ห้องพักของมิวเล็กพอๆ กับห้องน้ำในคอนโดของอาเรีย หรืออย่างน้อยอาเรียก็เคยแซวไว้แบบนั้น เตียงเดี่ยวเบียดชิดผนัง โต๊ะอ่านหนังสือตัวเตี้ยที่กองขนมถุงปนกับตำราเวทมนตร์ หลอดไฟดวงเดียวสีขาวนวลห้อยอยู่กลางเพดาน ทุกอย่างเป็ภาพตรงข้ามกับคอนโดหรูที่อาเรียเพิ่งเดินจากมาเมื่อชั่วโมงก่อนอย่างสิ้นเชิง
มิวยืนกอดอกอยู่ข้างตู้เสื้อผ้า ชำเลืองมองเพื่อนที่นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงของตัวเอง
อาเรียไม่พูดอะไรเลยั้แ่ออกจากคอนโด
ตลอดทางบนรถไฟฟ้า ตลอดบันไดทางขึ้นหอ ตลอดเวลาที่ทรุดตัวลงนั่งตรงนั้น เงียบสนิท สีหน้าเรียบเฉย จริงจัง ไม่มีน้ำตา ไม่มีไหล่ที่สั่นเทา ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง
และนั่นแหละที่ทำให้มิวขนหัวลุกยิ่งกว่า ถ้าเพื่อนจะร้องไห้ออกมาตอนนี้เธอคงทำอะไรไม่ถูกแน่
มิวรู้จักอาเรียมานานพอจะเข้าใจว่าความเงียบแบบนี้คือความเงียบของคนที่กำลังพังทลายอยู่ข้างใน อาเรียที่นิ่งขนาดนี้ น่ากลัวกว่าอาเรียที่อาละวาดทำลายตึกทั้งหลังเสียอีก
เธออยากพูดอะไรสักอย่าง อยากปลอบ อยากด่าซันแทน อยากกอด แต่ทุกประโยคที่ผุดขึ้นมาในหัวล้วนฟังดูเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่เพื่อนเพิ่งเจอมา เธอเลยได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ รอให้อาเรียเป็ฝ่ายเปิดปากก่อน
นานมาก กว่าอาเรียจะขยับ
"เตียงนี่ มันไม่นุ่มเลย"
มิวสะดุ้ง
มาแล้ว เธอคิด หัวใจหล่นวูบ น้ำเสียงเรียบๆ นั่น — นี่แหละจุดเริ่มต้นของการพังทลาย เดี๋ยวอาเรียก็จะะเิออกมา กลายเป็จอมเวทนักรบคลั่งเสียสติ เดี๋ยว—
"ขอโทษแล้วกัน ที่ฉันมันจน เลยเช่าหอพักได้เท่านี้ ไม่เหมือนพวกแกที่รวยล้นฟ้า"
ประโยคหลุดออกจากปากมิวด้วยความเคยชิน ก่อนที่สมองจะตามทัน เธอกัดลิ้นตัวเองทันทีที่พูดจบ — ไอ้บ้า นี่มันจังหวะไหนกัน เพื่อนกำลังจะใจสลายอยู่แท้ๆ
แต่อาเรียไม่ได้ตอบ
เธอแค่เงียบต่อ สายตามองตรงไปยังผนังตรงหน้า สีหน้ายังเรียบเฉยและจริงจังเหมือนเดิม ริมฝีปากเม้มเป็เส้นตรง
มิวกลืนน้ำลาย หัวใจเต้นแรง เอาแล้ว คราวนี้ของจริง อาเรียกำลังรวบรวมคำพูด กำลังจะปล่อยความเ็ปทั้งหมดออกมา เธอเตรียมใจ เตรียมไหล่ไว้ให้เพื่อนซบ เตรียมคำปลอบที่ซ้อมในหัวมาทั้งทาง—
"ฉันยังไม่เคยใช้ขาเกี่ยวตอนทำท่านั้นเลย"
"...ห๊ะ"
สมองของมิวค้างไปหนึ่งจังหวะ เหมือนเครื่องที่กำลังประมวลผลแล้วเจอคำสั่งที่ไม่อยู่ในระบบ
"ปกติแล้ว ซันเป็คนจัดการเื่บนเตียงซะส่วนใหญ่น่ะ" อาเรียพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดียวกับคนกำลังทบทวนสูตรเวทมนตร์ "ไม่คิดเลยว่ามันจะมีเทคนิคอย่างนั้นด้วย ถ้ามีโอกาสครั้งหน้าต้องลองแล้ว"
"เฮ้ย นี่เธอช๊อกจนสมองเน่าไปแล้วหรือไง!"
