั้นเต็มไปด้วยเศษซากหินขนาดต่างๆมากมายที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น ที่เกิดมาจากการต่อสู่เพื่อแย้งชิงดาบที่กลายเป็ศิลาหินระหว่างกลุ่มของยูโตะกับเ้างูศิราหินั์นั่นเอง และหลังจากการต่อสู้อันยาวนานได้จบลงในที่สุดเ้างูั์ก็ได้พลายแพ้ให้กับพวกเขาในที่สุด และหลังจากการต่อสู้ได้จบลงสถานที่แห่งนี้ก็กลับสู่สภาวะเงียบสงบอีกครั้งจนกระทั้งถึงตอนนี้...
ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...เสียงที่ดังกึงก้องไปทั่วภายใต้ความเงียบสงัดนะที่แห่งนี้ ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...ตึ้ง!...มันเป็เสียงของคมดาบโลหะที่เข้าปะทะกับบางสิ่งที่มีความแข็งจนมันนั้นไม่สามารถตัดผ่านได้และที่ต้นสายปลายทางของเสียงนั่นก็ได้มีร่างของชายสองคนที่กำลังเข้าปะทะกันอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังมากมายที่กระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมดนะพื้นที่แห่งนี้
คนหนึ่งคือชายผมดำไว้ทรงผมทรงประหลาดที่อยากที่จะบรรยายที่มีรูปร่างดูดีที่ใส่ชุดคลุมสีขาวที่ถูกยอมไปด้วยเืจนกลายเป็สีแดงฉานไปเกือบทั้งชุดและในมือของเขานั้นได้ถือดาบที่มีคมดาบเป็สีฟ้าที่กำลังฟาดฟันเข้าไปที่ผู้ชายอีกคนหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขาพร้อมกลับะโใส่หน้าของชายคนนั้นด้วยนํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ
“ฆ่า! ตัวข้าจะฆ่าแกให้ได้! ไม่ว่าจะยังไงก็จะต้องฆ่าแกให้ได้!”
“ไร้สาระ! ไร้สาระ! ไร้สาระ! คิดว่าแกที่มีฝีมือแค่นี้จะมาฆ่าตัวข้าผู้นี้ได้อย่างงั้นเหรอไร้สาระสิ้นดี!”
ชายอีกคนได้พูดขึ้นมาพร้อมกลับทำการหลบคมดาบที่ฟาดฟันเข้ามาหาตัวเขาเองสลับกลับการใช้มือปัดป้องคมดาบไปด้วยอย่างสบายๆ ชายคนนั้นเป็ผู้ชายผมแดงฉานที่ผมของเขานั้นยาวจนไปถึงกลางหลังใส่ชุดคลุมและยีนส์สีแดงฉานเหมือนกันกับสีผมของตัวเขาเอง
ใช้แล้วชายทั้งสองคนที่กำลังต่อสู่กันอยู่นั้นนั่นก็คือยูโตะที่ฟากฟันคมดาบในมือของเขาเข้าใส่คริมสันที่หลบไปมาได้อย่างสบายๆ พลับ! ยูโตะได้ตวัดดาบเข้าใส่ตัวของคริมสันอีกครั้งแต่ตัวเขานั้นก็หลบได้อย่างสบายๆอีกครั้ง แต่ในจังหวะที่คริมสันกำลังได้ใจที่ตัวเขานั้นหลบคมดาบของยูโตะที่ฟันพลาดไปได้ยูโตะก็ได้ตวัดคนดาบที่พลาดไปกลับไปเข้าหาคอของคริมสันอย่างรวมเร็ว ตึ้ง! แต่ว่าคมดาบของยูโตะนั้นก็เข้าไปไม่ถึงคอของคริมสันนั่นก็เพราะว่าตัวเขาได้เอามือของตัวเองเข้ามาจับเอาไว้ที่คมดาบของยูโตะที่กำลังจะพุ่งเข้ามายังคอของตัวเขาได้ทันก่อนที่มันจะไปถึงนั้นเอง
“หือ~ฝีมือดาบของแกก็ถือว่าไม่เลวเลย ว่าไงสนใจจะมาเป็ตัวหมากของตัวข้าผู้นี้มั้ย?”
“ตัวหมาก?”
“อ่า-ใช้แล้วตัวหมากที่จะจงรักภักดีและทำตามทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวข้าผู้นี้้าอย่างไงล่ะ ว่าไงถ้าตกลงล่ะก็ตัวข้าจะยกโทษกับเื่ที่แกกล้าหันคมดาบเข้ามาใส่ตัวข้าผู้นี้ก็ได้นะ!”
“ขอปฏิเสธ!”
ยูโตะที่กำดาบในมือเอาไว้แน่ได้ะโออกมาพร้อมกับใส่แรงเข้าไปที่ดาบของตนเองที่โดนคริมสันจับเอาไว้ ครืน! คมดาบได้หลุดออกจากมือของคริมสันแล้วกำลังจะพุ่งลงไปยังพื้นด้านล่าง ควับ! ยูโตะได้ตะหวัดดาบกลับในจังหวะที่มันกำลังจะลงสู่พื้นเข้าใส่ใบหน้าของคริมสันที่กำลังจ้องมองตัวเขาอยู่ ตึ้ง! แต่ถว่าคริมสันที่รู้ตัวก็ได้กระโดนถอยหลังหลบคมดาบของยูโตะได้แบบฉิวเฉียด ตัวเขาที่กระโดนไปด้านหลังได้ลงไปยืนอยู่บนหินขนาดใหญ่แล้วเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงเอาไว้พร้อมกลับจ้องมองยูโตะที่กำลังจ้องมองตัวเขาอยู่ด้วยความหงุดหงิด
“งั้นเหรอน่าเสียดาย ถ้างั้นก็จงตายลงซะที่นี่แหละ!”
คริมสันที่ยืนอยู่บนหินได้พูดออกมาด้วยสายตาและนํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโส
“คนที่จะตายน่ะ ก็คือแกนั่นแหละ!”
ตึ้ง! ยูโตะที่ะโออกมาด้วยความโกรธได้พุ่งทะยานเข้าไปหาคริมสันที่ยืนอยู่บนหินก้อนนั้น วืด-! คริมสันได้หลบได้อย่างง่ายด้ายเช่นเดิมแต่ในครั้งนี้นั้นเขาไม่คิดที่จะไว้ชีวิตยูโตะอีกต่อไป ตึ้ง! คริมสันได้ชกเข้าไปที่ท้องของยูโตะอย่างจังจนตัวของเขานั้นกระเด็นลอยออกไป ตึ้ง! ร่างกายของยูโตะที่ได้กระเด็นลงไปนอนกระอักเืหมดสภาพอยู่ที่พื้นพร้อมกับดาบของเขาที่กระเด็นตกลงไปปักลงอยู่บนพื้นใกล้ๆตัวเขา
“อึก!...แคกๆ!”
“โฮ่ล-!ยังมีชีวิตอยู่อีกงั้นหรอ? ถ้าเป็คนปกติล่ะก็น่าจะได้มีรูเพิ่มขึ้นมาที่ท้องแล้วแท้ๆ ช่างเป็คนที่อึดตายอยากซะจริงๆจนน่าเสียด้ายที่ฆ่าเลย”
(เกือบไปแล้วสิ...ถ้าเมื่อกี้ตัวข้าไม่ใช้มือซ้ายเข้ามาปัดหมัดของมันให้เหวี่ยงออกไปจากท้องแล้วล่ะก็ตัวข้ามีหวังโดนทะลวงท้องตายอย่างแน่นอน...ให้ตายสิสมแล้วจริงๆที่เป็หนึ่งในสามสภาสูงแห่งอาร์คแลนฝีมือไม่ใช้เล่นๆเลย...)
“คราวนี้แหละข้าจะไม่ให้แกรอดไปได้อีกเป็ครั้งที่สอง”
ตึ้ง!ครืน-! คริมสันได้ะโลงมาจากหินขนาดใหญ่ก้อนนั้นที่ตัวเขายืนอยู่ลงสู่พื้นด้านล่างพร้อมกลับเดินเข้าไปหายูโตะที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น ปัง!ครืน-!ะุพลังงานสีฟ้าได้ถูกยิงเข้ามาใส่คริมสันที่กำลังจะเดินเข้าไปหายูโตะ ตึ้ง! แต่มันก็ได้ถูกคริมสันใช้มือปัดมันออกไปได้แบบสบายๆ
“แกก็บังอาจหันปืนเข้าใส่ตัวข้าผู้นี้ด้วยงั้นหรอ?!”
คริมสันที่พูดออกมาด้วยความโกรธได้หันไปทางที่ะุนัดนั้นได้ถูกยิงออกมาและที่ปลายทางนั้นก็ได้มีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่นั้นคุกเข่าและกำลังเล็งปืนมาที่ตัวเขาอยู่
หญิงสาวคนนั้นมีผมยาวสีบลอนด์ที่ใส่ชุดรัดรูปสีดำในตาสีฟ้าที่กำลังเล็งปืนเขามาใส่คริมสันที่ยืนอยู่ตรงใกล้ๆกับยูโตะที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น และที่ด้านหลังของหญิงสาวนั้นก็ยังมีเสื้อคลุมสีขาวที่คุมร่างกายที่ไร้วิญญาญของหญิงตัวเล็กจนเสื้อสีขาวนั้นกลายเป็สีแดงจากเืที่ไหล่ออกมาเป็จำนวนมากจากศพนั้น
ใช้แล้วเธอคนนั้นก็คือลาน่าที่ถอดเสื้อคลุมสีขาวของตัวเธอออกแล้วใช้มันคุมศพของอลิชาเอาไว้ และในตอนนี้เธอนั้นก็ได้กำลังเล็งปืนเข้าใส่คริมสันด้วยสีหน้าที่มีความเศร้าและความโกรธแค้นแสดงออกถึงความเป็ศัตรูต่อตัวเขาออกมาอย่างชัดเจน
“นางผู้หญิงตรงนั้น แกคิดที่จะทำอะไรกันฮะ?!”
คริมสันที่จ้องมองมาที่ลาน่าได้ถามคำถามออกมาด้วยนํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดและความดูถูกเหยียดหยามที่มีต่อตัวเธอที่เป็ผู้หญิง
“แกกล้าเล็งปืนเข้ามาหาคริมสันผู้นี้อย่างงั้นเหรอ!”
คริมสันที่ได้ะโออกมาด้วยความโกรธได้เดินเข้ามาหาลาน่าด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด
“ฉันจะไม่ยอมให้แกทำร้ายคนสำคัญของฉันได้อีกแล้ว!”
