กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ลอยอวลอยู่ในอากาศบาดจมูกจนธันวาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆเขายืนนิ่งงันอยู่กลางโถงทางเดินของโรงพยาบาลแสงไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวซีดสาดส่องลงมากระทบพื้นกระเบื้องที่สะท้อนเงาอันบิดเบี้ยวของเขาหญิงวัยกลางคนที่นั่งร้องไห้อยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีฟ้าห่างออกไปไม่กี่ก้าวยังคงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเขาเธอกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความทุกข์ที่ลึกที่สุด
ทว่าเสียงกรีดร้องในหัวของเธอกลับดังทะลุโสตประสาทของเขาราวกับมีคนนำลำโพงมาจ่อที่หู
"ถ้าเพียงแต่แกไม่เกิดมา... ถ้าเพียงแต่แกไม่ดื้อด้านพ่อแกคงไม่ต้องมีสภาพแบบนี้" ธันวากัดฟันแน่นจนกรามปูดโปนความเ็ปแล่นริ้วจากหน้าอกขึ้นมาจุกที่ลำคอ เขาอยากจะก้าวเข้าไปสวมกอดแม่อยากจะคุกเข่าลงตรงหน้าและเอ่ยคำขอโทษนับพันครั้ง แต่ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกตอกหมุดติดกับพื้นเขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า ไม่ว่าเขาจะรวยล้นฟ้าหรือมีอำนาจล้นมือในอนาคตแต่ในสายตาของแม่และในความเป็จริง... เขาคือฆาตกรที่ฆ่าพ่อตัวเอง
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังก้องมาจากหัวมุมทางเดิน ธันวาสะดุ้งสุดตัวสัญชาตญาณบางอย่างสั่งให้เขารีบก้าวหลบเข้าไปในมุมมืดหลังตู้กดน้ำอัตโนมัติที่ตั้งอยู่ใกล้ๆเขากลั้นหายใจและชะโงกหน้าออกไปมอง
ชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าปีในชุดสูทสั่งตัดราคาแพงยับยู่ยี่กำลังเดินกระแทกส้นเท้าตรงมาทางหน้าห้องฉุกเฉินใบหน้านั้นคือภาพสะท้อนของเขาในกระจกเมื่อเจ็ดปีก่อนไม่ผิดเพี้ยนดวงตาของธันวาวัยหนุ่มเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวและความหยิ่งผยอง
"ตาแก่หัวโบราณ! แค่เอาโฉนดไปค้ำประกันมันจะตายหรือไงวะธุรกิจมันต้องก้าวไปข้างหน้าไม่เข้าใจหรือไงว่าฉันกำลังจะสร้างอาณาจักรให้ครอบครัวเรา!"
เสียงความคิดนั้นดังแทรกขึ้นมาในหัวของธันวาคนปัจจุบัน มันชัดเจน เย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวขั้นสุดธันวายกมือขึ้นปิดปากตัวเองด้วยความสะอิดสะเอียน เขาเคยเป็คนแบบนี้จริงๆ หรือ?เขาเคยมองพ่อที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิตเป็แค่ 'ตาแก่หัวโบราณ' ที่ขวางทางความเจริญของเขาอย่างนั้นหรือ?
ความเกลียดชังตัวเองตีตื้นขึ้นมาจนแทบอาเจียนธันวามองดูตัวเองในอดีตเดินเข้าไปหาแม่แม่เงยหน้าขึ้นมองลูกชายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาและความผิดหวังริมฝีปากของแม่ขยับพูดบางอย่างที่ธันวาคนปัจจุบันไม่ได้ยินแต่เสียงในใจของแม่ที่สะท้อนกลับมานั้นเ็ปเกินกว่าจะรับไหว
"ออกไปให้พ้นหน้าฉัน ฉันไม่อยากเห็นหน้าคนเนรคุณแบบแก"
ธันวาวัยหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย เขามองแม่ด้วยสายตาแข็งกร้าวก่อนจะสบถออกมาเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินหนีไปอีกทางโดยไม่แม้แต่จะนั่งลงข้างๆเพื่อปลอบประโลม
ธันวาในวัยสามสิบสองปียืนมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่แหลกสลายเขาจำได้ดีว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น อีกสิบห้านาทีให้หลังเครื่องวัดชีพจรในห้อง ICU จะส่งเสียงร้องเป็เส้นตรงและเขาจะไม่มีวันได้พูดคำว่ารักกับพ่ออีกเลยตลอดกาล
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทัักับความเย็นเยียบของนาฬิกาพกสีเงิน นิ้วโป้งของเขาลูบไปบนหน้าปัดที่แตกร้าวในเมื่อเขาย้อนเวลากลับมาได้แล้ว ทำไมเขาถึงจะแก้ไขมันไม่ได้?ถ้าเขาหยุดการโต้เถียง หรือย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สักหนึ่งชั่วโมงล่ะ?