มิวะโออกมาแทบจะในทันที มือทั้งสองข้างกำหมัด ความสงสารที่สะสมมาทั้งทางพังครืนลงในวินาทีเดียว
"ก็ช๊อกอยู่แหละ…" อาเรียยักไหล่เบาๆ "แต่ทำไงได้…"
มิวยืนอ้าปากค้าง มองหน้าเพื่อนของตัวเองที่เพิ่งเดินมาเจอแฟนนอนกับผู้หญิงอีกคนคาตา แล้วบทสรุปที่ได้คือ
"เทคนิคบนเตียงที่ต้องเอาไปลองครั้งหน้า"
ครั้งหน้า
คำนั้นค้างอยู่ในหัวมิว เพราะมันแปลว่าในใจอาเรีย เื่ของซันยังไม่จบ ยังมี "ครั้งหน้า" อยู่ ถ้าซันมาง้อ มาคุกเข่าขอโทษ ยัยนี่ก็พร้อมจะยกโทษให้แบบไม่ต้องคิดนาน
"เธอนี่มัน…" มิวเริ่มประโยค เสียงเครือด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู "โง่ชะมัดเลย ผู้ชายนอกใจขนาดนั้น เธอยังจะ—"
ไม่สิ
คำต่อไปติดอยู่ในคอ
เพราะภาพในห้องนอนนั้นมันลอยกลับมา หน้าของซันตอนที่อาเรียเปิดประตู ไม่ใช่หน้าของคนนอกใจที่ถูกจับได้ มันคือหน้าของคนที่ิญญาหลุดออกจากร่าง รอยยิ้มของเด็กที่อ้างตัวเป็น้องสาวคนนั้นที่อิ่มเอมเกินกว่าคนที่เพิ่งโดนจับได้คาหนังคาเขา และคลื่นเวทแปลกๆ ที่สันหลังของมิวยังจำได้ดี
ทุกอย่างมันผิด มันพิรุธไปหมด
ถ้าไม่นับเื่พวกนั้น มิวคงด่าอาเรียไปแล้วเต็มปากว่าโง่บัดซบ ที่ยังจะคิดคืนดีกับผู้ชายแบบนั้น
แต่เธอด่าไม่ออก เพราะลึกๆ สัญชาตญาณของเธอเองก็กำลังกรีดร้องว่าเื่นี้มันไม่ใช่เื่นอกใจธรรมดา
มิวกดความรู้สึกนั้นลง แล้วทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดเวลากระวนกระวาย คว้าโน้ตบุ๊กขึ้นมา
ถ้าจะนั่งเป็ห่วงเฉยๆ มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สู้เอาความกระสับกระส่ายไปขุดหาความจริงดีกว่า
เธอนั่งขดอยู่อีกมุมของเตียง นิ้วรัวคีย์บอร์ด ไล่อ่านไปทีละหน้า ทีละกระทู้ เวลาผ่านไปเงียบๆ มีแต่เสียงพิมพ์กับเสียงพัดลมโน้ตบุ๊กที่หมุนหึ่งๆ
แล้วจู่ๆ —
"เจอแล้ว เจอแล้ว!"
มิวลุกพรวด ตาเป็ประกาย
"...มีอะไรล่ะ" อาเรียหันมามองอย่างเนือยๆ
"ฉันค้นข้อมูลจากหลายๆ เว็บกระทู้ที่คุยเื่ทางเพศ" มิวพูดรัว แล้วพอเห็นสายตาเพื่อนก็รีบเสริมด้วยน้ำเสียงตำหนิ "อย่ามองหน้าฉันแบบนั้นสิ ฉันทำไปเพื่อเธอเลยนะ!"
อาเรียยังคงมองหน้าเธอแบบนั้นอยู่ดี
มิวกระแอม หันจอมาให้ดู
"ตระกูลอนาที ถูกกล่าวถึงในฐานะของชื่อสกุลของซัคคิวบัสระดับสูงในประเทศ" เธออ่านออกเสียง "มีข่าวลือว่าซัคคิวบัสที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ หนึ่งในแรงค์ S เองก็ใช้นามสกุลนี้"
ห้องเงียบไปครู่หนึ่ง
แล้วอาเรียก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดเื่ดินฟ้าอากาศ
"จะว่าไป… ซันเดิมที ไม่ได้มีนามสกุลนี้นิ"
"ห๊ะ…."
"แล้วฉันรู้จักซันมา 16 ปี" อาเรียพูดต่อ มองเล็บตัวเองอย่างไม่ใส่ใจ "ฉันไม่เคยรู้เลยนะว่าเขามีน้องสาวแบบนั้นด้วย"
มิวค้างไปทั้งตัว ปากขยับแต่เสียงไม่ออกอยู่สองวินาที
"ดะ…เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ"
"ฉันไม่เคยรู้เลยนะว่าเขามีน้องสาวแบบนั้นด้วย"
"ก่อนหน้านั้น"
"ซันเดิมที ไม่ได้มีนามสกุลนี้นิ"
"ไม่ใช่! ระ…ระหว่างนั้น!"
"อ้อ" อาเรียพยักหน้าหงึกๆ "ที่บอกว่า ฉันรู้จักซันมา 16 ปี"
"ทำไมฉันไม่เคยรู้เื่นี้มาก่อนเลยล่ะ!" มิวแทบะโถีบ
"ก็เธอไม่ได้ถามนิ" อาเรียตอบหน้าตาเฉย "ที่จริงเหมือนเคยได้ยินว่าเราเจอกันั้แ่ตอนเกิดเลยนะ เพราะเราเกิดวันเดียวกัน แต่เพิ่งเกิดใครจะไปจำอะไรได้"
"ไม่ ไม่ใช่!" มิวส่ายหน้าจนผมสะบัด "แต่ตอนที่พวกเธอเจอกันตอนปีหนึ่ง พวกเธอก็เหมือนคนแปลกหน้าเลยไม่ใช่หรือไง! ฉันจำได้ว่าเธอเคยบอกว่าไม่เคยเจอผู้ชายคนนี้มาก่อน!"
"อ้อ เื่นั้นน่ะ" อาเรียลูบคาง "เหมือนซันจะความจำเสื่อมน่ะ"
"ห๊ะ"
"ตอนนั้นฉันก็ช๊อกมากเหมือนกันนะ" อาเรียพูดเหมือนกำลังเล่าเื่ที่ใครก็เจอได้ "สุดท้ายก็ได้แต่แอบมองอยู่ห่างๆ เหมือนคนไม่รู้จัก ไม่กล้าเข้าไปคุย"
มิวเอามือกุมหน้าผาก ทรุดลงนั่งบนเตียง
"พวกแกนี่มันบ้ากันหมดจริงๆ" เธอครางในลำคอ "บ้ากันเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ"
อาเรียไม่เถียง เธอเงยหน้ามองเพดาน ปล่อยให้ความเงียบทอดยาวอยู่ครู่หนึ่ง
"ซันหายตัวไปเมื่อ 4 ปีก่อน…." เธอพูดเบาๆ
มิวเงยหน้าขึ้นทันที จับได้ว่าน้ำเสียงนั้นเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง — แค่นิดเดียว แต่มันมีอยู่จริง
"อาเรีย" มิวขยับเข้าไปใกล้ "เธอเก็บข้อมูลลับของแฟนเธอไว้มากขนาดไหนกันเนี่ย เล่ามาให้หมดเลยนะ!"