ปัง!ปัง!ปัง!ลาน่าที่ได้พูดออกมาด้วยความโกรธทั้งนํ้าตาได้ยิงะุพลังงานออกไปสามนัดติดเข้าใส่คริมสันที่กำลังเดินเข้ามาหาตัวเธอ
“ไร้สาระสิ้นดี!”
ตึ้ง!ครืน---! คริมสันที่ได้ะโออกมาได้กำหมัดขวาของตนเองเอาไว้แน่นก่อนที่จะใช้มันชกเข้าไปใส่ะุพลังงานที่ถูกยิงเข้ามาใส่ตัวเขาทั้งสามนัดสลายหายไปทั้งหมดภายในหมัดเดียว
“อะไรกัน!”
(สามารถทำให้ะุพลังงานที่มีความร้อนสูงขนาดละลายเหล็กกล้าได้ภายในพริบตาเดียวสลายหายไปภายในหมัดเดียวเื่บ้าๆแบบนี้มันเป็ไปได้ยังไงกัน โถ่เว้ย!ถ้างั้นล่ะก็...)
ปัง!ปัง!ปัง!ปัง!ปัง! ลาน่าที่เห็นท่าไม่ดีเธอจึงยิงะุพลังงานออกไปอีกห้านัดพร้อมกลับลุกขึ้นวิ่งเตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนที่ซุ่มยิง
“ก็บอกแล้วไงว่ามันไร้สาระ!”
ตึ้ง!ตึ้ง!ครืน-----! คริมสันที่ะโออกมาได้กำหมัดทั้งสองข้างแล้วชกเข้าไปใส่ะุพลังงานที่ถูกยิงเข้ามาใส่ตัวเขาทั้งห้านัดสลายหายไปทั้งหมดภายในสองหมัด ตึ้ง!ครืน-!หลังจากที่ตัวเขาจัดการกับะุที่พุ่งเข้ามาหาตัวเขาจนหมดแล้วตัวเขาก็ได้ะโเข้ามาทางลาน่าที่กำลังวิ่งหนีตัวเขาอยู่
(แย่ล่ะสิ! แบบนี้หลบไม่ทันแน่...)
ลาน่าที่หันมาเห็นคริมสันที่กำลังะโเข้ามาหาตัวเธอที่กำลังวิ่งอยู่เธอจึงยกปืนไรเฟิลสีขาวที่เธอถืออยู่ขึ้นมาเพื่อที่จะยิงเข้าใส่คริมสันที่กำลังพุ่งเข้ามาหาตัวเธอ ตึ้ง!แต่ถว่าก็ช้าเกินไปคริมสันที่มาถึงตัวเธอก่อนได้ชกเข้าไปที่กลางลำปืนที่ลาน่าถืออยู่จนมันแตกออกเป็สองถอนภายในหมัดเดียว ตึ้ง!ลาน่าที่โดนแรงลมจากหมัดของคริมสันจนตัวเธอนั้นได้กระเด็นลงไปกระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรง
“อ่า!”
(...จะ...เจ็บแขนของเราหักจากแรงกระแทกงั้นเหรอแถมข้อเท้าเราก็น่าจะหักเหมือนกัน...ไม่ได้การแล้วต้องรีบลุกขึ้นไม่งั้นเราโดนจัดการแน่...)
ลาน่าที่คิดได้แบบนั้นพยายามที่จะลุกขึ้นแต่ด้วยเหตุที่แขนและขาของเธอนั้นเจ็บอยู่เธอจึงลุกขึ้นได้ลำบากแต่เธอนั้นก็สามารถลุกขึ้นมาได้ ตึ้ง! แต่เธอนั้นก็ไม่ได้ขยับไปไหนเพราะเมื่อเธอลุกขึ้นได้คริมสันที่ยืนมองเธออยู่ก็ได้ใช้ขาถีบเข้าไปที่ตัวของลาน่าจนตัวเธอนั้นล้มลงไปกระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรงจนเธอนั้นสลบไป
“....”
“การเล่นไล่จับจบลงแค่นี้แหละ เตรียมตัวรับการลงทัณฑ์ที่กล้าหันปืนเข้ามาหาตัวข้าผู้นี้ซะ!”
คริมสันที่ยืนอยู่ตรงหน้าของลาน่าที่นอนกองหมดสติอยู่กับพื้นได้พูดออกมาพร้อมกลับกำหมัดขวาของเขาและยกมันขึ้นง่างแล้วทำการชกลงไปที่ลาน่าที่นอนสลบอยู่บนพื้น ตึ้ง!ตึ้ง!ตึ้ง!ตึ้ง!ตึ้ง!ครืน-ตึ้ง! แต่ก่อนที่หมัดของคริมสันจะมาถึงตัวของลาน่าก็ได้มีใครบางคนที่วิ่งเข้ามาใช้สนับมือที่เขาใส่อยู่ที่มือขวาชกเข้าไปที่หมัดของคริมสันจนหมัดของเขานั้นหยุดลงกองที่จะถึงตัวของลาน่าเพียงไม่กี่เซนเท่านั้น
“แกเป็ใครกัน ทำมั้ยแกถึงกล้าเข้ามาขัดขวางการลงทัณฑ์ของตัวข้าผู้นี้กัน!”
“ถึงฉันจะไม่รู้ว่าแกเป็ใครมาจากไหนก็ตาม แต่สิ่งเดียวที่ฉันรู้ในตอนนี้นั้นก็คือ แกกำลังทำร้ายพวกพ้องของฉันอยู่! แล้วฉันจะไม่มีวันย่อมที่จะให้แกทำแบบนั้นได้อย่างเด็ดขาด!”
ผู้ชายคนนั้นที่วิ่งเข้ามาช่วยลาน่าเอาไว้ได้ก่อนที่คริมสันจะปิดฉากตัวเธอได้ะโออกมาด้วยนํ้าเสียงที่โกรธเกรี้ยวในขณะที่มือทั้งสองข้างของเขากำลังดันพลังกับมือขวาของคริมสันที่ตัวเขานั้นจับเอาไว้แน่นด้วยมือทั้งสองข้างด้วยพลังทั้งหมดที่ตัวเขามี
ชายคนนั้นเป็ชายหนุ่มรูปร่างดีที่มีผมสั้นสีขาวในตาสีนํ้าตาลที่ดูมุ่งมันใส่ชุดคลุมสีขาวระดับหัวหน้าหน่วยของอาร์คที่มีรอยขาดอยู่พอสมควรและที่มือของเขาทั้งสองข้างนั้นได้ใส่สนับมือเอาไว้พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธและมีเหงื่อไหล่ออกมาเล็กน้อย ใช้แล้วเขาคนนั้นก็คือวีวแลนที่กลับมาจากการไปช่วยลาโน่ที่หมดสภาพหลังจากที่ใช้เวทย์ขนาดใหญ่ไป แล้วในตอนนี้ตัวเขานั้นกำลังดันพลังกับมือขวาของคริมสันอยู่ด้วยแรงทั้งหมดที่ตัวเขามีเพื่อช่วยเหลือลาน่าที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นข้างหลังของตัวเขา
“เสื้อคลุมนั่นมัน แกเป็หัวหน่วยของอาร์คงั้นเหรอ?”
คริมสันที่เหลือกมองชุดของวีวแลนได้พูดออกมาพร้อมกลับลดแรงที่มือขวาของตนเองลงเล็กน้อย
“ถ้าใช้แล้วจะทำไมล่ะ!...”
วีวแลนที่ดันมือขวาของคริมสันอยู่ได้ตอบกลับด้วยนํ้าเสียงที่แลดูเหนื่อยล้าราวกลับว่าจะหมดแรงลงได้ตลอดเวลา
“เป็ถึงระดับหัวหน้าหน่วยของอาร์คแท้ๆแต่กับกล้าเข้ามาขวางหมัดของตัวข้าผู้นี้ แถมยังไม่รู้อีกว่าตัวข้าผู้นี้เป็ใครกันอย่างงั้นเหรอ!”
ตึ้ง!คริมสันได้เหวี่ยงมือขวาของตนเองไปด้านข้างจนวีวแลนที่จับอยู่นั้นกระเด็นลงไปกิ้งอยู่กลับพื้นข้างๆกับลาน่า
“อ่า!...”
“ตัวข้าผู้นี้คือ คริมสัน เฮล หนึ่งในสามสมาชิกสภาสูงแห่งอาร์คแลนผู้อยู่จุดสูงสุดและมีสิทธิทุกสิ่งทุกอย่างในกองทัพแห่งอาร์ค พวกแกที่เป็ได้แค่ตัวหมากที่มีหน้าที่เพียงแค่คอยรับใช้ตัวข้าผู้นี้เท่านั้นไม่มีสิทธิที่จะเข้ามาขวางเส้นทางของข้า!”
คริมสันที่พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่ดังกึกก้องและเต็มเปลี่ยมไปด้วยความหยิ่งยโสได้ใช้มือขวาของตนเองชี้ไปยังวีวแลนที่นอนกองอยู่บนพื้นตรงหน้าของตัวเขา
“ตัวหมากงั้นเหรอ...ไม่ใช้ผิดแล้ว!”
วีวแลนที่ลุกขึ้นมาพร้อมกับส่งเสียงพูดออกมาด้วยความหงุดหงิด
“เป็แค่ตัวหมากงั้นเหรอมันผิดแล้ว! พวกเขาทุกคนในอาร์คคือพวกพ้องที่เชื่อมมันในความยุติธรรมและรวมผจญภัยไปด้วยกันต่างหากล่ะ!”
วีวแลนที่ยืนตัวเซไปมาเพราะอาการาเ็ที่ได้รับจากการต่อสู้ที่ผ่านๆมารวมกับาแที่ได้รับจากคริมสันเมื่อสักคู่นี้ทำให้ตัวเขานั้นแทบจะทรงตัวยืนแทบจะไม่อยู่แล้วได้ะโพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่เต็มเปลี่ยมไปด้วยพลังและความเชื่อมันอันแรงกล้าในตัวพวกพ้องและกองทัพอาร์คที่เขานั้นหลงใหลใส่คริมสันที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขาที่กำลังมองตัวเขาอยู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาที่มีต่อตัวเขา
“ฮ่า--ฮ่-------ะ!ๆ ไร้สาระ!”