ชายหนุ่มดึงนาฬิกาออกมาจ้องมอง เข็มวินาทียังคงเดินถอยหลังอย่างเชื่องช้าเขาตัดสินใจจับเม็ดมะยม้าแล้วออกแรงหมุนทวนเข็มนาฬิกา
แกร๊ก...
ทันทีที่ฟันเฟืองขยับความเ็ปที่คุ้นเคยก็พุ่งเข้าจู่โจมสมองของเขาอีกครั้งคราวนี้มันรุนแรงกว่าเดิมร้อยเท่า ธันวาทรุดเข่าลงกับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบสองมือกุมศีรษะแน่นราวกับกลัวว่ามันจะะเิออกเป็เสี่ยงๆเขาอ้าปากค้างเพื่อสูดอากาศ แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
มันเหมือนมีมีดที่มองไม่เห็นกรีดลงบนเนื้อสมอง แล้วคว้านเอาบางสิ่งออกไป
ภาพของกล่องของขวัญสีน้ำเงิน...ภาพรอยยิ้มของพ่อตอนที่ยื่นกล่องใบนั้นให้เขา...เสียงหัวเราะของครอบครัวในร้านอาหารเล็กๆ... ทุกอย่างถูกดูดกลืนหายไปในหลุมดำธันวาพยายามเค้นสมองนึกว่าของขวัญในกล่องนั้นคืออะไร แต่มันว่างเปล่า เขาจำไม่ได้จำไม่ได้แม้กระทั่งว่ามันคือวันเกิดปีที่เท่าไหร่หรือรสชาติของเค้กในวันนั้นเป็อย่างไร
'ความทรงจำ' คือราคาที่เขาต้องจ่าย
ชายหนุ่มหอบหายใจฮัก เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มกรอบหน้าเขาฝืนลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
สภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนไปแล้ว เขาไม่ได้อยู่หลังตู้กดน้ำอีกต่อไปแต่กำลังยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าโรงพยาบาล ฝนด้านนอกกำลังตกหนักธันวาก้มมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง เวลาคือ 21:00 น.
เขาย้อนกลับมาหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนที่พ่อจะหัวใจวาย!
นี่คือ่เวลาที่เขากับพ่อเพิ่งทะเลาะกันเสร็จในห้องพักผู้ป่วยธันวาจำได้ว่าตอนนั้นเขากำลังหงุดหงิดจัดและกำลังจะขับรถกลับคอนโดทิ้งให้พ่อเครียดจนอาการกำเริบ
ธันวารีบวิ่งฝ่าผู้คนในล็อบบี้ตรงไปยังลิฟต์ทว่าทันทีที่เขาก้าวเข้าไปอยู่ในฝูงชนคลื่นความถี่แห่งความวุ่นวายก็ถาโถมเข้าใส่สมองของเขาอย่างไม่ปรานี
"ยัยป้านี่เดินช้าชะมัด น่ารำคาญจริงๆ"เสียงหงุดหงิดของวัยรุ่นที่เดินสวนไป
"ค่ารักษาพยาบาลเดือนนี้จะเอาที่ไหนจ่ายวะบัตรเครดิตก็เต็มหมดแล้ว" เสียงสิ้นหวังของชายวัยกลางคนที่ยืนรอลิฟต์
"เตียงเจ็ดน่าจะตายๆ ไปซะที ญาติก็เื่มาก รำคาญจะแย่"เสียงเ็าของพยาบาลสาวที่เพิ่งเดินออกจากลิฟต์มา
เสียงนับสิบ... นับร้อย... ดังประสานกันจนกลายเป็เสียงอื้ออึงที่แหลมคมธันวายกมือขึ้นอุดหู แต่มันไม่ได้ผล เพราะเสียงเ่าั้ไม่ได้ดังมาจากภายนอกมันดังก้องอยู่ภายในกะโหลกศีรษะของเขา ด้านมืดของมนุษย์ ความเห็นแก่ตัวความเกลียดชัง ความอิจฉาริษยา ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มและมารยาททางสังคมถูกปอกลอกออกจนเปลือยเปล่าต่อหน้าเขา