"อืม ก็ได้" อาเรียพยักหน้า "แต่มันยาวหน่อยนะ…"
มิวควรจะรู้ั้แ่ตอนนั้นว่าคำว่า 'ยาวหน่อย' ในพจนานุกรมของอาเรีย แปลว่าอะไร
"เื่มันเริ่มตอนฉันอายุสามขวบ จากวันที่แดดสดใส ในสวนสนุกสำหรับเด็กแถวย่านการค้าเวทมนตร์" อาเรียเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงคนเล่านิทานก่อนนอน "ตอนนั้นมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียว ฉันก็เดินเข้าไปบอกว่า 'เฮ้ ไอ้เนิร์ด อ่านหนังสืออะไรอยู่ ทำไมไม่ไปเล่นเหมือนเด็กคนอื่นเขา' แล้วเด็กผู้ชายคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาตอบว่า 'ผมแค่ไม่อยากเป็คนที่มีดีแค่กำลัง ไอ้กอริลล่า'"
"เด็ก3ขวบที่ไหนพูดแบบนั้นวะ"
"หลังจากนั้นฉันก็โมโหมาก เลยวิ่งไล่เขาไปรอบสวนสนุก ไล่อยู่ตั้งสามรอบจนเขาสะดุดรากไม้ล้มหัวทิ่มกองทราย ฉันก็ะโขึ้นไปนั่งทับหลังเขาไว้ บังคับให้ยอมแพ้ สุดท้ายก็ประนีประนอมกัน เขาก็เลยต้องยอมอ่านหนังสือเล่มที่อ่านอยู่ให้ฉันฟังด้วย ปรากฏว่าข้างในเป็ตำราเวทขั้นพื้นฐานที่ฉันไม่เข้าใจสักอย่าง เขาก็หัวเราะเยาะใส่หน้าฉัน ฉันก็เลยจะต่อยเขาอีกที แต่หลังจากนั้นเขาก็มาล้อฉันเรื่อย"
"สตอป ๆ"
"มีอะไร"
"เธอกะจะเล่าั้แ่ตอนไหนเนี่ย!" มิวโบกมือ "เอาเื่ที่มันมีประโยชน์สิ!"
"ก็ฉันไม่รู้ว่าเื่ไหนมันจะมีประโยชน์นี่หน่า" อาเรียเอียงคอ ทำหน้างงอย่างจริงใจ
มิวจ้องหน้าเพื่อนที่ทำหน้าลำบากใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ถอนหายใจยาว ยอมจำนน
"เออ… ก็ได้ อยากเล่าอะไรก็เล่ามา…"
แล้วอาเรียก็เล่า
ตอน5ขวบ ทั้งคู่แข่งกันทุกอย่างเท่าที่เด็กสองคนจะแข่งกันได้ ใครวิ่งถึงเสาธงก่อน ใครกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานกว่า ใครกินขนมจุกได้เยอะกว่าโดยไม่อ้วก เื่สุดท้ายลงเอยด้วยการที่ทั้งคู่นอนกอดท้องอยู่ห้องพยาบาลคนละเตียงข้างกัน
"...เื่กินขนมเนี่ยมันต้องเอาชีวิตเข้าแลกด้วยเหรอ" มิวพึมพำ แต่อาเรียเล่าต่อราวกับไม่ได้ยิน
ตอน7ขวบ เด็กชายลากเด็กหญิงไปนั่งใต้ต้นจามจุรีหลังโรงเรียน จับมือเธอค่อยๆ ลากนิ้วไปตามอักขระเวทตัวแรกในชีวิต บอกว่าถ้าจำตัวนี้ได้ จะเล่าตอนจบของการตูนเล่มโปรดให้ฟัง เพราะเขาสามารถอ่านนิยายซึ่งเป็ต้อนฉบับของเื่ราวได้ เลยใช้มันเป็เครื่องต่อรองเพื่อที่จะได้สอนเด็กหญิงให้สอบผ่าน แล้วก็เพราะเด็กชายสอนดีมาก เด็กหญิงเลยสามารถสอบวิชาที่เกลียดได้ แม้จะรู้สึกขายหน้าแต่วาเลนไทน์ถัดไปเด็กหญิงก็เลยทำช๊อกแล็ตไปให้เด็กชายด้วยท่าทีประมาณว่าใช้หนี้แล้วนะ แต่หนึ่งเดือนผ่านมาเขาก็ทำไวท์ช๊อกแล็ตมาให้แล้วบอกว่า เธอกลัวมาติดหนี้ฉันอีกแล้วนะ
"...อันนี้ก็น่ารักดีนี่หว่า" มิวเผลอยิ้มมุมปาก
"แต่ฉันก็มารู้ทีหลังว่าตอนจบที่เขาเล่าน่ะมั่วทั้งเพ พอการ์ตูนฉายภาคต่อตอน10ขวบถึงได้รู้ว่าโดนหลอก"
"...ไอ้ผู้ชายเฮงซวย"
ตอน10ขวบ ทั้งคู่ทะเลาะกันหนักที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากเื่การ์ตูนก็ไปสู่เื่ว่าใครเก่งมากกว่ากัน จบลงด้วยการประลองที่ทำกำแพงโรงเรียนพังไปหนึ่งด้าน โดนดุยกใหญ่แต่ก็ไม่มีใครรับผิดว่าเป็คนเริ่มก่อนก็เลยโดนลงโทษกันทั้งคู่ หลังจากนั้นก็ไม่ยอมพูดกันอีกเลยหนึ่งเดือนเต็ม
"หนึ่งเดือน?! แต่เดี๋ยวนะ กำแพงโรงเรียนหาย!"