คริมสันที่หัวเราะออกมาดังลั้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้มที่ดูน่าสยดสยองได้เดินเข้ามาหาวีวแลนที่ยืนเซไปมาอยู่ตรงหน้าของตัวเขา ครืน! คริมสันที่ได้หยุดเดินยืนอยู่ตรงหน้าของวีวแลนได้ใช้มือชี้ไปที่หน้าของวีวแลนที่ยืนตัวเซไปมาอยู่ตรงนั้นแล้วเปล่งเสียงพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสใส่วีวแลนว่า
“ไร้สาระ!ไร้สาระ!ไร้สาระสิ้นดี! ความยุติธรรมงั้นเหรอพวกพ้องที่รวมผจญภัยมาด้วยกันงั้นเหรอบ้าบอสิ้นดี! ของพวกนั้นมันก็เป็ได้แค่ตัวหมากที่เอาไว้ใช้แล้วทิ้งไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากไปกว่านั้นเลย! เป็ได้แค่ตัวหมากที่มีเอาไว้ใช้เหยียบย่ำขึ้นไปยังจุดสูงสุดเท่านั้น!”
“ไม่ใช้! ความคิดของแกมันผิดแล้ว...ไม่ว่าจะเป็คนที่รู้จักกันมาอย่างยาวนานหรือแม้แต่คนที่พึ่งจะเคยเจอหน้ากันเป็ครั้งแรกก็ตามมันไม่สำคัญหรอก! ถ้าหากว่าได้รวมเดินทางมาด้วยกันแล้วล่ะก็...ถ้าหากว่าได้รวมผจญภัยฝ่าฟันอันตรายมาด้วยกันแล้วล่ะก็! ขอแค่มีสิ่งเ่าั้อยู่ล่ะก็...สามารถเรียกได้ว่า...เป็พวกพ้องได้แล้วไม่ใช้รึไงล่---ะ!”
วีวแลนที่พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่หนักแน่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความเชื่อมันอย่างล้นเหลือ ตัวเขานั้นได้กำหมัดในมือขึ้นมาแน่นด้วยความโกรธถึงแม้ว่าตัวเขานั้นแทบจะไม่มีแรงเหลืออยู่แล้วก็ตามแต่ถึงกระนั้นตัวเขาก็ยังไม่คิดที่จะยอยแพ้ให้กับคนที่มาว่าร่ายในสิ่งที่ตัวเขานั้นเชื่อมัน
“ยา----ก!”
วีวแลนที่ะโออกมาได้พุ่งหมัดขวาของเขาที่ใส่สนับมือเอาไว้ชกเข้าไปที่กลางตัวของคริมสันที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยแรงทั้งหมดที่ตัวเขาเหลืออยู่ ครืน-!ตึ้ง! หมัดขวาของวีวแลนที่ชกเข้าไปที่กลางตัวของคริมสันได้สําเร็จโดนที่ไม่โดนหยุดเอาไว้ แต่ถึงกระนั้นคริมสันที่โดนหมัดของวีวแลนเข้าไปอย่างจังก็ไม่ได้แสดงอาการเจ็บอะไรออกมาเลย เขาก็ยังคงยืนจ้องหน้าของวีวแลนอยู่เช่นเดินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยควาหยิ่งยโสเหมือนเดินและความเบื่อหนายที่เพิ่มเข้ามา
“หึ! มีดีแค่นี้งั้นเหรอความเชื่อมันของแกน่ะ!”
คริมสันที่พูดขึ้นมาได้ใช้เข่ากระแทกเข้าไปที่ท้องของวีวแลน ตึ้ง! วีวแลนที่ไม่มีแรงพอที่จะหลบได้จึงโดนเข้าไปอย่างจังจนตัวเขานั้นกระเด็นลอยออกไปจากตรงหน้าของคริมสัน ครืน-!ตึ้ง! วีวแลนได้ลอยตกลงกระแทกพื้นอย่างแรงตรงข้างๆกับลาน่าที่นอนกองหมดสติอยู่ตรงนั้น
“ฮะ!”
วีวแลนที่นอนกองอยู่บนพื้นได้กระอักเืออกมาพร้อมกับตัวที่สั่นไปทั้งตัวเพราะอาการเจ็บที่ตัวเขานั้้นได้รับจากคริมสันรวมกับแรงกระแทกที่กระแทกเข้ากับพื้น
(เมื่อกี้นี้ไม่ใช้ว่ามันหลบหมัดของเราไม่ได้แต่จงใจไม่หลบงั้นเหรอ? โถ่เว้ย!ทั้งๆที่ใส่แรงเข้าไปทั้งหมดที่มีแล้วแท้ๆแต่ก็ยังสร้างาแให้กับมันไม่ได้เลย..อย่าว่าแต่าแเลยขนาดทำให้มันขยับออกจากจุดที่ยืนอยู่ก็ทำไม่ได้...น่าเจ็บใจ..น่าเจ็บใจ..มันน่าเจ็บใจจริงๆ...ถ้าเรามีพลังมากกว่านี้ล่ะก็...)
วีวแลนที่นอนกองอยู่กับพื้นได้สลบไปเพราะความเหนื่อยล้าและอาการาเ็ที่ตัวเขานั้นได้รับมามากมายจนถึงตอนนี้
“ตัวข้าผู้นี้ก็บอกไปั้แ่ต้นแล้วไง ว่าความเชื่อมันของแกมันไร้สาระสิ้นดี!”
คริมสันที่พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่เต็มไปด้วยความเบื่อหนายพร้อมกับกำลังเดินเข้ามาใกล้ๆกับวีวแลนและลาน่าที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น
“แต่มันก็จะจบลงภายในวันนี้แหละ”
คริมสันได้หยุดเดินลงที่ตรงหน้าของพวกวีวแลนที่นอนกองอยู่บนพื้น ตัวเขาได้ทำมือขวาเป็รูปใบมีดแล้วชูมันขึ้นฟ้าเตรียมพร้อมที่จะทะลวงเข้าไปที่ร่างของวีวแลนที่สลบอยู่ให้ทะลุภายในครั้งเดียว
“ลาก่อนตลอดการเลยเ้าตัวหมากที่เชื่อมันในความฝันลมๆแล้งๆ!”
ครืน-!พอคริมสันพูดจบตัวเขาก็ได้ใช้มือขวาที่ชูขึ้นมาพุ่งลงมาเข้าใส่กลางร่างกายของวีวแลนที่นอนสลบอยู่เพื่อหวังที่จะทะลวงร่างของเขาให้ทะลุภายในครั้งเดียว จึ้ก! ติ่ง!ๆ เืสีแดงได้ไหล่ออกมาจากรูที่เกิดขึ้นจากมือของคริมสันแต่เืนั้นมันไม่ใช้เืของวีวแลนหรือลาน่าแต่อย่างใด แต่เืพวกนั้นได้ไหล่ออกมาจากมืออันใหญ่โต้ของชายร่างใหญ่ที่ใช้มือของตนเองเข้ามาบังมือของคริมสันเอาไว้แล้วหยุดมันก่อนที่จะพุ่งเข้าไปที่ร่างกายของวีวแลนจนมือของเขานั้นทะลุเป็รูขนาดใหญ่ที่มีเืไหล่ออกมามากมายและเืพวกนั้นได้หยดกระเด็นลงไปยังตัวและใบหน้าของวีวแลนที่นอนกองหมดสติอยู่ตรงด้านล่างของชายผู้นั้น
“แกมัน...”
คริมสันที่พูดขึ้นมาพร้อมกับจ้องมองไปยังใบหน้าของชายร่างใหญ่ที่ยืนจับมือขวาของเขาอยู่ตรงหน้าของตน
“ฮ่าฮะ!ฮ่าฮะ!ฮ่าฮะ! อะไรกันลืมใบหน้าของข้าผู้นี้ไปแล้วงั้นเหรอ สมแล้วจริงๆที่เป็ถึงระดับหนึ่งในสามผู้นำของสภาแห่งอาร์คแลนไม่มีความแยแสในตัวของลูกน้อยเลยสินะ มันทำให้ข้าผู้นี้หงุดหงิดจริงๆ!”
ชายร่างใหญโต้ที่มีกล้าเนื้อมากกว่าคนปกติที่ถึงแม้ว่ามือขวาของตนเองจะโดนเจาะทะลุเป็รูก็ยังคงหัวเราะออกมาได้หน้าตาเฉยโดยที่ไม่แสดงความเจ็บป่วดออกมาเลยแม้เแต่นิดเดียว ชายผู้นั้นได้ใส่ชุดเสื้อคลุมระดับหัวหน้าของกองทัพอาร์คที่แขนเสื้อถูกชีกออกทั้งสองข้างและบนใบหน้าของเขานั้นยังไว้ทรงผมที่ยาวฟูฟ่องจนดูเหมือนกับแผงคอของสิงโตที่มีสีนํ้าตาลและยังมีแววตาเหมือนกับสัตว์นักล่าที่ดุร้ายที่กำลังจ้องมองไปยังใบหน้าของคริมสันที่อยู่ตรงหน้าของตน
“แกมันอื่อ...พอจะจำได้แล้วหัวหน้าหน่วย ฮาร์ดรัน บีส ฮาบัส ฉายาสัตว์อสูรสีชาด 1ใน4ตัวหมากที่แข็งแกรงที่สุดแห่งกองทัพอาร์คที่คอยรับใช้ตัวข้าผู้นี้สินะ”
คริมสันที่พูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่นิ่งสงบถึงแม้ว่าตัวเขานั้นจะโดนจ้องมองด้วยสายตาของนักล่าที่น่าสะพรึงกลัวของบีสอยู่ก็ตาม ถ้าเป็คนปกติล่ะก็คงตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวแล้วช็อกตายไปแล้วอย่างแน่นอน แต่สำหรับตัวเขากลับไม่มีอาการหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่นิดเดียวแถมยังจ้องมองกลับด้วยสายตาที่หยิ่งยโสอีกด้วย
“ตัวหมากงั้นหรอ ฮึ! พวกคนใหญ่โต้ก็คิดกับพวกเราแค่นี้งั้นสินะ”
“แล้วนี่แกคิดจะทำอะไรกัน? ทำมั้ยถึงเขามาขัดขวางตัวข้าผู้นี้ไม่ให้ตัดสินลงทัณฑ์เ้าตัวหมากพวกนี้กัน หรือว่าแกก็อยากที่จะโดนลงโทษไปด้วยคนอย่างงั้นเหรอ”
“ฮึ! ตัวหมากอะไรกัน ข้าผู้นี้ไม่ยักกระมองเห็นตัวหมากที่แกพูดอยู่แถวนี้เลยสักตัวเดียว สิ่งที่ข้าผู้นี้เห็นอยู่ตรงหน้านั้นมีเพียงแค่ผู้ที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะทำในสิ่งที่ตนเองนั้นเชื่อมันกับไอ้คนที่เยียบยํ่าความรู้สึกของผู้อื่นเท่านั้น มีเพี่ยงแค่นี้เท่านั้นที่ข้าผู้นี้มองเห็นอยู่!”
