ภายในบรรยากาศสงบเยือกเย็นมีภาพเขียนร่วมสมัยประดับอยู่บนฝาผนัง และเป็บรรยากาศแบบที่ฮิวจ์ เทาน์เซ่นด์ชอบคือสูงด้วยรสนิยมแต่ไม่ฟุ้งเฟ้อจนเกินไปนักกลิ่นอายของอาหารหอมหวนอบอวลไปทั้งห้อง
เ้าของร้านรีบเดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“กู๊ด อีฟนิ่งครับ มิสดักลาสมิสเตอร์เทาน์เซ่นต์มารอคุณอยู่แล้วละครับ เชิญทางนี้เลย”
จากโต๊ะตรงมุมห้อง ฮิวจ์ เทาน์เซ่นต์จับตามองตามร่างที่เดินตรงเข้ามาหาความสนใจของเขาราวจะมุ่งอยู่กับท่าทางเดินเหินของเธอซึ่งมิได้แสดงออกถึงความเซ็กซี่หรือเฟลิร์ต แต่อย่างใดแต่กระนั้นมันก็ยังเป็ท่าทางเดินที่ผู้ชายทุกคนอดจะมองตามไม่ได้ด้วยเป็ท่าเดินที่งามสง่า สะโพกไหวน้อย ๆ ตาม่จังหวะของการก้าวย่างศีรษะตั้งตรง ดวงตามองตรงไปข้างหน้า
เคลลี่ ดักลาสได้เปลี่ยนไปมากนับแต่วันที่เขาพบเธอครั้งแรก ถ้าจะพูดกันตามความจริงแล้วเขาได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับตัวเธอได้รับฟังถึงผลงานของเธอก่อนหน้าที่จะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอเสียด้วยซ้ำเขาได้ยินน้ำเสียงที่อ่อนทุ้มนุ่มนวลของเธอตอนที่เดินผ่านห้องตัดต่อเทปมันปลุกเร้าทั้งความสนใจและความใคร่รู้ให้เกิดขึ้น จึงทําให้เขาเดินเข้าไปในห้องนั้น
ปฏิกิริยาแรกที่เกิดขึ้นทันทีที่เขาเห็นภาพของหญิงสาวคนที่ปรากฏอยู่ในเทปนั้นเป็ไปในทางลบเรือนผมสีเข้มยาวเลยไหล่ดูรุ่ยร่ายอย่างไรพิกล นอกจากนั้นเธอก็ยังสวมแว่นตาขอบกระใบหน้าที่แม้จะบ่งบอกแววแห่งความเข้มแข็ง แต่กระนั้นก็ราบเรียบไม่มีจุดสนใจเลย แถมยังสวมเสื้อแจ๊คเก็ตแบบผู้ชายไว้ด้วย
แต่น้ำเสียงนั้นคือสิ่งที่ดึงดูดใจให้เขาต้องก้าวเข้าไปในห้องเงี่ยหูฟังเสียงที่เธอกําลังบรรยายถึงสภาพของผู้คนที่ไร้ที่อยู่อาศัยขณะเดียวกันเขาก็บังเกิดความหงุดหงิดไม่พอใจเมื่อมีเสียงพูดของคนอื่นเข้ามาแทรก
แล้วเขาก็เริ่มสังเกตเห็นสีแดงที่เคลือบอยู่ในเส้นผมสีเขียวขาบที่ถูกอําพรางไว้ด้วยแว่นสายตาผิวผ่องของใบหน้าราวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเรือนร่างที่งามระหงซึ่งซ่อนอยู่ใต้เสื้อแจ๊คเก็ตตัวใหญ่และยังพลังที่เปล่งออกมาทั้งในท่วงท่าและน้ำเสียงนั้น
“ผู้หญิงคนนี้เป็ใครกันฮาร์รี่”เขาถามบรรณาธิการการข่าว
“ดูเหมือนจะชื่อเคลลี่หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ”เขาหยิบกล่องเทปขึ้นมาดู “ใช่ ชื่อเคลลี่ ดักลาสทํางานอยู่ที่สถานีท้องถิ่นของเราในเซ้นท์ หลุยส์มา ทำงานดีสม่ำเสมอคงอยากจะเข้ามาทํางานที่สถานีใหญ่นั่นแหละ” บรรณาธิการข่าวส่งยิ้มกว้างมาให้“เสียงเยี่ยมเลยใช่ไหม”
“เยี่ยมมาก” ฮิวจ์ตอบอย่างใช้ความคิดแล้วจึงได้พูดต่อว่า “จะรังเกียจไหมล่ะถ้าผมจะขอยืมเทปหน่อยอยากจะเอาไปดูแล้วจะส่งคืนมาให้”
“เชิญตามสบาย”เขากดลงบนปุ่มปิดถอดเทปออกจากเครื่องให้
ภายหลังจากที่ฮิวจ์ เทาน์เซ่นต์ เอาเทปนั้นมาเปิดอยู่หลายต่อหลายครั้งเขาก็ได้พบว่าเคลลี่จัดว่าเป็บุคคลที่มีความสามารถในงานด้านการข่าวคนหนึ่งและเขาก็ออกจะพึงใจในน้ำเสียงของเธออย่างมากมันเป็น้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มนวลฟังแล้วอบอุ่นมีกังวานแห่งความมีอํานาจอยู่ในน้ำเสียงนั้นด้วย