"จนวันหนึ่งเขาแอบเอาขนมมาวางบนโต๊ะฉันเงียบๆ แล้วเดินหนีไปทั้งที่หูแดงก่ำ เราถึงได้กลับมาคุยกัน"
มิวที่นั่งตัวตรงอยู่ดีๆ เริ่มหลังค่อมลง เอามือเท้าคาง ครึ่งฟังครึ่งทรมาน
"ฉันเลยไปล้อเขาว่า 'ฮ่า ๆ นายซึนเดเระ นายซึนเดเระ' หลังจากนั้นเราก็มีเื่กันอีกรอบ แต่รอบนี้จบลงที่ว่าเขาโกรธจัดจนผลักฉันติดกำแพงด้วยท่าคาเบะดง แล้วบอกว่า 'อ่า อยากให้ฉันเดเระแตกนักใช่ไหม เดี๋ยวจัดให้' ด้วยสายตาที่เหมือนนักล่าพร้อมกับแก้มที่แดง... จากนั้น...."
"จากนั้น?"
"จากนั้นเขาก็หอมแก้มฉัน อ้าาาาาา"
พอมิวฟังมานานแล้วมีเวลาคิดดีๆ แล้วเธอเป็เหยื่อของสิ่งที่เรียกว่าการอวดแฟนอยู่หรือเปล่าเนี่ย
ตอนอายุ14 น้ำเสียงของอาเรียแ่ลงนิดหนึ่งตรงนี้ เกิดเหตุการณ์วินาศกรรมครั้งใหญ่ขึ้น และเธอเป็หนึ่งในคนที่ติดอยู่ข้างในอาคมเวทมนตร์ สัตว์ประหลาดที่อาลาวาดแข็งแกร่งเกินไป เธอทำให้แค่คอยช่วยผู้ประสบภัย เธอได้เผชิญหน้ากับปีศาจตนนั้น แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยแล้วหมดสติไป แต่ตอนที่เธอตื่นขึ้นมา จากคนที่บอกปากต่อปากคนที่ช่วยเธอไม่ใช่เ้าหน้าที่กู้ภัยหรือจอมเวทระดับสูง แต่เด็กชายที่ไม่ได้อยู่ที่นั้นแต่แรกด้วยซ้ำ เขาอยู่ในจุดที่ปลอดภัยแต่ก็กลับมาเสี่ยงอันตรายเพื่อช่วยเธอ และอาการาเ็ของเด็กชายร้ายแรงกว่าเธอเสียอีก ทว่าประโยคแรกที่เขาพูดกับเธอก็คือ 'เห็นไหม บอกแล้วว่าสมองกล้ามน่ะมันแก้ปัญหาไม่ได้หรอกนะ'
"...คนเราพูดแบบนั้นในจังหวะคอขาดบาดตายแบบนั้นได้ด้วยเหรอ" มิวเลิกคิ้ว แต่บางอย่างในแววตาของอาเรียทำให้เธอกลืนมุกที่เหลือลงคอไปเงียบๆ
"ฉันต่อยหน้าเขาไปทีนึง" อาเรียพูด มุมปากกระตุกขึ้นจางๆ "แล้วก็ร้องไห้โฮใส่อกเขาต่ออีกชั่วโมง แล้วก็สลบคาอกเขา"
มิวพอจะเชื่อมโยงกับเวลาของคนเองได้ เพราะนั่นคือเหตุการณ์ที่เป็ข่าวดังไปทั่วโลก แม้แต่ความจริงของเหตุการณ์นั้นก็ยังเป็ปริศนา แต่สิ่งที่ชัดเจนของเหตุการณ์นั้นคือการกำเนิดของฮีโร่3คนที่ถูกเรียกด้วยอีกชื่อว่า 3แรงค์Sแห่งปาฏิหารย์
ทินกร จอมเวทแห่งการชำระ อัจฉริยะที่อายุน้อยทีสุดในประวิติศาสตร์
นาค เงาแห่งความยุติธรรม แนวหน้าของหน่วยปราบเวทมนตร์
เวโอร่า แม่มดแห่งการเดินทาง ผู้ถือครองศาสตร์เวทลึกลับ
ตอน15 เป็ครั้งแรกที่ทั้งคู่ก้าวข้ามเส้นบางๆ ของมิตรภาพอันบริสุทธิ์เป็อย่างอื่นที่ร้อนแรง ในห้องสมุดที่อบอวลด้วยกลิ่นหมึกพิมพ์จางๆ ขณะที่ข้างนอกฝนกำลังเทลงมาอย่างหนัก ฟ้าผ่าเป็เหมือนเสียงเตือนถึงสิ่งที่ต้องห้ามของเด็กทั้งสอง
เด็กชายสอดมือเข้าไปใต้เสื้อของเด็กสาวอย่างเย้ายวน ส่วนเด็กสาวก็ตัวแข็งทือไปราวกับถูกคำสาปให้หยุดนิ่ง ราวกับเธอถูกสะกดจิต... ทั้งที่ปกติเธอมีแรงจะผลักเขาให้ลอยไปเป็สิบเมตรแท้ๆ แต่เธอกลับไร้เรียวแรงอย่างสิ้นเชิง
"เดี๋ยว! เดี๋ยวๆๆ!" มิวลุกพรวดขึ้นมาเอามือปิดหู หน้าแดงยิ่งกว่าคนเล่าเสียอีก "ส่วนนี้ไม่ต้องลงรายละเอียดก็ได้! ไม่ต้องเลย!"