ครืน-!พอบีสพูดจบตัวเขาก็ได้ใช้แขนขวาที่จับมือของคริมสันอยู่เหวี่ยงตัวของคริมสันที่ยืนอยู่ตรงนั้นออกไปให้หางจากพวกวีวแลนที่นอนกองหมดสติอยู่ตรงนั้น ครืน-! ตัวของคริมสันที่กระเด็นออกมาไม่ใช้สิต้องบอกว่าะโออกมาเองซะมากว่านั้นก็เพราะว่าตัวเขานั้นไม่ได้โดนแรงของบีสเหวี่ยงออกมาแต่เขานั้นะโออกมาในจังหวะที่บีสออกแรงเหวี่ยงตัวเขาออกมาต่างหาก ตึ้ง! คริมสันที่ลอยลงมายืนอยู่บนหินขนาดใหญ่ที่ตัวเขานั้นเคยยืนอยู่ก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นตัวเขาก็จ้องมองไปยังบีสด้วยสายตาที่หยิงยโสเช่นเดิมพร้อมกับส่งเสียงพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงแบบเดียวกันกับสายตาของเขา
“รู้มั้ยว่าทำไมตัวข้าถึงไม่ฆ่าแกทิ้งแล้วะโออกมาเอง นั้นก็เพราะว่าแกนั้นถือว่าเป็ตัวหมากที่มีความสำคัญในแผลการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพราะฉะนั้นตัวข้าผู้นี้จะให้โอกาศแกอีกครั้งนึ่งก็แล้วกัน”
คริมสันได้ใส่มือของตนเองชี้ไปยังวีวแลนกับลาน่าที่นอนอยู่ด้วยท่าทางที่ราวกับว่ากำลังชี้ไปยังกองขยะที่ไร้ค่าไม่มีผิด
“จงแสดงความพักดีให้ตัวข้าผู้นี้ได้เห็นซะ จงฆ่าเ้าตัวหมากที่ไร้ประโยชน์พวกนั้นทิ้งซะ แล้วตัวข้าจะทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับเื่ที่ตัวแกเข้ามาขัดตัวข้าผู้นี้ก็แล้วกัน”
“ฮึ!”
บีสที่ได้ยินแบบนั้นได้ขำออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความโกรธ
“เฮ้ย~ถึงขนาดนี้แล้วยังคิดว่าข้าผู้นี้จะทำตามที่แกสั่งอีกงั้นเหรอ ถ้าจะฝันกลางวันล่ะก็รอหลังจากที่โดนข้าผู้นี้อัดจนเละก่อนเถอะ!”
บีสได้ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาแล้วตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับคริมสันโดยที่ไม่สนใจแล้วว่าคนๆนั้นจะเคยเป็หัวหน้าของตัวเขามาก่อนก็ตาม
“งั้นเหรอ...เฮ้อ~ถึงจะน่าเสียด้ายก็ตาม แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เป็ไรยังไงก็ไม่กระทบกับแผนการสักเท่าไรหรอก เอาเถอะถ้างั้นเตรียมตัวเตรียมใจรับการลงทัณฑ์ซะ!”
คริมสันที่พูดออกมาก่อนที่จะะโลงมาจากก้อนหินขนาดใหญ่ที่ตัวเขายืนอยู่ลงสู่พื้นด้านล่างก่อนที่จะเดินเข้ามาหาบีสที่กำลังตั้งท่าเตรียงพร้อมที่จะต่อสู้กับตัวเขาด้วยความโกรธทั้งหมดที่มี
(...ระ...แรงกดดันนี่มันอะไรกัน ตัวข้าผู้นี้ที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชคโชนเคยเจอแรงกดดันมาแล้วมากมายแต่ไม่เคยเจอแรงกดดันที่หนักหน่วงถึงขนาดนี้มาก่อนเลย… เฮ้อ~ใจเย็นไว้ก่อนจะต้องตั้งสมาธิเอาไว้ให้ดีซะแล้วสิ...ถ้าประมาทเพียงแค่วินาทีเดียวล่ะก็มีหวังโดนฆ่าภายในพริบตาเดียวแน่…)
บีสที่คิดได้แบบนั้นตัวเขาจึงหาใจเข้าแล้วออกแล้วตั้งสมาธิ ตั้งท่ายืนให้มั้นคงเพื่อเตรียมพร้อมที่จะพุ่งตัวเข้าไปต่อสู้กับคริมสันที่กำลังเดินเข้ามาหาตัวเขา
“ย๊าก!”
บีสใส่แรงลงไปยังเท้าทั้งสองข้างแล้วทีบพื้นพุ่งตัวเข้าไปหาคริมสันพร้อมกับง่างแขนซ้ายของตนเองขึ้นมากำหมัด ใส่แรงเข้าไปเตรียมพร้อมที่จะชกเข้าไปที่ใบหน้าของคริมสันที่ใกล้เข้ามาเลื่อยๆจนมาอยู่ตรงหน้าของเขา ตึ้ง! หมัดซ้ายของบีสที่ชกเข้าไปโดนเข้ากับคริมสันอย่างจัง แต่สิ่งที่เขาชกโดนไปนั้นไม่ใช้ใบหน้าหรือร่างกายของคริมสันแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เขาชกโดนนั้นก็คือมือขวาของคริมสันที่ตัวเขายกขึ้นมาจับหมัดของบีสเอาไว้ได้ทันก่อนที่มันจะเข้าไปถึงใบหน้าของตัวเขาได้อย่างง่ายด้าย
“นี่คือแรงทั้งหมดของแกแล้วงั้นเหรอ? ถ้างั้นถึงจะฆ่าไปก็คงจะไม่น่าเสียด้ายสักเท่าไหร่หรอกมั้ง”
ก๊อกๆ! คริมสันที่พูดออกมาแบบนั้นได้ออกแรงที่มือขวาของตนที่จับหมัดซ้ายของบีสอยู่ จนมือของบีสที่โดนบีบอยู่นั้นกระดูกมือเริ่มหักมากขึ้นเลื่อยๆ
“อะ...อ่า..”
บีสที่โดนหักกระดูดได้ส่งเสียงร้องออกมาเพราะอาการเจ็บเล็กน้อยก็ที่จะตั้งสติได้แล้วทำการบิดข้อมือของตนเองจนหัก กึก!
“อ่า!”
บีสที่ส่งเสียงร้องออกมาเพราะความเจ็บป่วดเล็กน้อยก่อนที่จะบิบข้อมือที่หักของตนให้หลุดออกมาจากมือของคริมสันได้ในที่สุด และในจังหวะที่พร้อมกันกับที่มือของเขาได้หลุดอออกมาตัวเขาได้ใช้มืออีกข้างที่าเ็อยู่กำหมัดแล้วชกเข้าไปยังใบหน้าของคริมสันด้วยแรงทั้งหมดที่แขนที่าเ็อยู่จะทำได้ ครืน-ตึ้ง! หมัดของบีสได้พุ่งชกเข้าไปโดนเข้าที่ใบหน้าของคริมสันอย่างจัง
“อุส่ารองรับดูก็นึกว่าจะมีดีสักแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ได้แค่นี้เองงั้นสินะ”
คริมสันที่โดนหมัดของบีสชกเข้าไปที่ใบหน้าอย่างจังแต่ตัวเขากับไม่มีอาการาเ็อะไรเลยแม้แต่นิดเดียวมิหนําซํ้ายังพูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูเบื่อหนายอีกด้วย ครืน-! บีสที่เห็นว่าหมัดของเขานั้นไม่สามารถสร้างาแให้กับคริมสันได้ตัวเขาจึงใส่แรงลงไปที่เท้าแล้วถีบพื้นะโถอยหลังทิ้งระยะออกมาจากคริมสันเพื่อจะไม่ให้คริมสันโจมตีสวนตัวเขากลับได้
(ชิ! แรงไม่พองั้นเหรอถ้ามือของเราไม่าเ็ล่ะก็หน้าจะออกแรงได้มากกว่านี้แท้ๆเลย แต่ถึงจะอยู่ในสภาพที่ปกติก็อาจจะไม่มีแรงพอที่จะสร้างาแให้กับมันก็ได้...แบบนี้คงต้องใช้ไอ้นั้นแล้วสิ)
บีสที่คิดอะไรบ้างอย่างขึ้นมาได้ตัวเขาที่ลงสู่พื้นได้หันไปที่วีวแลนที่นอนหมดสติอยู่ที่ด้านหลังของเขา แล้วหลังจากนั้นตัวเขาก็รีบวิ่งไปยังวีวแลนที่นอนอยู่พอไปถึงก็ได้ก้มตัวลงไปหยิบเอาสนับมือที่มือทั้งสองข้างของวีวแลนออกมาใส่เอาไว้ที่มือของตนเอง
“ขอยืมก่อนน่ะเ้าหนู”
บีสที่ส่วมสนับมือของวีวแลนเอาไว้ที่มือของตนเองได้ลุกขึ้นมาพร้อมกับใช้มือขวาที่เจ็บอยู่จับมือซ้ายแล้วหักมันกลับเข้าที่เดิม หลังจากนั้นเขาก็เดินเข้าหาคริมสันพร้อมกับกำหมัดทั้งสองข้างที่ใส่สนับมือเอาไว้แน่นเตรียมพร้อมที่จะเข้าปะทะกับคริมสันอีกครั้ง
“ถ้างั้นมาเริ่มยกที่สองกันเลยเถอะ!”
พอบีสพูดจบตัวเขาก็ได้วิ่งเข้าใส่ครีมสันที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเข้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับง่างหมัดซ้ายขึ้นมาเตรียมพร้อมที่จะปลอยหมัดชกเข้าใส่คริมสันในทันที
“ดะ...เดี๋ยวหยุดก่อน!”
เสียงะโของชายไว้กลางคนได้ดังขึ้นมาจากด้านหลังของทั้งสองคน พอบีสได้ยินเสียงนั้นตัวเขาจึงหยุดตัวเองที่กำลังวิ่งเข้าไปหาคริมสันเอาไว้กลางคันก่อนที่จะไปถึงตัวของคริมสัน บีสที่หยุดยืนอยู่กับที่ได้หันไปมองในทิศทางของเสียงนั้นคริมสันที่ยืนกอดอกอยู่ก็หันไปเช่นเดียวกันและคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็คือชายไว้กลางคนที่บนหัวนั้นไม่มีผมอยู่เลยสักเส้นรูปร่างสูงใหญ่และมีกล้ามเหมือนกับพวกนักรบยุคกลางใช้แล้วคนๆนั้นก็คือผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพอาร์ค เฟย เจิน ที่มีท่าทางดูวิตกกังวลกับสถานการณ์ที่ตัวเขาเห็นอยู่ตรงหน้า
“เฟย เจินงั้นเหรอตัวแกเองก็อยู่ที่นี่ด้วยงั้นเหรอ?”