แต่สิ่งที่สร้างความเบื่อหน่ายให้เกิดขึ้นกับสายตาก็คือบุคลิกลักษณะที่ไม่ต้องในรสนิยม ในความเป็ผู้อํานวยการผลิตรายการต่าง ๆเขาย่อมมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในเื่นี้เป็พิเศษอยู่แล้ว
และหลายต่อหลายครั้งที่เขาเคยได้ออกปากให้คำแนะนำพิธีกรในรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับเื่เสื้อผ้า ทรงผมการแต่งหน้าและอื่น ๆซึ่งเมื่อคนเ่าั้ปฏิบัติตามคําแนะนําก็มักจะย้อนกลับมากล่าวคําขอบคุณแก่เขาเสมอ
ในที่สุดเขาได้ติดต่อให้เธอเดินทางมานิวยอร์คโดยอ้างว่า้าสัมภาษณ์เป็การส่วนตัวอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาเธอก็เดินทางมาถึงห้องทํางานของเขาที่สถานีเอ็นบีซี.ซึ่งส่วนหนึ่งของความรู้สึกดูมันช่างเยาะหยันเสียเหลือเกินที่เขากำลังจะทำตัวเป็เฮนรี่ฮิกกิ้นส์
แต่ผลแห่งความพยายามในครั้งนี้ทําให้เสียงหัวเราะเยาะหยันนั้นต้องเงียบงันไปตราบเท่าทุกวันนี้...
เมื่อเคลลี่เดินเข้ามาใกล้โต๊ะอาหารเขาจึงได้ลุกขึ้นและรออยู่จนเมื่อเธอทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้ตรงข้ามกับเขาทิ้งกระเป๋าที่เหมือนย่ามใหญ่ลงกับพื้นห้อง
“ข่าวล่าสุดเป็ยังไงมั่งล่ะ”เขาถามพร้อมกับทรุดตัวลงนั่ง
“เมลเชอร์ออกจากห้องผ่าตัดแล้วค่ะ อาการยังสาหัสแต่ว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว” เธอหยิบเมนูขึ้นมาแล้วก็วางลงเสียข้างหนึ่งไม่สนใจกับความรู้สึกเร่งเร้าในเื่อาหารที่เกิดอยู่ในใจ
“สําหรับผู้หญิงเราได้ชื่อมาแล้วว่าเดเลีย โรสแจ๊คสัน ในอดีตคือซิสเตอร์ แมรี่ เทเรซ่าตอนนี้มีอาการทางประสาทต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอดเวลาครั้งหลังสุดนี่บุกเข้าไปในคลินิกแห่งหนึ่ง เอากรรไกรแทงนางพยาบาลไม่มีรายงานว่าร่วมอยู่ในขบวนการใด ๆ ทั้งสิ้น”
“ถ้ายังงั้นก็คงจะรอดตัวไป” เขาพูดเสียงเบา
เคลลี่หยิบแก้วน้ำขึ้นมาถือไว้ แต่ไม่ได้ดื่ม
“แล้วคุณเห็นภาพที่เราเอาออกอากาศหรือเปล่าคะ”
“ไม่เห็นหรอกแต่คงผิดมากถ้าคุณไม่พูดถึงเื่นี้”
“ฉันเอารูปสมัยที่เขาบวชเป็แม่ชีมาให้ค่ะ”เธอจิบน้ำเย็น ลดแก้วลงจับตามองก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในน้ำใส“มันก็ออกจะเป็เื่น่าแปลกอยู่เหมือนกันนะคะที่ตํารวจคนหนึ่งจะต้องมาตายเพราะฝีมืออดีตแม่ชี”
“เป็เื่น่าเศร้ามากด้วย”
“ใช่ค่ะ เศร้ามากทีเดียว” เธอระบายลมหายใจออกมาพยายามที่จะขจัดความคิดในเื่ร้าย ๆ ออกไปให้พ้นจากสมองในการทํางานด้านข่าวนั้นเธอต้องพบเห็นเื่ที่รุนแรง เื่ที่น่าเศร้าเื่ของความตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แต่เคลลี่ก็พยายามทําใจที่จะไม่ให้เื่ต่าง ๆเหล่านี้เข้ามาััจิตใจของตนเอง ไม่ยอมให้ตนเองต้องพลอยมีความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมตามไปด้วยเธอกวาดสายตามองไปโดยรอบ