"อ้าว ก็เธอบอกเองว่าให้เล่าทุกอย่าง"
"ทุกอย่างที่มีประโยชน์ต่อคดีน่ะ! ไม่ใช่ทุกอย่างจริงๆ!"
สามชั่วโมงเต็มๆ ที่เธอต้องนั่งฟังตำนานคู่รักคู่กัดสมัยเด็กที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นมาด้วยกัน เอาจริง พล็อตมันดีพอจะเอาไปเขียนเป็นิยายได้เลยด้วยซ้ำ
"หลังจากนั้นเขาก็หายตัวไป กว่าฉันจะรู้ตัวก็ปาเข้าไปหลายสัปดาห์"
จนในที่สุด เมื่อเสียงเล่าหยุดลง มิวก็ลุกขึ้นนั่ง ขยี้ขมับ พยายามคัดกรองสาระสำคัญออกมาจากกองความทรงจำสามชั่วโมงนั้น
"ที่ฉันพอจับใจความสำคัญได้นะ" เธอพูดช้าๆ "คือเมื่อก่อนซันใช้เวทมนตร์เก่งมากใช่ไหม"
"ใช่" อาเรียพยักหน้า "ซันค่อนข้างใช้เวทมนตร์เก่งเลยล่ะ"
"แต่ั้แ่ฉันเจอเขาตอนปีหนึ่ง…" มิวพูดช้าลง ความคิดเริ่มต่อกันทีละชิ้น "หายากมากที่เขาจะใช้เวทมนตร์ ถ้าใช้ก็จะเป็เวทที่กินพลังน้อยมากๆ"
เธอหยุด ขมวดคิ้ว
"แต่พอมาคิดดูดีๆ… เวทมนตร์พวกนั้นน่ะ มันซับซ้อนมากเลยนะ"
คนที่ใช้เวทซับซ้อนระดับนั้นได้ ไม่มีทางเป็คนที่ใช้เวทไม่เก่ง คนแบบนั้น "เลือก" ที่จะไม่ใช้พลังต่างหาก
เหมือนมีใครบางคน หรือบางอย่างคอยบังคับให้ซันไม่ใช้พลังเวท
มิวขบคิดอยู่พักหนึ่ง นิ้วเคาะขอบโน้ตบุ๊กเป็จังหวะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นในจังหวะเดียวกับที่อาเรียหันมาพอดี
"ฉันว่าเด็กคนนั้น มิร่าคือ—"
"...ซัคคิวบัส"
ทั้งคู่พูดออกมาพร้อมกันเป๊ะ
ห้องเงียบไปหนึ่งอึดใจ สองคู่ตามองหน้ากันโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่ม เพราะมันไม่จำเป็ มาถึงตรงนี้ทุกชิ้นส่วนมันต่อกันเองอยู่แล้ว — คลื่นเวทแปลกๆ ที่มิวจับได้ั้แ่วันแรก สกุลอนาทีที่ซันใช้อยู่ทนโท่ พลังที่คล้ายของเล่นในคดี เด็กสาวที่โผล่มาจากไหนไม่รู้แล้วอ้างเป็น้องสาว
"...ก็นั่นแหละ" มิวเป็ฝ่ายตัดความเงียบ ขนลุกเล็กน้อย "คำถามคือเธอมาทำไม"
อาเรียเอนหลังพิงผนัง ไขว้แขน คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่สุด
"มันคงตกหลุมรักซันมั้ง"
"ห๊ะ?"
"ก็ดูสิ" อาเรียยักไหล่ ราวกับกำลังอธิบายเื่ที่ชัดเจนที่สุดในโลก "ซันน่ะหน้าตาก็ดี หัวก็ดี ใจเย็น อ่านใจคนเก่ง แถมเก่งเื่บนเตียงอีกต่างหาก ใครเจอก็ต้องหลงทั้งนั้นแหละ เป็เื่ปกติ"
มิวมองหน้าเพื่อนที่เพิ่งโดนแฟนนอกใจเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน แล้วตอนนี้กำลังนั่งอวดสรรพคุณแฟนตัวเองหน้าตาเฉย
"...เธอเพิ่งโดนนอกใจมาแท้ๆ สติยังครบไหมเนี่ย"
"นั้นมันคนละเื่กัน" อาเรียตอบหน้าตาย
"แล้วก็ไม่ใช่เื่รักด้วย! เธอคิดง่ายเกินไปแล้ว ซัคคิวบัสน่ะตกหลุมรักคนอื่นยากมากนะ ยากยิ่งกว่าคนทั่วไปอีก พวกมันมองความสัมพันธ์เป็เื่ของพลังกับการกินอิ่ม ไม่ใช่เื่หัวใจ การที่ซัคคิวบัสจะรักใครเข้าจริงๆ น่ะ มันแทบจะผิดธรรมชาติเลยล่ะ"
"เธอรู้เื่ซัคคิวบัสเยอะจังเลยนะ"
"ชะ...ช่างฉันเถอะน่า"
อาเรียเอียงคอเล็กน้อย เหมือนเพิ่งได้ยินอะไรที่น่าสนใจ แต่ความสนใจของเธอกลับลอยไปที่อื่น คิ้วขมวดเข้าหากันช้าๆ
"...เออ หน้ายัยนั่นน่ะ มันคุ้นๆ ชะมัด เหมือนฉันเคยเห็นที่ไหนมาก่อน"
"นั่นมันเกี่ยวอะไรกับเื่ที่คุยอยู่"
"ก็ไม่เกี่ยวมั้ง" อาเรียส่ายหน้า สลัดความคิดนั้นทิ้งไป
"งั้นเธอก็คงอยากกินซัน" เธอเปลี่ยนทิศทฤษฎีอย่างไม่สะทกสะท้าน
"...อะไรนะ"
"ดูดพลัง กลืนกิน อะไรพวกนั้น" อาเรียพูดเหมือนกำลังอ่านเมนู "ซันน่ะพลังเยอะผิดปกติ เยอะแบบที่... เอาเป็ว่าเยอะจนขนาดฉันยังเคยทึ่ง ถ้าจะมีซัคคิวบัสที่รสนิยมการกินดีๆ คงอยากเขมือบเขาทั้งตัว ก็ไม่แปลกหรอก"
"เธอพูดเื่แฟนตัวเองโดนกินทั้งตัวด้วยน้ำเสียงแบบสั่งชานมไข่มุกได้ยังไงเนี่ย!"