คริมสันที่มองตัวเขาอยู่ได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่นิ่งเฉยราวกับว่ามองตัวหมากตัวหนึ่งบนกระดานหมากรุกไม่มีผิด
“ครับ! ท่านคริมสันกระผมนั้นสามารถรอดมาได้จากเหตุการยานตกจนมาถึงยังสถานที่แห่งนี้ในที่สุดครับ”
เฟยได้กล่าวคำทักทายที่สุภาพออกมาในขณะที่ตัวเขานั้นได้คุกเข่าลงกับพื้นแสดงความครบที่ตัวเขามีให้กับคริมสัน
“...ละ...แล้วทำไมคนอย่างตัวท่านที่เป็ถึงหนึ่งในสามสภาสูงแห่งอาร์คแลนถึงได้มาอยู่ที่นี่กันครับ….”
เฟยได้ถามคริมสันกลับด้วยความสงสัยในขณะที่ตัวเขานั้นกำลังคุกเข่าอยู่เช่นเดิม
“มันก็แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช้เหรอ! ตัวข้าผู้นี้มาที่นี่ก็เพราะ้าพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของจักรวาลได้ยังไงล่ะ!”
คริมสันที่ตอบกลับมาด้วยท่าทางที่บ่งบอกถึงความ้าในพลังอันยิ่งใหญ่ที่อยู่นะสถานที่แห่งนี้ออกมาอย่างชัดเจน
“พลังอันยิ่งใหญ่...ที่เขียนเอาไว้ในข้อความนั่นงั้นเหรอครับ? แต่ถึงกระนั้นตัวท่านก็ไม่เห็นจำเป็จะต้องมาด้วยตนเองเลยนิครับ เพราะยังไงซะภารกิจและเหตุผลที่พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อที่จะนำพลังนั่นกลับไปให้พวกท่านอยู่แล้วแท้ๆเลยนิครับ...”
เฟยที่ได้ยินแบบนั้นจำถามกลับด้วยความสงสัย
“อะไรกันมันก็เื่ง่ายๆ นั่นก็เพราะว่าตัวข้าผู้นี้้าพลังนั่นทั้งหมดเอามาไว้เป็ของตัวข้าแต่เพียงผู้เดียวยังไงล่ะ!”
คริมสันได้ตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มอันชั่วร้ายปรากฎออกมาอย่างชัดเชน
“แต่เพียงผู้เดียวงั้นเหรอครับ?!”
เฟยได้ตอบกลับด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“ใช้แล้วแต่เพียงผู้เดียว”
“แต่ว่าทำไมกัน?”
“ทำไมงั้นเหรอ..อือ----นั่นสินะ”
คริมสันที่พูดออกมาได้ยกมือขวาของตนเองขึ้นเหนือหัวก่อนที่จะชี้นิ้วชี้ขึ้นสู่ฟ้าแล้วพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่จริงจังและทรงพลังมากขึ้นยิงกว่าปกติ
“อีกไม่นานหลังจากนี้จะเกิดมหาาขึ้นยังไงล่ะ!”
“มหาางั้นเหรอครับ?!”
“บ้าบอน่า!เื่เพ้อเจ้อชัดๆเื่แบบนั้นน่ะ!”
บีสที่ยืนฟังอยู่เงียบๆได้ะโพูดขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ดูใหลังจากที่ตัวเขานั้นได้ยินสิ่งที่คริมสันนั้นพูดออกมา
“เื่เพ้อเจ้องั้นเหรอ ไม่เลยมันคือความจริง!”
คริมสันที่ได้ยิงบีสพูดขึ้นมาแบบนั้นตัวเขาจึงหันไปมองที่บีสที่กำหมัดทั้งสองข้างเอาไว้แน่น แล้วตัวเขาก็เริ่มพูดขึ้นมาอีกครั้งด้วยนํ้าเสียงเช่นเดิมกลับก่อนหน้านี้พร้อมกับเปลี่ยนท่ายืนเป็ยืนกอดอกแทน
“มันคือมหาาที่จะสั่นคลอนการปกครองของจักรวาล เป็มหาาที่ไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงได้ และไม่ว่าจะยังไงตัวข้าผู้นี้ก็จะต้องเอาชัยชนะมาไว้ในกำมือให้ได้ ใช้แล้วชัยชนะ แล้วพอได้มันมาความรุ่งโรจน์ชื่อเสียงและอำนาจทุกสิ่งทุกอย่างก็จะมาอยู่ในมือตัวข้าผู้นี้แต่เพียงผู้เดียวยังไงล่ะ!ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!!!”
คริมสันได้พูดออกมาดังลั่นพร้อมกับชูมือขวาขึ้นมากำมันตรงหน้าของตนเองแสดงให้เห็นถึงว่าตัวเขานั้นตั้งใจจะและปกครองทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้เอาไว้ในในกำมือของตนเองแต่เพียงผู้เดียว
“เพราะฉะนั้นตัวข้าผู้นี้จำเป็ที่จะต้องได้พลังนั่นมาเอาไว้ให้ได้! เพราะฉะนั้นจงบอกเื่ทั้งหมดที่พวกแกรู้เกี่ยวพลังนั่นมาซะ!”
คริมสันที่พูดออกมาได้หันไปมองทั้งสองคนที่ในตอนนี้บนใบหน้าของพวกเขานั้นได้มีเหงื่อที่ไหล่ออกมาเป็จำนวนมากเพราะความตกตะลึงกับสิ่งที่คริมสันได้พูดออก
“ไม่ครับ...เื่นั้นคงจะทำไม่ได้...”
เฟยได้พูดออกมาในขณะที่ตัวเขานั้นกำลังยืนขึ้นมา
“หือ-ทำไมกันล่ะเฟย? แกคือตัวหมากที่ทำงานให้กับตัวข้าผู้นี้มาอย่างยาวนานที่สุดแท้ๆหรือเพราะว่ากลัวว่าพอมหาาจบลงแล้วจะไม่มีที่ให้ยืนงั้นเหรอ? ฮ่าๆๆๆ! เื่นั้นไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกถ้าแกทำหน้าที่ของแกได้เป็อย่างดีแล้วล่ะก็ตัวข้าผู้นี้จะมอบรางวัลให้สมกับสิ่งที่แกทำลงไปให้เอง อือ-นั่นสินะเอาเป็ว่าจะให้เป็มือขวาของจอมราชันดีไหมล่ะ!ฮ่าๆๆๆๆ!!!!”
“ไม่! มันไม่ใช้แบบนั้น!”
เฟยที่ได้ะโออกมาขัดคริมสันที่กำลังพูดอยู่ด้วยท่าทางที่ดูหยิ่งยโส หลังจากนั้นตัวเขาที่ยืนอยู่ก็ได้แหงนหน้าขึ้นมามองเข้าที่ใบหน้าที่ชั่วร้ายของคริมสันก่อนที่จะพูดขึ้นมาด้วยท่าทางและนํ้าเสียงที่ดุดัน
“ทั้งๆที่รู้ว่าจะเกิดมหาาขึ้นมาแท้ๆแต่ก็ไม่คิดที่จะหยุดมันเลยงั้นเหรอ...ไม่สิไม่ใช้ไม่คิดที่จะหยุดหรอก แต่จะเป็คนที่จะเริ่มมันขึ้นมาเองใช้มั้ยล่ะ! โดยใช้พลังอันยิ่งใหญ่ที่หลับไหล่อยู่นะสถานที่แห่งนี้ฉันพูดถูกใช้มั้ย!”
“ถูกต้อง! แล้วมันจะทำมั้ยงั้นเหรอ?”
คริมสันได้ตอบกลับไปด้วยท่าทางที่นิ่งเฉย
“ถ้าเป็แบบนั้นฉันก็ไม่ขอเข้าร่วมหรอก!”
เฟยที่พูดขึ้นมาได้ยกมือขวาของเขาขึ้นมาแล้วชี้นิ้วไปที่ใบหน้าของคริมสันที่ยืนกอดอกจ้องมองตัวเขาอยู่ตรงหน้าพร้อมกับพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่จริงจังว่าเดิม
“ตัวฉันคนนี้เข้ามาเป็สมาชิกของกองทัพอาร์คก็เพราะ้าที่จะให้ผู้คนทุกคนบนดวงดาวทุกดวงในจักรวาลนั้นได้พบกับความสงบสุข...ไอ้เส้นทางที่ตรงกันข้ามจากความสงบสุขนั้นตัวฉันคนนี้ไม่ยอดรับมันหรอก!”
“งั้นก็แปลว่าจะไม่เข้าร่วมกับตัวข้าผู้นี้อย่างงั้นเหรอ?”
“เอ่อใช้แล้วไม่มีวันซะหรอก!”
“งั้นก็แปลว่าจะไม่ยอมบอกเื่ที่แกรู้เกี่ยวกับพลังนั่นด้วยอย่างงั้นเหรอ?”
“เอ่อ! ไม่ว่าจะยังไงก็จะไม่ยอดให้คนอย่างแกได้รับพลังนั่นไปได้หรอก!”
“งั้นเหรอ ก็เอาเถอะ…”
คริมสันที่พูดออกมาได้เดินเข้าไปหาเฟยพร้อมกับพูดขึ้นมาด้วยนํ้าเสียงที่เ็า
“ตัวหมากที่หมดประโยชน์แล้วไม่มีเหตุผลที่จะต้องเก็บมันเอาไว้หรอก ตัวข้าผู้นี้จะสำเร็จโทษแกลงนะที่นี่เอง!”
“ถ้าคิดว่าทำได้ก็เข้ามาสิ!”