“ที่นี่บรรยากาศดีจังเลยนะคะฉันไม่เคยเข้ามาสักครั้ง” เธอสังเกตเห็นอยู่ว่า แขกที่เข้ามาในร้านรอบนี้ส่วนใหญ่จะเป็แขกรอบดึกที่เพิ่งออกมาจากโรงภาพยนตร์เสียส่วนใหญ่
“อาหาหารที่นี่เยี่ยมมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งไวน์...” เขาหยุดเว้นระยะยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะพูดต่อว่า“เยี่ยมที่สุด”
“เป็องค์ประกอบอันสําคัญที่ทําให้คุณชอบมาที่นี่...เื่นี้ฉันไม่สงสัยหรอกค่ะ”เคลลี่ชูแก้วน้ำตรงหน้าให้เขาอย่างล้อเลียน ฮิวจ์ เทาน์เซ่นด์เป็คนหนึ่งที่มีความรู้เกี่ยวกับเื่เหล้าองุ่นดีมากซึ่งก็นับว่าเป็เื่ที่น่าพิศวงเกี่ยวกับตัวเขาอีกเื่หนึ่ง
“แน่นอนอยู่แล้วละ” รอยยิ้มกดลึกลงตรงมุมปาก“เอาละ เราสั่งอาหารกันได้แล้ว รู้สึกว่าคุณจะหิว”
“มากทีเดียวละค่ะ” เธอตอบอย่างยอมรับ อาหารเช้าของเธอคือน้ำส้มคั้นกับขนมปังกรอบเพียงสองแผ่นอาหารกลางวันคือสลัดผักขม กับโยเกิร์ตอีกสามช้อนตอนห้าทุ่มทั้งหมดคืออาหารที่เธอรับประทานมาในรอบยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือประมาณนั้นซึ่งดูจะน้อยกว่าอัตราเฉลี่ยมาก
ฮิวจ์ชูมือเป็สัญญาณเรียกบริกรที่รีบกระวีกระวาดเข้ามารอรับคำสั่ง
“เราจะสั่งอาหารกันเสียที” เขาพูดเรียบ ๆ
“ครับผม” เขาหันไปทางเคลลี่“ค่ำนี้รับประทานอะไรดีครับท่านผู้หญิง เนื้อแกะดีไหมครับ อบกับ...”
“ไม่ละขอบใจ” เคลลี่รีบตัดบทก่อนจะใจอ่อน“ฉันขอสลัดผักสดธรรมดาไม่ต้องราดเดรสซึ่ง ขอปลานึ่งกับมะนาวไม่เอาซอสแค่นั้นละ”เธอไม่ใส่ใจกับสีหน้าผิดหวังของบริกร “สําหรับกาแฟ ขอชนิดที่ไม่มีคาเฟอีนนะ”
“อาหารแบบนี้ทําให้ไวน์เสียรสชาติหมด”เขาเลิกคิ้วมองหน้าเธออย่างวิจารณ์ แล้วจึงได้หันไปสั่งบริกร “เอาก๊อก โอแว็งมาให้มิสดักลาสด้วย”
“ฮิวจ์คะ...”
เขายกมือขึ้นห้ามการทักท้วงของเธอทันที
“อย่าลืมว่าวันนี้เรามาฉลองกันคืนนี้กินอะไรให้มันอิ่ม ๆ ก่อนดีกว่าพรุ่งนี้คุณก็ทํางานล้างแคลอรี่ส่วนเกินที่กินไว้คืนนี้หมดแล้วแค่ทำงานกับริคใน่เช้าก็คงไม่มีเหลือแล้วละมัง”เขาหมายถึงเทรนเนอร์ประจําตัวของเธอ
ด้วยความตั้งใจที่จะควบคุมน้ำหนักของตนเองไว้ให้คงที่เคลลี่ต้องเข้าสถานบริหารร่างกายสัปดาห์ละสามครั้ง เมื่อครั้งที่อยู่ในเซ้นท์หลุยส์ เธอจะวิ่งวันละสิบไมล์ทุกวันแต่เมื่อมาอยู่ในนิวยอร์คการที่จะทําเช่นนั้นย่อมเป็ไปไม่ได้อยู่แล้วดังนั้นเคลลี่จึงใช้วิธีบริหารร่างกายแทน โดยมีริค คอนเนอร์ เป็เทรนเนอร์
“ริคน่ะซาดิสม์” เคลลี่วิจารณ์เสียงเบาและมิได้ทักท้วงรายการอาหารที่เขาเสนอให้เพราะ ก๊อก โอ แว็งเป็เพียงไก่อบด้วยไวน์แดง ไม่ใช่อาหารที่จะมากแคลอรี่แต่อย่างใด
สำหรับตัวเองนั้น ฮิวจ์สั่งเป็ดอบส้มแล้วจึงได้สั่งไวน์ เคลลี่เงี่ยหูฟังขณะที่ฮิวจ์กับสจ๊วตปรึกษาหารือเกี่ยวกับเื่ไวน์อยู่
เพราะว่าไวน์เป็สิ่งที่ฮิวจ์โปรดปรานอย่างที่สุด
เมื่อสามปีก่อนเมื่อเขาสั่งให้เธอเดินทางมาพบในนิวยอร์คนั้นเคลลี่้าจะสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับเขาและตอนนั้นเองที่เหล้าองุ่นได้เข้ามามีบทบาทอย่างสําคัญ