ให้ตายสิเธอไม่แน่ใจแล้วว่าอาเรียฉลาดหรือโง่ หรือแกล้งโง่กันแน่
"หรือไม่ก็มาทวงตัวเขากลับ" มิวรีบเสริมก่อนจินตนาการตัวเองจะไปไกลกว่านี้ "ในเมื่อซันใช้สกุลอนาที สกุลเดียวกับตระกูลซัคคิวบัสนั่น แปลว่าเขาผูกกับตระกูลนั้นมาแต่ไหนแต่ไร ยัยมิร่าที่อ้างเป็น้องสาวก็สกุลเดียวกันเป๊ะ อาจถูกส่งมาลากเขากลับไปก็ได้"
"เห็นไหมล่ะ สุดท้ายก็วนกลับมาที่มันรักซันอยู่ดี"
อาเรียพยักหน้า
"ทำไมมันต้องจบที่ความรักทุกทีล่ะ!"
"ก็ถ้าไม่ได้รัก จะดั้นด้นตามมาถึงขนาดนี้ทำไม"
มิวอ้าปากจะเถียง แต่กลับพูดไม่ออก เพราะเอาจริงๆ ตรรกะนั้นมันก็ฟังขึ้นอยู่เหมือนกัน เพราะมิร่าก็เปิดตัวอย่างชัดเจนแต่แรกว่าชอบซัน เธอเลยได้แต่หุบปากลงด้วยความหมั่นไส้
"เอาเป็ว่า" อาเรียรวบความ "ไม่ว่ายัยนั่นจะมาเพื่ออะไร เป้าหมายมันคือซัน และซันก็ไม่ผิด"
"เธอเชื่อใจเขาขนาดนั้นเลยเหรอ" มิวถามเบาลง "หลังจากเห็นภาพแบบนั้นมาเองกับตา"
อาเรียเงียบไปครู่หนึ่ง
"ฉันไม่ได้โกรธเื่ที่เขาไปนอนกับยัยนั่นหรอก" เธอพูด น้ำเสียงราบเรียบจนมิวขนลุกขึ้นมาอีกรอบ "เื่นั้นเดี๋ยวค่อยเคลียร์กันทีหลังก็ได้"
"แล้วเธอโกรธเื่อะไรล่ะ"
"เื่ที่เขาไม่ยอมบอกอะไรฉันเลยต่างหาก" อาเรียก้มมองมือตัวเอง "ั้แ่เขาหายตัวไปแล้วกลับมา เขาก็ไม่บอกอะไรฉันเลย ทุกครั้งที่ฉันเฉียดเข้าไปใกล้ความจริง เขาก็กันฉันออกมาทุกที ที่ผ่านมาฉันเชื่อใจเขา ก็แหมฉันเป็พวกหัวทึบจะตาย"
เธอเงยหน้าขึ้น มุมปากยกขึ้นจางๆ ที่ไม่ขึ้นไปถึงดวงตา
"เื่นอกใจน่ะ ฉันซัดให้หน้าหง่ายซักทีก็จบแล้ว อ้อ แต่ซัดแล้วฉันก็จะจูบเขานะ แบบนี้น่าจะเรียกว่าตบจูบมั้ง แต่การที่เขาคิดว่าฉันอ่อนแอเกินกว่าจะรับความจริงไหวเนี่ย... อันนั้นฉันโกรธ"
มิวมองเพื่อนของตัวเองเงียบๆ จู่ๆ ก็เข้าใจขึ้นมาว่าที่อาเรียนิ่งมาตลอดทั้งคืน มันไม่เคยเป็เพราะใจสลายเลยสักนิด
แต่อาเรียไม่ได้มองมิวกลับ
สายตาของเธอลอยกลับไปที่จุดเดิม จุดว่างเปล่ากลางห้อง ใบหน้าของเด็กสาวคนนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัว หน้าที่คุ้น หน้าที่เธอแน่ใจว่าเคยเห็น และความรู้สึกขัดใจที่นึกไม่ออกมันค่อยๆ ก่อตัวเป็อย่างอื่น
แล้วมันก็คลิกเข้าที่
แววตาที่เรียบเฉยมาทั้งคืนค่อยๆ เปลี่ยนไป เธอจ้องความว่างเปล่าตรงหน้าราวกับมองทะลุมันไปยังอะไรบางอย่างที่อยู่ไกลออกไป ไกลไปถึงเมื่อห้าปีก่อน
"...ฉันนึกออกแล้ว" เธอพูดเสียงเบามาก "หน้านั่น ฉันเคยเห็นมันจริงๆ"
"เห็นที่ไหน"
"ในวันนั้น" อาเรียหันมาสบตามิว "วันที่เกิดวินาศกรรม"
มิวรู้สึกเหมือนอุณหภูมิในห้องลดต่ำลงไปหลายองศา
"เด็กคนนั้น มิร่าน่ะ" อาเรียพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ "หน้าตาเหมือนกับปีศาจที่อาละวาดอยู่ในนั้น"
"เดี๋ยว เดี๋ยวสิ!" มิวรีบส่ายหน้า "มันเป็ไปไม่ได้หรอก! เธอเพิ่งบอกเองว่าตอนนั้นเธอเพิ่งสิบสี่ ตั้งห้าปีมาแล้ว แล้วยัยมิร่าหน้าตายังเด็กขนาดนั้น จะไปอาลาวาดเมื่อ5ปีก่อนได้ยังไง"