เฟยได้หยิบดาบที่มีคมดาบเป็สีฟ้าออกมาจากทางด้านหลังของตัวเขาแล้วตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับคริมสัน ดาบเล่มนั้นมันเป็ดาบเล่มเดียวกันกับที่ตัวเขานั้นโยนให้กับยูโตะเพื่อใช้จัดการกับเ้างูศิลาหินั์ แล้วทำมั้ยกันมันถึงมาอยู่กับตัวเขาได้มันน่าจะปักอยู่ที่ข้างๆกับยูโตะที่นอนหมดสติอยู่ที่ใกล้นี้แท้ๆ สาเหตุนั้นก็เพราะว่าก่อนที่ตัวเขาจะมาที่ตรงนี้เขาได้พบกับยูโตะที่นอนสลบอยู่พร้อมกับดาบเล่มนี้ที่ปักอยู่ข้างๆตัวเขา เฟยที่เห็นแบบนั้นเขาจึงพายูโตะที่สลบอยู่ไปหลบในที่ปลอดภัยแล้วตัวเขาก็นำเอาดาบเล่มนี้ติดตัวมาด้วยแล้วหลังจากนั้นเขาก็ได้มายังที่ตรงนี้ในที่สุด
(เฮ้ย~แบบนี้แย่แล้วสิ เอาเข้าจริงๆแล้วตัวฉันไม่คิดว่าจะเอาชนะเขาได้เลย ถึงแม้ว่าจะร่วมมือกับบีสหรือแม้แต่จะรวมทั้งสองคนที่นอนสลบอยู่เข้าไปด้วยก็ไม่มีทางที่พวกเราจะเอาชนะตัวเขาได้เลย แต่ว่าในตอนนี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วมันเป็สิ่งที่ตัวฉันตัดสินใจไปแล้วก็คงจะมีแต่จะต้องลองเสี่ยงดวงดูเท่านั้น!)
“ย๊าก!”
เฟยที่ได้ะโออกมาได้พุ่งตัววิ่งเข้าไปหาคริมสันที่อยู่ตรงหน้าในทันทีโดยที่หวังว่าถ้าทำการเข้าจู่โจมก่อนด้วยความเร็วแล้วอาจจะพอมีหวังที่จะสร้างาแให้กับตัวเขาได้แม้แต่แผลเดียวก็ยังดี
“ถ้าเป็เื่พลังนั่นล่ะก็ตัวผมรู้ครับว่ามันอยู่ที่ไหน!”
เสียงของชายหนุ่มได้ดังขึ้นมาจากทางด้านขวาของพวกเขาทั้งสองคน ด้วยคำพูดเพียงคำเดียวที่ตัวเขาพูดออกมานั้นถึงกับทำให้เฟยที่กำลังวิ่งเข้าหาคริมสันได้หยุดชะงักลง ตัวเขาที่หยุดยืนอยู่ด้วยใบที่ตกตะลึงได้หันไปมองยังทิศทางที่เสียงนั่นได้ดังขึ้นมาในทันทีคริมสันเองก็หันไปมองเช่นเดียวกัน และที่ตรงนั้นก็ได้ปรากฎร่างของชายผู้หนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาทางพวกเขาทั้งสองคน
ชายผู้นั้นที่เดินเข้ามามีรูปร่างผอมบางกว่าทุกคนที่อยู่นะที่นี่แต่ก็มากกว่าคนปกติทั่วไป ตัวเขานั้นใส่ชุดสูทสีขาวที่ผูกโบว์สีแดงเอาไว้ที่คอเสื้อเชิ้ตที่อยู่ด้านในของเสื้อคลุมสีขาวระดับหัวหน้าหน่วยของอาร์ค ที่บนหัวของเขานั้นไว้ผมสั้นสีดำที่รวบเอาไว้ที่ด้านหลังและบนใบหน้าของเขานั้นได้ส่วมแวนตาสี่เหลี่ยมที่ด้านในนั้นปรากฎให้เห็นดวงตาที่มีในตาสีดำสนิดที่แล่ดูเ้าเล่ห์ไม่น่าไว้วางใจ ใช้แล้วเขาผู้นั้นก็คือหัวหน่วย ไฮโลร่า แห่งกองทัพอาร์คนามว่า โอ ทาโน่ ฮาลาบัส ฉายา อัจฉริยะแห่งสนามรบ ที่กำลังเดินเข้ามาทางนี้นั่นเอง
“ทาโน่คุงงั้นเหรอ? คิดจะทำอะไรกัน!ทำไมถึงพูดแบบนั้นออกมากัน!”
เฟยที่มองไปที่ทาโน่ได้ถามออกมาด้วยความสงสัย
“มันก็แน่อยู่แล้วไม่ใช้งั้นเหรอครับ มันก็เพื่อเลือกเส้นทางที่ถูกต้องยังไงล่ะครับ”
ตัวเขาได้ตอบกลับมาด้วยนํ้าเสียงที่ดูนิ่งเฉย
“ฮ่ะ”
เฟยได้พูดออกมาด้วยความใ และในขณะที่ตัวเขานั้นไม่ทันได้ระวังตัวก็ได้มีร่างของหญิงสาวในชุดรัดรูปสีขาวคาดเข็มขัดหลายเส้นและยังติดกระเป๋าใบเล็กๆหลายใบเอาไว้และที่บนใบหน้าก็สวมใส่หน้ากากสีขาวเอาไว้อักด้วยได้ปรากฎตัวออกมาจากทางด้านหลังของตัวเขา เธอผู้นั้นได้ะโเข้ามาหาตัวของเฟยจากทางด้านหลังได้โดยที่ไม่มีแม้แต่เสียงของฝีเท้าหรือแม้แต่เสียงของสายลมที่เกิดจากการะโก็ไม่มีเช่นเดียวกัน เธอคนนั้นได้ชูมือทั้งสองข้างขึ้นมาและที่มือนั้นก็ได้ถือมีดคู่สีเขียวเอาไว้อีกด้วย พลับ! เธอได้ฟันลงไปยังจุดที่เป็เส้นประสาทที่บนหลังคอของเฟย ตึ้ง! แต่ก่อนที่คมมีดของเธอนั้นจะเข้าไปถึงยังคอของเฟยได้ก็ได้มีหมัดที่สวมสนับมือเอาไว้ของคนผู้หนึ่งเข้ามาชกเข้าที่คมมีดจนมันนั้นได้กระเด็นออกไปได้ก่อนที่จะถึงคอของเฟยประมาน4ซม.
“ฮะ!นี้มัน...”
เฟยที่รู้สึกตัวได้หันมาที่ด้านหลังของตนแล้วที่ตรงนั้นเขาก็ได้เห็นบีสที่ยืนอยู่พร้อมกับตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับหญิงสาวคนหนึ่งที่ถือมีดคู่ที่มีคมเป็สีเขียวยืนอยู่ตรงหน้าของตัวเขาพร้อมกับตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้กลับเช่นกัน เธอที่เห็นว่าท่าไม่ดีแล้วจึงได้ะโถอยออกมาจากตรงนั้นแล้วได้ไปยืนอยู่ที่ข้างๆกับทาโน่ที่เดินเข้ามายืนอยู่ใกล้ๆกับคริมสัน ใช้แล้วเธอคนนั้นก็คือ ลาร่า ฉายามือสังหารไรหน้า รอหัวหน้าหน่วยของทาโน่นั่นเอง
“ทำไม่สำเร็จงั้นเหรอ...”
ทาโน่ที่พูดออกมาได้หันไปหาลาร่าด้วยท่าทีที่นิ่งเฉยลาร่าที่เห็นแบบนั้นจึงก้มหน้าที่ใส่หน้ากากที่ไม่มีช่องที่เอาไว้ใช้มองออกมาจากด้านในลงเล็กน้อยผงกหัวขึ้นลงหลายๆครั้งแสดงความขอโทษที่ทำตามคำสั่นไม่สำเร็จ
“เอาเถอะก็คาดการณ์เอาไว้แล้วล่ะว่าไม่น่าจะสำเร็จได้ง่ายๆแบบนั้น”
“เฮ้ย-!แกน่ะคิดว่าตนเองเป็ใครกัน อยู่ๆถึงได้มายืนคุยกันข้างๆกันกับตัวข้าผู้นี้แบบนั้นกันฮ่ะ!”
คริมสันที่จ้องมองทั้งสองคนอยู่ได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่ไม่เป็มิตร
“ต้องขอประทานโทษด้วยครับ!กระผม โอ ทาโน่ ฮาลาบัส หัวหน้าหน่วย ไฮโลร่า แห่งกองทัพอาร์คครับ!”
ทาโน่พูดออกมาพร้อมกับคุดเข่าลงก้มหัวให้กับคริมสันลาร่าก็ทำแบบนั้นเช่นเดียวกัน
“ทาโน่...อ่อฉายานักวางกลยุทธ์นั่นสินะ ในหมู่ของหัวหน้าหน่วยทั้งหมดของกองทัพอาร์คแล้วถือว่าเป็ผู้ที่ทำภารกิจสำเร็จมากที่สุด ตัวหมากชั้นดีเลยไม่ใช้หรอแกน่ะ”
คริมสันที่พูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูพึงพอใจ
“ครับถูกต้องตามนั้น”
“แล้วแกที่เป็ตัวหมากที่มีคุณภาพคิดจะเข้ามาสวามิภักดิ์กับตัวข้าผู้นี้อย่างงั้นเหรอ?”
“ครับ!ถูกต้องตามนั้น”
“แล้วทำมั้ยแกถึงคิดที่จะเข้าร่วมกับตัวข้าผู้นี้กันหรือว่าเป็เพราะหวาดกลัวจะโดนกำจัดทิ้งงั้นเหรอ?”
คริมสันที่พูดออกมาได้จ้องมองทาโน่กับลาร่าที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าของตัวเขาด้วยสายตาที่จริงจังกว่าปกติ
“ไม่ครับ! ตัวหมากนั้นมีเอาไว้ใช้แล้วทิ้งตัวผมนั้นเข้าใจเื่นี้เป็อย่างดี แต่สาเหตุที่ผมเลือกที่จะเข้ารวมกับตัวท่านก็เพราะมันเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดครับ!”
ทาโน่ที่คุกเข่าก้มหน้าอยู่ได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่จริงจังโดยไร้ซึ้งความหวาดกลัว
“หือ-ทางเลือกที่ดีที่สุดงั้นเหรอ?”
“ใช้แล้วครับ! ถ้าพวกผมเข้าร่วมกับตัวท่านแล้วเมื่อท่านสามารถเอาชนะมหาามาได้สำเร็จ พวกผมที่เป็ตัวหมากของท่านก็จะสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องหวาดกลัวต่อสิ่งใดอีกนั่นคือทั้งหมดที่พวกเราปรารถนาครับ!”
“มีชีวิตอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องหวาดกลัวต่อสิ่งใดอีกอย่างงั้นเหรอ?”
“ใช้แล้วครับ!”
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!”
คริมสันที่ได้ยินคำตอบของทาโน่ได้หัวเราะออกมาด้วยความซะใจด้วยท่าทีที่มีความพึงพอใจอย่างมาก
“จะมาเข้าร่วมกับตัวข้าผู้นี้เพราะอยากที่จะใช้ชีวิตได้โดยที่ไม่ต้องหวาดกลัวต่อสิ่งใดอีกอย่างงั้นเหรอ ฮ่าๆๆๆ! ก็ได้!เอาสิแบบนั้นก็ได้ ถ้าแก้าแบบนั้นตัวข้าผู้นี้ก็ขอสัญญาเลย! ว่าเมื่อตัวข้าผู้นี้เอาชนะมหาามาได้สำเร็จตัวข้าผู้นี้จะทำให้ความปรารถนาของพวกแกเป็จริงเอง! พวกแกจะสามารถที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกแกได้แบบไม่ต้องหวาดกลัวต่อใครหน้าไหนหรือสิ่งใดอีกเลย!”