"หยุด... หยุดสักที" ธันวาพึมพำเสียงสั่นเดินโซเซไปพิงผนังลิฟต์เมื่อประตูเปิดออก เขาหลับตาแน่นพยายามเพ่งสมาธิไปที่ลมหายใจของตัวเองเพื่อปิดกั้นเสียงเ่าั้
เมื่อลิฟต์มาถึงชั้นของห้องพักผู้ป่วย ธันวารีบพุ่งตัวออกไปเขาวิ่งไปตามโถงทางเดินที่คุ้นเคย จนกระทั่งถึงหน้าประตูห้อง 402เขากำลูกบิดประตูแน่น หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบทะลุอก เพียงแค่เขาเปิดประตูเข้าไปพูดคุยกับพ่อดีๆ ยกเลิกเื่เอาบ้านไปจำนอง ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป
เขาผลักประตูเข้าไป
เตียงผู้ป่วยว่างเปล่า ผ้าปูเตียงยับย่น เครื่องวัดชีพจรถูกปิดลง
ธันวายืนเบิกตากว้าง ความเย็นเยียบแล่นปราดไปทั่วไขสันหลัง
"คุณคะ เข้ามาทำอะไรในห้องนี้คะ?"เสียงพยาบาลคนหนึ่งทักขึ้นจากด้านหลัง
ธันวาหันขวับ "พะ... พ่อผม... ผู้ป่วยห้องนี้ไปไหนครับ?"
พยาบาลขมวดคิ้วมองเขาด้วยความแปลกใจ"ผู้ชายคนนี้หน้าตาเหมือนลูกชายคนไข้เลย แต่ดูมีอายุและโทรมกว่าเยอะคงเป็ญาติพี่น้องล่ะมั้ง" "ผู้ป่วยห้องนี้เพิ่งถูกย้ายลงไปห้องฉุกเฉินICU เมื่อสิบนาทีที่แล้วค่ะ อาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ญาติเพิ่งกลับไปได้ไม่ถึงห้านาทีแกก็มีอาการเลยค่ะ"
โลกของธันวาถล่มทลายลงตรงหน้า
ต่อให้เขาย้อนเวลากลับมาได้หนึ่งชั่วโมงครึ่ง แต่มันก็สายเกินไป!รอยร้าวในหัวใจของพ่อถูกสร้างขึ้นไปแล้วั้แ่ตอนที่เขาปะทะอารมณ์ครั้งแรกการที่เขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นเพื่อเถียงซ้ำ ไม่ได้แปลว่าความเครียดของพ่อจะหายไปพ่อยังคงหัวใจวายในเวลาไล่เลี่ยกัน
เขาเปลี่ยนอดีตไม่ได้ หากไม่ไปแก้ที่ต้นตอของความพินาศทั้งหมด
"ไม่... ไม่จริง..." ธันวาก้าวถอยหลัง ขาทรุดลงอย่างหมดแรง
เขาเพิ่งเสียความทรงจำอันล้ำค่าไปหนึ่งชิ้นเพื่อแลกกับการได้รู้ว่าตัวเขาเองต่างหากคือต้นตอของความตายนี้ไม่ใช่แค่การทะเลาะวิวาทในคืนนี้ แต่มันคือความเห็นแก่ตัวที่สะสมมานานนับปีความทะเยอทะยานที่ทำให้เขาไปบีบก้องเพื่อนสนิท จนต้องหาเงินมาอุดรอยรั่วของบริษัท
ถ้าเขาอยากจะช่วยพ่อ เขาต้องย้อนกลับไปไกลกว่านี้ไกลไปถึงจุดเริ่มต้นที่เขาเริ่มทรยศก้อง
แต่เขาจะทนรับราคาที่ต้องจ่ายได้แค่ไหน? หากทุกครั้งที่หมุนนาฬิกาเขาต้องสูญเสียตัวตนไปทีละส่วนและต้องทนฟังเสียงความโสมมในใจของมนุษย์รอบกายที่กรีดร้องใส่เขาทุกวินาที
ธันวาก้มมองนาฬิกาพกในมืออีกครั้ง เข็มวินาทียังคงเดินถอยหลังอย่างเย้ยหยันท่ามกลางเสียงสะท้อนแห่งความสิ้นหวังในหัวของเขาเอง
คำถามเดียวที่ดังก้องอยู่ในใจของเขาตอนนี้คือ...หากเขาแก้ไขทุกอย่างจนเสร็จสิ้น เขาจะยังจำได้หรือไม่ว่าตัวเองเป็ใคร?