"ลืมไปแล้วหรือไง ว่าเราเอามาตราฐานอายุของพวกมนุษย์มาใชุ้์ไม่ได้น่ะ"
มิวเถียงไม่ออก
"ความทรงจำฉันไม่สมบูรณ์หรอก" อาเรียยอมรับ "ตอนนั้นมันโกลาหลเกินกว่าจะจำอะไรได้ครบ ฝุ่น ควัน เสียงกรีดร้อง คนหนีแบบมั่วซัวไปหมด ฉันจำหน้าคนในนั้นได้ไม่กี่คนด้วยซ้ำ"
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง
"แต่ฉันอยู่ในนั้น มิว ฉันเป็หนึ่งในคนที่ติดอยู่ข้างใน และคนที่เคยเฉียดความตายมาน่ะ มันจะไม่มีวันลืมหน้าของสิ่งที่ทรมานตัวเองได้ลงหรอก" เสียงเธอเย็นลงทุกที "ถึงทางการจะไม่ได้ประกาศเื่นี้ก็เถอะนะ แต่หนึ่งสิ่งที่ฉันมั่นใจว่าใช่แน่นอก็คือปีศาจที่อาละวาดอยู่ในวันนั้น มันคือซัคคิวบัส"
มิวขนลุกซู่ไปทั้งตัว เธอกอดเข่าตัวเองขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ปากขยับจะเถียง แต่เสียงที่ออกมามันสั่น
"ไม่สิ... เธอคงจำผิด มันต้องมีคำอธิบายอื่น คนหน้าเหมือนกันมันก็มีถมไป ซัคคิวบัสเองก็คง..."
มิวไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเถียงเพราะไม่เชื่อ หรือเพราะไม่อยากเชื่อกันแน่
"ฟังก่อน" อาเรียพยุงตัวลุกขึ้นนั่งตรง "เธอจำได้ไหม วันที่เรารับคดีนี้มาใหม่ๆ ตอนที่ไปคุยกับลุงนาก"
มิวพยักหน้าช้าๆ
"ก่อนจะแยกย้าย ลุงนากถามซันประโยคหนึ่ง" อาเรียทวนความ น้ำเสียงราบเรียบ "ถามว่า 'เด็กผู้หญิงคนนั้น เมื่อ5ปีก่อนน่ะ ยังเรียบร้อยดีอยู่ใช่ไหม' แล้วซันก็ตอบว่ามันจะไม่เกิดเื่เหมือนตอนนั้นอีก ฉันยืนอยู่ไม่ไกล ฉันได้ยินหมด"
"แล้วมันเกี่ยว—"
"ลุงนากเป็จอมเวทแรงค์ S สายสืบของรัฐนะมิว" อาเรียตัดบท "คนระดับนั้นจะมานั่งถามซันเื่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็การส่วนตัว แถมผูกมันเข้ากับ 'เื่' เมื่อห้าปีก่อน เด็กคนนั้นต้องไม่ใช่เด็กธรรมดา และ 'เื่' เมื่อห้าปีก่อนที่ใหญ่พอจะให้คนอย่างลุงนากจำได้ไม่ลืม มันก็มีอยู่เื่เดียว"
มิวกลืนน้ำลายลงคอ
"...วินาศกรรม"
"และเด็กผู้หญิงที่อยู่ตรงใจกลางของเื่นั้น" อาเรียพูดจบ "ก็คือปีศาจที่อาละวาด"
"มะ... มันก็ยังเป็แค่การเดาอยู่ดี!" มิวยังไม่ยอม "เธอไม่มีหลักฐานสักอย่าง—"
"งั้นก็พิสูจน์กันเดี๋ยวนี้เลย"
อาเรียคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา กดหมายเลขทันที
"เดี๋ยว! ตอนนี้มันตีสามนะ! เธอจะโทรหาใคร—"
"ลุงนาก" อาเรียกดปุ่มลำโพง แล้ววางเครื่องลงบนเตียงตรงกลางระหว่างสองคน "เธอจะได้ฟังไปด้วยกัน"
เสียงรอสายดังขึ้นสามสี่ครั้ง ก่อนจะมีเสียงคลิก แล้วเสียงผู้ชายที่แหบเพราะเพิ่งตื่นก็ดังออกมาจากลำโพงเล็กๆ
"...ฮัลโหล" เสียงครืดคราด "หนูอาเรีย? นี่มันตีสามแล้วนะ มีเื่ด่วนอะไรเกี่ยวกับคดีหรือเปล่า"
มิวเอนตัวเข้ามาใกล้โทรศัพท์ กลั้นหายใจ
แต่ก่อนที่เธอจะทันทำอะไร น้ำเสียงของอาเรียก็เปลี่ยนไปเป็คนละคน จากเรียบเฉยกลายเป็สาวน้อยขี้อ้อนที่กำลังกลุ้มอกกลุ้มใจ
"ลุงคะ ขอโทษจริงๆ ที่โทรมาดึกขนาดนี้นะคะ" เธอพูดเสียงอ่อยจนมิวขนลุกแทน "พอดีหนูนอนไม่หลับเลยค่ะ คือว่า... หนูมีเื่อยากถามลุงนิดหนึ่ง"