คริมสันได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงและท่าทางที่หยิ่งยโสพร้อมกับใช้มือขวาชี้ไปที่ทาโน่และลาร่าที่คุกเข่าให้กับตัวเขาอยู่ด้วย
“ครับ! ต้องขอขอบพระคุณในความใจกว่างของตัวท่านครับ!”
ทาโน่ที่ได้ยินคำสัญญาของคริมสันได้พูดคำขอบคุณกลับด้วยนํ้าเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
“เอาเถอะ แต่ก่อนหน้านั้นแกจงบอกข้อมูลของพลังที่แกรู้ทั้งหมดมาก่อนซะ”
คริมสันที่พูดออกมาพร้อมกับเปลี่ยนท่าทีจากที่ดูมีความพึงพอใจกับมาเป็ท่าทางที่ดูจริงจังแบบเดิมอีกครั้ง
“ครับ! ตามที่ท่าน้า ผมได้ยินมาจากลาโน่ ฮาฟิก้า หัวหน้าหน่วย มิราเคิลที่าเ็อยู่ครับว่าพลังทั้งหมดที่ตัวท่าน้ามันอยู่ในดาบที่กลายเป็ศิลาหินครับ!”
“โอ๋ ได้ยินมาจากเ้านั้นงั้นเหรอท่างั้นคงจะเป็ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ดาบที่กลายเป็ศิลาหินงั้นเหรอ? แล้วตอนนี้ดาบเล่มนั้นมันอยู่ที่ไหนกันล่ะ?”
คริมสันที่พอได้รู้ว่าข้อมูลนั้นเป็สิ่งที่ได้ยินมาจากลาโน่ตัวเขาก็ทำท่าทางที่แสดงออกอย่างชัดเชนว่าตัวเขานั้นเชื่อว่ามันเป็ความจริงในทันที หลังจากที่ได้ยินข้อมูลตัวเขาจึงได้ถามกลับไปถึงสถาที่อยู่ของสิ่งที่ตัวเขานั้น้า
“หลังจากที่เนินได้ถล่มลงมามันก็ได้ถูกเ้างูั์ทำให้กระเด็นไปในทิศทางนั้นครับ”
ทาโน่ที่พูดขึ้นมาได้ใช้มือของตนชี้ไปยังทิศทางที่ดาบเล่มนั้นได้กระเด็นไป คริมสันที่เห็นเช่นนั้นตัวเขาจึงมองตามไปยังทิศทางที่ทาโน่นั้นได้ชี้ไป และที่สุดปลายทางของทิศทางนั้นตรงหน้าของพวกเขาภายใต้หมอกควันที่ปกคุมสถานที่แห่งนี้อยู่ก็ได้มีภาพของด้ามของดาบที่กลายเป็ศิลาหินปรากฎออกมา และนั้นมันก็คือดาบที่กลายเป็ศิลาหินที่ถูกปักอยู่บนเศษหินขนาดกลางที่กองอยู่บนพื้นท่ามกลางเศษหินก่อนอื่นๆขนาดต่างๆที่กระจัดกระจายอยู่เกือนกาดรอบๆมัน
“โอ้! นั่นสินะดาบที่กลายเป็ศิลาหินที่ว่า พลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถกำหนดโชคชะตาของจักรวาลได้อยู่ในนั้น!”
คริมสันที่พูดออกมาด้วยความดีใจพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยลอยยิมที่มากกว่าปกติพร้อมกับเริ่มกล่าวเดินเข้าไปหาดาบเล่มนั้นด้วยท่าทางที่ดูมีความสุข
“ไม่ยอมให้แกได้มันไปหรอก!”
บีสที่กระโจนเข้ามาขวางทางของคริมสันที่กำลังจะไปที่ดาบเล่มนั้น
“เฮ้อ~ตัวข้าผู้นี้ไม่มีเวลาจะมาเสียให้กับคนแบบแกอีกต่อไปแล้ว”
คริมสันที่พูดออกมาด้วยความเบื่อหน่ายได้ชูมือขึ้นแล้วทำการตบมือสามครั้ง เบ๊าะๆๆๆ!!! ครืน~~~! หลังจากที่สิ้นสุดเสียงตบมือของเขาก็ได้มีเสียงบางอย่างดังขึ้นมาจากทางด้านในของลำตัวของเ้างูศิลาหินั์ที่กองอยู่ตรงนั้น ตึ้ง!ตี้ง!ตึ้ง! เสียงกระแทกที่ดังออกมาจากด้านในของรอยแตกร้าวที่เริ่มเกิดขึ้นบนเศษซากร่างกายขนาดมหึมาของเ้างูั์นั้นค้อยๆปรากฎมามากขึ้นจนในที่สุดมันก็เริ่มแตกออก ครืน----!!! เศษซากร่างกายของมันที่แตกออกจนกลายเป็รูขนาดใหญ่และที่ด้านในของรูนั้นก็ได้มีร่างของคนสองคนที่กำลังเดินออกมาอย่างช้าๆ
หนึ่งคนเป็ผู้ชายที่มีาแมากมายตามร่างกายที่กำยำและมีรูปร่างดีเหมือกับพวกพระเองในหนัง มีน่าตาที่ดูดีที่ไว้ผมยาวสีนํ้าเงินม่วงที่ดูยุ่งเหยิงจนปิดบังดวงตาทั้งสองข้างของเขาจนคนอืนนั้นไม่อาจที่จะมองเห็นมันได้และที่สำคัญยังมีรอยแผลเป็ขนาดใหญ่ที่น่าจะเกิดขึ้นมาจากกรงเล็บของสัตว์ป่าอยู่ตรงกลางของใบหน้าของเขาอีกด้วย
สวนอีกคนหนึ่งนั้นเป็ผู้หญิงที่มีขาที่เรียวยาวตัวสูงและมีหน้าอกที่ใหญ่แลดูคล้ายกับพวกนางแบบกราเวียร์ที่ใส่ชุดคุมของกองทัพอาร์คที่ขาดรุ่งริ่งไปทั้งตัวอยู่ มิหนำซ้ำที่ร่างกายของเธอนั้นยังเต็มไปด้วยาแมากมายที่เกิดจากอะไรบางอย่างอีกด้วย ไหนจะผมที่ยาวลงมาจนถึงกลางหลังที่มีสีเขียวของเธอที่ยาวจนปิดบังใบหน้าของตัวเธอเอาไว้มิดชิดจนมองไม่เห็นดวงตาทั้งสองข้างอีกด้วย
สรุปง่ายๆนั้นสภาพของทั้งสองคนนั้นดูโทรมเอามากๆจนมองไม่ออกว่าเป็ใครกัน แต่ถึงกระนั้นเมื่อบีสเห็นพวกเขาทั้งสองคนตัวเขานั้นก็จำได้ในทันทีเลยว่าทั้งสองคนนั้นคือใคร
“คาล่า! วูฟ!”
บีสที่เห็นทั้งสองคนในสภาพนั้นได้พูดออกมาด้วยความใพร้อมกับรีบวิ่งไปหาพวกเขาทั้งสองในทันทีโดยที่ไม่สนใจคริมสันที่อยู่ตรงหน้าของตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
ใช้แล้วทั้งสองคนนั้นก็คือ วูฟ ชายหนุ่มที่เป็รองหัวหน้าหน่วยของบีสที่พลัดหลงกันในตอนที่หนีออกมาจากเหตุการยานตกกับคาล่า อานารา หัวหน้าหน่วยโนเบิลเอด ฉายาจอมทำลายล้าง ที่ถูกส่งมาสำรวจดาวดวงดวงนี้ก่อนที่พวกบีสจะมาถึงแล้วขาดการติดต่อไปนั้นเองและที่สำคัญเธอยังเป็เพื่อนสมัยเด็กของบีสอีกด้วย
“เฮ้ย!ทั้งสองคนปลอดภัยกันดีใช้มั้ย?”
บีสที่ไปถึงตัวของทั้งสองคนได้ใช้มือของตนเองจับไปที่ไหลของทั้งสองคนพร้อมกับถามออกมาด้วยความเป็ห่วง
“...”
“...”
แต่ทั้งสองคนนั้นกับไม่ตอบอะไรเขากลับมาเลยแม้แต่คำเดียว
“นี่!ทั้งสองคนเป็อะไรไปน่ะ! เฮ้!”
บีสที่พูดออกมาพร้อมกับใช้มือของตนเองเขย่าตัวของทั้งสองคนไปมาเพื่อเรียกสติของพวกเขา แต่ถึงกระนั้นทั้งสองคนก็ยังคงไม่ตอบอะไรกลับมาอยู่เช่นเดิม หมับ!หมับ! แต่สิ่งที่ทั้งสองคนทำนั้นก็คือกระโจนเข้ามากอดบีสแทนการตอบกลับ บีสที่เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงพูดออกมาด้วยความโล่งอกพร้อมกับใช้มือของตนเองกอดทั้งสองคนกลับเอาไว้แน่นพอๆกันหรือมากกว่าที่ทั้งสองคนนั้นกอดมา
“งั้นเหรอ คงกลัวมากสินะแต่ไม่เป็ไรแล้วล่ะเพราะตอนนี้พวกเราอยู่ด้วยกั-----น อ๊ะ!”
บีสที่พูดไม่ทันจบอยู่ดีๆตัวเขาก็กระอักเืออกมา สวนสาเหตุนั้นก็เพราะว่ามีบางอย่างได้แทงทะลุผ่านร่างกายของเขาและเมื่อตัวเขานั้นได้หันลงมาด้านล่างตรงจุดที่เขานั้นถูกอะไรบางอย่างแทงสิ่งที่ตัวเขาได้เห็นอยู่นั้นนั่นก็คือ...วูฟกับคาล่าที่ได้ใช้มือของพวกเขาแทงทะลุร่างกายอันใหญ่โต้ของบีสจนเป็รูที่สามารถมองทะลุไปจนถึงอีกด้านได้เลย
“...อะ...อะไรกัน...ทั้งสองคนทำมั้ย?...”