"หือ... ว่ามาสิ" เสียงลุงนากยังงัวเงีย
"จำได้ไหมคะ วันที่ลุงคุยกับซันเื่คดี ตอนท้ายๆ ลุงเอ่ยถึงผู้หญิงคนหนึ่ง... คนเมื่อห้าปีก่อนน่ะค่ะ"
ปลายสายเงียบไปแวบหนึ่ง
"...แล้วทำไมเหรอ"
มิวเห็นมุมปากของอาเรียกระตุกขึ้นนิดหนึ่ง แต่เสียงที่ออกไปกลับเจือความน้อยใจอย่างแเี
"คือ่นี้เ้าซันมันทำตัวมีพิรุธมากเลยค่ะลุง กลับดึก เล่นโทรศัพท์ก็คอยหลบๆ ซ่อนๆ หนูว่ามันต้องแอบไปยุ่งกับผู้หญิงคนไหนแน่ๆ" เธอสูดจมูกฟุดฟิดเบาๆ ราวกับกำลังจะร้องไห้ "หนูเลยนึกถึงผู้หญิงคนที่ลุงพูดถึงขึ้นมา... ลุงพอจะบอกหนูได้ไหมคะ ว่าเขาหน้าตารูปร่างประมาณไหน เผื่อหนูบังเอิญไปเจอตัวจริงเข้า จะได้รู้ว่าควรไปบีบคอซันได้รึยัง"
มิวเอามือปิดปากตัวเองแน่น กลัวว่าจะเผลอหลุดเสียงอะไรออกไปกลางสาย
เสียงถอนหายใจของคนแก่ดังมาจากลำโพง ตามด้วยเสียงหัวเราะแหบๆ ของคนที่เพลียเกินกว่าจะระแวงอะไร
"โธ่เอ๊ย เื่หึงหวงเนี่ยนะ อุตส่าห์โทรมาปลุกกันตีสาม วัยรุ่นเนี่ยก็เป็ซะแบบนี้สินะ" ลุงนากบ่นพึมพำอย่างเอ็นดู "เด็กคนนั้นน่ะเหรอ... ตัวเล็กๆ นะ เตี้ยกว่าเธอเกือบหัวนึงได้ ชอบมัดผมเป็สองข้าง เหมือนเด็กๆ จะเรียกกันว่าทวินเทลสินะ"
"แล้วก็อะไรอีกคะ?" อาเรียถามต่ออย่างใจเย็น สายตากลับนิ่งและคมขึ้นทุกที สวนทางกับน้ำเสียงอ้อนๆ
"หน้าเด็กกว่าอายุจริงเยอะ" เสียงลุงนากลากยาว เหมือนกำลังเค้นภาพจากความทรงจำ "แต่จะว่าเด็กก็ไม่ใช่ สาวตัวเล็กแสนแสบต่างหาก ปากเก่งด้วยนะ ชอบทำเสียงอ้อนเรียกคนโน้นคนนี้... ตอนนั้นเด็กคนนั้นก็เกาะแขนซันไม่ยอมปล่อยเลย อ้อ แต่ซันไม่ได้นอกใจหรอกนะ มันมีเหตุผลหลายๆ อย่างน่ะเขาไม่ได้นอกใจหรอกนะ"
มิวหันมาสบตาอาเรีย ดวงตาเบิกกว้าง
ทุกคำมันตรงกันหมด ไม่ผิดเพี้ยนสักจุด
ข้อมูลแค่นี้ก็เกินพอแล้ว ถ้าเค้นมากกว่านี้ ลุงอาจเริ่มเอะใจว่าทำไมจู่ๆ เธอถึงสนใจผู้หญิงคนนั้นเป็พิเศษ
"...ขอบคุณมากเลยค่ะลุง" เธอเปลี่ยนกลับมาเป็น้ำเสียงอ้อนๆ อย่างแเี ราวกับเพิ่งโล่งใจ "แต่ถ้าหนูจับได้ว่าซันแอบไปยุ่งกับใครจริง หนูจะกระทืบมันให้น่วมเลยค่ะ"
ปลายสายหัวเราะแหบๆ อย่างเอ็นดู เสียงยังเจืออาการง่วงงุนเหมือนเดิม ไม่มีวี่แววของความสงสัยแม้แต่น้อย
"เอาเลยๆ แต่ก็อย่าหักโหมกับมันมากนักล่ะ" ลุงนากพูดติดหาว "เอาเถอะ ดึกแล้ว รีบไปนอนซะนะ พรุ่งนี้ยังต้องตื่นไปเรียนอีก"
"ค่ะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะลุง ขอโทษอีกครั้งที่ปลุกนะคะ"
อาเรียกดวางสายอย่างใจเย็น ราวกับเพิ่งคุยเล่นเื่ไร้สาระจบไปสายหนึ่ง แล้ววางโทรศัพท์ลงบนเตียงช้าๆ
ห้องเงียบกริบ
ทุกถ้อยคำที่ลุงนากพูดออกมา มันประกอบขึ้นเป็ภาพของคนเพียงคนเดียวเท่านั้น
เด็กสาวร่างเล็ก ทวินเทล
มิร่า
มิวนั่งนิ่ง ใบหน้าซีดลง ความขำขันที่หลงเหลือจากเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่ความหนาวเยือกที่คืบคลานขึ้นมาตามสันหลัง
"งั้น... ที่อยู่กับซันที่คอนโดตอนนี้..." เธอพูดแทบไม่เป็เสียง
ก๊อก ก๊อก