บีสที่พูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูเจ็บป่วดได้พลักทั้งสองคนนั้นออกไปจากตัวเขา ทั้งสองคนที่โดนพลักออกไปก็ได้เดินตัวเซไปมายืนอยู่ตรงหน้าของบีสและด้วยแรงลมที่เกิดขึ้นมาจากการพลักของบีสทำให้ผมที่ปิดบังใบหน้าของทั้งสองคนที่ปิดบังดวงตาของพวกเขานั้นสะบัดออกเผยให้เห็นดวงตาทั้งสองข้างของพวกเขาได้อย่างชัดเชน และสิ่งที่บีสเห็นอยู่ตรงหน้านั้นก็คือทั้งสองคนที่มีดวงตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกหรือแม้แต่ประกายแห่งชีวิตก็ตาม
“ดวงตานั่นมันอะ...อะไรกัน?!...”
บีสที่ใช้มือกุมท้องของตนเองเอาไว้เพื่อห้ามเืที่ไหล่ออกมาจากาแได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่สั่นเทาพร้อมกับจ้องมองไปยังดวงตาของทั้งสองคนด้วยใบหน้าที่หวาดกลัวและตกตะลึงกับสิ่งที่ตัวเขานั้นได้เห็นอยู่ตรงหน้า
“อะไรกันคำตอบมันก็ง่ายๆ ก็ทั้งสองคนนั้นตายไปแล้วอย่างไงล่ะ”
นํ้าเสียงที่เยือกเย็นราวกับความเย็นะเืจากขุมนรกได้ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของบีส ตัวเขาที่ได้ยิบแบบนั้นจึงมองกลับไปยังด้านหลังของตนและสิ่งที่เขาเห็นนั้นก็คือคริมสันที่กำลังมองมาทางตัวเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพึ่งพอใจอย่างถึงที่สุด
“ตะ...ตายไปแล้ว...หมายความว่ายังไงกัน!? ก็ทั้งสองคนยังคงยืนอยู่ตรงนี้...”
บีสที่พูดออกมาได้หันกลับไปมองทั้งสองคนอีกครั้งเพื่อความแน่นใจและแน่นอนว่าทั้งสองคนนั้นก็ยังคงยืนเซไปมาอยู่ตรงนั้น
“ไม่ผิดแน่ทั้งคนยังยืนอยู่...ถึงจะเซไปมาแต่ก็ยังคงยืนอยู่ไม่ผิดแน่...แล้วแกยังจะบอกว่าพวกเขาตายไปแล้วได้ยังไงกัน!”
บีสที่หันกลับไปหาคริมสันอีกครั้งได้ะโออกมาด้วยความโกรธใส่ตัวเขาที่ยืนอยู่ตรงนั้น
“เนโครแมนเซอร์”
คริมสันที่พูดออกมาพร้อมกลับรอยยิ้มบนใบหน้าที่ดูชั่วร้าย
“ห๊ะ…”
“ก็อย่างที่พูดไปตัวข้าผู้นี้คือเนโครแมนเซอร์ผู้ควบคุมคนตายอย่างไงล่ะ!”
คริมสันที่พูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูหยิงยโสพร้อมกับได้ใช้มือทั้งสองข้างของตนชูขึ้นแล้วกำมันแล้วใช้นิ้วโบงชี้เข้าหาตนเองพร้อมกับพูดขึ้นมาอีกครั้งด้วยนํ้าเสียงที่หยิ่งยโสและความโอหังมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
“ตัวข้าผู้นี้สามารถควบคุมสิ่งมีชีวิตที่ตายไปแล้วให้กลับมากลายเป็ตัวหมากที่คอยทำตามคำสั่งของตัวข้าได้โดยที่พวกมันนั้นไม่สามารถที่จะต่อต้านหรือขัดคําสั่งใดๆได้ สิ่งที่พวกมันสามารถทำได้นั้นมีเพียงแค่ทำตามคำสั่งของตัวข้าผู้นี้เท่านั้น แถมพลังและความสามารถต่างๆที่พวกมันเคยมีในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังคงจะมีอยู่เช่นเดินอีกด้วย เป็อย่างไงล่ะสุดยอดไปเลยใช้มั้ยพลังของตัวข้าผู้นี้!”
คริมสันที่พูดบรรยายสรรพคุณพลังของตนเองให้บีสได้ฟังพร้อมกับลอยยิ้มบนใบหน้าที่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมบงบอกถึงความสะใจที่ได้เห็นบีสที่โดนคนที่สำคัญของตนเองทำลายจนบาตเจ็บสาหัส
“อย่ามาพูดบ้าๆนะ!”
บีสที่พูดออกมาด้วยความโกรธพร้อมกับดวงตาอาฆาตที่จ้องมองคริมสันที่ยืนอยู่ตรงหน้าของตนเอง
“แกน่ะ! ไม่รู้สึกละอายใจบ้างเหรอ!”
“ฮะ”
“ข้าถามว่าที่แกเอาคนที่ตายไปแล้วมาใช้เป็ของเล่นของตัวเองแบบนี้นั้น แกไม่รู้สึกละอายใจในฐานะของผู้ที่มีชีวิตอยู่บ้างหรือไงกัน!”
บีสที่ะโใส่คริมสันด้วยความโกรธพร้อมกับกำหมัดของตัวเขาเอาไว้แน่น
“ไร้สาระ!”
“ไร้สาระ! ไร้สาระ! ไร้สาระ! ความละอายใจในฐานะของผู้ที่มีชีวิตอยู่งั้นเหรอของแบบนั้นมันสำคัญตรงไหนกัน! สิ่งที่แกพูดออกมานั้นมันก็เป็ได้เพียงแค่คำเห่าหอนของหมาขี้แพ้เท่านั้น!”
คริมสันที่พูดออกมาด้วยความโกรธพร้อมกับสะบัดหน้าหนีบีสที่จ้องมองตัวเขาอยู่
“ตัวข้าผู้นี้ไม่อยากที่จะเสียเวลากับแกไปมากกว่านี้แล้ว เฮ้ย!ไอ้ตัวหมากตรงนั้นน่ะ”
คริมสันที่พูดออกมาพร้อมกับกระดิกนิ้วเรียกทาโน่ที่คุกเข่าอยู่ที่ด้านหลังของตนให้มาหาตัวเขา
“ครับท่าน!”
ทาโน่ที่ตอบรับคำเรียกของคริมสันได้มาปรากฎตัวที่ด้านหลังของเขาในท่ายืนเอามือไขว้หลังเตรียมพร้อมที่จะรับคำสั่ง คริมสันที่เห็นแบบนั้นจึงชี้ไปยังร่างที่ไร้ิญญาของวูฟกับคาล่าพร้อมกับพูดออกคำสั่งกับทาโน่ที่รอรับคำสังอยู่
“ตัวข้าผู้นี้จะมอบตัวหมากทั้งสองตัวนั้นให้กับแก จงแสดงความพักดีให้ตัวข้าผู้นี้ได้เห็นซะจงจัดการลงทัณฑ์ตัวหมากที่หมดประโยคพวกนั้นให้หมดซะ”
“ครับท่าน! ผมจะจัดการตามคําบัญชาที่ตัวท่าน้าครับ”
ทาโน่ได้ตอบรับคำสั่งของคริมสันพร้อมกับก้มหัวลงเล็กน้อยเป็การแสดงความเคารพและจงรักภักดีที่ตัวเขานั้นมีให้กับคริมสัน
“อือ แบบนั้นแหละดี แล้วอย่าได้ทำให้ตัวข้าผู้นี้ต้องผิดหวังซะล่ะ ถ้าล้มเหลวล่ะก็พวกแกได้กลายไปเป็ตัวหมากที่ไร้ความรู้สึกแบบนั้นแน่หวังว่าคงเข้าใจใช้มั้ย?”
คริมสันที่หันมาหาทาโน่ได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่ไร้เยื่อใยและไม่แยแสที่เยือกเย็นยิ่งกว่าขุมนรก
“ครับท่าน! พวกเราจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังอย่างเด็ดขาดขอเอาชีวิตนี้เป็ประกันเลยครับ!”
ทาโน่ที่บนใบหน้ามีเหงือไหล่ออกมาเล็กน้อยได้ตอบกลับรับคำของคริมสันในสภาพที่กำลังก้มหน้าอยู่
“งั้นก็ดี”
พอคริมสันพูดจบตัวเขาก็เริ่มออกเดินไปยังทิศทางของดาบที่กลายเป็ศิลาหินเล่มนั้นอีกครั้ง
“เดี๋ยวหยุดก่อน!”
บีสที่เห็นแบบนั้นจึงพยาำยามที่จะเข้าไปขว่าง
“ผมไม่ยอมให้คุณไปได้หรอก”
แต่ทาโน่ที่เห็นแบบนั้นตัวเขาจึงเข้าไปยืนขว่างที่ด้านหน้าของบีส
“ยังไงก็จะไม่ยอมหลีกทางให้งั้นสินะ”
บีสที่จ้องมองเข้าไปในแววตาที่เ้าเล่ห์ของทาโน่ได้ถามออกมาในขณะที่ตัวเขานั้นใช้มือซ้ายกดแผลที่ท้องเอาไว้
“มันก็แน่นอนอยู่แล้วครับคำสั่งคือคำสั่งไม่ว่าจะอย่างไงผมก็จะไม่ยอมปล่อยให้คุณไปจากตรงนี้ได้หรอกครับ”
ทาโน่ที่จ้องมองบีสอยู่ด้วยแววตาที่เ้าเล่ห์ของเขาได้ตอบกลับสิ่งที่บีสถามเขามา
“งั้นเหรอก็เอาสิ ข้าก็รู้สึกกรีดขี้หน้าของแกมานานแล้วั้แ่ที่เจอกันครั้งแรก และในตอนนี้เวลาที่จะได้ซัดแกให้ยับสักทีก็มาถึงแล้ว! คอยดูเถอะข้าจะซัดแกแล้วไล่ตามมันไปให้ได้!”
บีสที่พูดออกมาพร้อมกับกำหมัดที่ใส่สนับมือทั้งสองข้างของตนเองเอาไว้แน่นแล้วตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะพุ่งเข้าใส่ทาโน่ที่มาขว่างทางตัวเขาอยู่
“ผมก็เช่นกัน ั้แ่ที่เจอกันที่ห้องประชุมผมก็รู้สึกกรีดตัวคุณเช่นเดียวกันนั้นแหละ และสงสัยว่าตัวผมคงจะได้ฆ่าคุณในแบบที่ผม้าแล้วสินะ”
ทาโน่ที่พูดออกมาพร้อมกับย่อตัวลงเล็กน้อยอยู่ในท่าที่เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับบีส
และในที่สุดการต่อสู้ระหว่างหัวหน้าหน่วยทั้งสองคนก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว