ภายในกระท่อมปลายนาหลังเล็กที่บัดนี้ถูกจับจองให้เป็บ้านของตระกูลจางเสียงสะอื้นของหญิงสาวดังออกมาจากตัวบ้านไม่ขาดสาย นางกำลังร่ำไห้กอดบุตรชายไว้แนบอก ร่างกายของเด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขนผอมแห้งจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกมีเพียงลมหายใจผะแ่เท่านั้นที่บ่งบอกถึงการมีชีวิตอยู่ให้คนเป็แม่ได้อุ่นใจ
เจ้าตัวน้อยนอนหลับใหลไม่ได้สติมาร่วมเดือนแล้วการเดินทางจากเมืองหลวงมาหลัวถงเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ต้องผ่านแนวภูเขามากมายเด็กชายที่ไม่มีภูมิต้านทานมากพอจึงป่วยหนักเป็นไข้ป่า
“หมิงเอ๋อร์ตื่นได้แล้ว เจ้านอนขี้เซาเกินไปแล้วนะ” นางร้องเรียก “รีบตื่นมาเถิดแม่ปวดใจยิ่งนัก”
“ิเอ๋อร์ลูกแม่...”นางซุกหน้าลงแนบแก้มบุตรชาย อ้อนวอนเหล่าเทพเซียนให้ช่วยเหลือ
เสียงหวานปนเศร้าที่ร้องไห้เบาๆ ดังชัดขึ้นมาในโสตประสาท เขาได้ยินเสียงเธอร้องเรียกใครสักคนอย่างอาวรณ์น้ำเสียงนั้นห่วงหาเสียจนชวนให้ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นอยากลืมตาขึ้นมามองดูเสียให้รู้แล้วรู้รอดแต่ก็ยังฝืนลืมตาขึ้นมาไม่ได้
“น้องหญิงอย่าได้ร้องไห้เช่นนี้ ิเอ๋อร์จะเสียใจเอานะ”เสียงทุ้มที่เอ่ยปลอบประโลมอย่างอ่อนโยนชวนให้อยากรู้มากกว่าเดิม
เสียงนี้มันคืออะไร...ใครมาเปิดทีวีเสียงดังรบกวนการนอนของเขากันนะ
“ท่านพี่ข้าปวดใจยิ่งนัก ิเอ๋อร์นอนไม่ได้สติมาเกือบเดือนแล้วนะเ้าคะ ข้าสงสารลูก”
“พี่รู้พี่ก็เ็ปมิต่างอันใดกับเ้า” เสียงทุ้มปลอบใจ “เราออกไปข้างนอกกันเถอะให้ิเอ๋อร์ได้พักผ่อน”
เสียงขยับเขยื้อนตัวและเสียงเสียดสีของเนื้อผ้าบวกกับฝีเท้าที่ค่อย ๆ เบาลงจนในที่สุดก็เงียบสงบทำให้รู้ว่าชายหญิงทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในที่แห่งนี้แล้ว เขาขมวดคิ้วอีกครั้งคิดเอะใจว่าละครสมัยนี้ทำเสียงต่าง ๆ ได้สมจริงขนาดนี้เชียวหรือเปลือกตาที่หนังอึ้งพยายามเปิดขึ้นและครั้งนี้มันสำเร็จ เขาลืมตาได้แล้ว
ชายหนุ่มลองขยับตัวเล็กน้อยทว่าเนื้อตัวกลับหนักอึ้งไปหมดราวกับว่าถูกลูกตุ้มเหล็กถ่วงแขนขาเอาไว้ในหัวเต็มไปด้วยความสับสนเขาจำได้ว่าตนเองนั่งหาข้อมูลนิยายอยู่ในห้องและกำลังจัดส่งไฟล์ข้อมูลนั้นให้กับผู้ว่าจ้างแต่พอกดส่งปุ๊บ ภาพทั้งหมดก็มืดดับไป
ที่นี่ไม่ใช่ห้องเช่าของเขาแน่นอนถึงแม้ว่าห้องที่เขาใช้อยู่อาศัยจะไม่ได้หรูหราใหญ่โตแต่ก็ไม่ได้มีหลังคาที่มุงด้วยหญ้าแบบนี้
แล้วที่นี่มันคือที่ไหนกัน
ชายหนุ่มมองไปรอบๆ อย่างสงสัยแต่แล้วดวงตาทั้งสองก็ต้องเบิกกว้างเมื่อภาพที่เห็นตรงหน้ามันแตกต่างจากห้องเช่าลิบลับ
พุธโธ ธัมโม สังโฆ
ฝาห้องที่ควรจะเป็ผนังปูนกลับกลายเป็หญ้าที่นำมาสานกันเหมือนในซีรีส์ย้อนยุคแถมทั้งบ้านก็ดูเหมือนจะไม่มีห้อง มันเป็โถงโล่ง ๆ ไม่มีอะไรเลยเขาพยายามลุกขึ้นนั่งเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่กำลังเห็นอยู่นี้ไม่ใช่ความฝัน
“โอ้ยเจ็บโคตร”
เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บเมื่อลองหยิกหลังมือตนเองดูเต็มแรง
“ไม่ได้ฝันแฮะแต่ว่าเราอยู่ที่ไหนกันละเนี่ย”
ชายหนุ่มพูดกับตัวเองเบาๆ แต่ในขณะนั้นเอง ยังไม่ทันได้รับคำตอบจากใครเลยด้วยซ้ำ ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆในชีวิตของเด็กชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า จางอี้ิ ก็ค่อย ๆ ฉายขึ้นมาในหัวเหมือนกำลังนั่งดูภาพยนตร์สักเื่แต่มันคงจะเป็หนังที่ถูกกดเพิ่มความเร็วสักยี่สิบเท่า เพราะความทรงจำมากมายั้แ่จำความได้จนถึงปัจจุบันพรั่งพรูเข้ามาจนสมองประมวลผลไม่ทันเขาปวดหัวจนต้องยกมือขึ้นมากุมขมับ รู้สึกเหมือนสมองจะะเิ จวนเจียนจะรับไม่ไหว
“อ๊า...ปวดหัวปวด ปวด”
เขาส่งเสียงร้องดังก้องพยายามหยุดความคิดของตัวเองและสลัดภาพพวกนั้นออกไปแต่ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนกลับไม่มีผลอะไรเลยได้แต่ทนกล้ำกลืนฝืนรับความเ็ปนั้นจนแทบจะลงไปนอนดิ้นบนฟูกนอนอีกครั้งภาพสุดท้ายที่ปรากฎขึ้นมาเป็ตอนที่ครอบครัวของ
จางอี้ิกำลังหนีจากการปล้นของกลุ่มโจร
“ม่ายยยยย”
เขาร้องออกมาเมื่อภาพในหัวแสดงให้เห็นว่าโจรคนหนึ่งกำลังเงื้อมมือขึ้นเตรียมฟาดดาบลงมาบนตัวเขา แต่บิดาก็มาดึงตัวเขาออกและช่วยให้รอดอย่างหวุดหวิดทั้งสองคนเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่สำนักคุ้มภัยซึ่งถูกจ้างมาคุ้มกันได้เข้ามาช่วยไว้ทันทำให้ครอบครัวของพวกเขาหนีจากกลุ่มโจรสำเร็จ
เพราะใกลัวจนถึงขีดสุดและร่างกายที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาจากการหมดสติแถมยังต้องมารับรู้เื่ราวที่น่าเหลือเชื่อเพิ่มอีกมันทำให้เขารู้สึกอ่อนล้าเกินกว่าจะรับไหว สุดท้ายทุกอย่างก็ดับวูบไปอีกครั้ง
เมื่อเสียงร้องของเด็กชายที่นอนไม่ได้สติมาเกือบเดือนดังออกมาจางอี้เทาและหลี่อ้ายผู้เป็พ่อและแม่ รีบเดินเข้ามาดูอย่างมีความหวังแม้แต่ท่านย่าอย่างหูไป๋หงยังเดินตามมาด้วย
“ท่านพี่ข้าได้ยินเสียงิเอ๋อร์ แต่เหตุใดเขาถึงหลับไปอีกแล้ว”
“น้องหญิงพี่ก็ได้ยินเสียงลูกร้องเช่นกัน เ้าไม่ได้หูฝาดไปคนเดียวแน่”
“แม่ก็ได้ยินเหมือนกัน”หูไป๋หงกล่าวสมทบ นางหันไปมองลูกชายและพูดต่อ “อี้เทา เ้าไปตามท่านหมอผิงมาดูิเอ๋อร์ที”
“ขอรับท่านแม่รอข้าสักครู่” จางอี้เทาเอ่ยรับคำ เขาเตรียมตัวผละจากไป แต่ก็ต้องหยุดชะงักฝีเท้าลงเมื่อภรรยาเอ่ยเรียกไว้
“ท่านพี่ท่านยังไม่ค่อยหายดี ท่านอยู่ที่นี่เถอะเ้าค่ะ ข้าจะไปตามท่านหมอผิงเอง”หลี่อ้ายเอ่ยคัดค้านสามีและรีบเดินออกไปทันที
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อหมอเพียงหนึ่งเดียวของหมู่บ้านหลัวถงก็ถือล่วมยาเดินเข้ามาในบ้านหมอผิงตรวจชีพจรเป็อย่างแรกก่อนจะตรวจร่างกาย เมื่อดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว สีหน้าก็คลายกังวล
“อี้เทาเ้าสบายใจได้” ท่านหมอแย้มรอยยิ้ม “อาิไม่เป็อันใดแล้วพักผ่อนอีกสักหน่อยคงฟื้นขึ้นมา ต้มยาให้กินสักสองสามเทียบก็วิ่งปร๋อได้แล้ว”
“จริงหรือเ้าคะท่านหมอท่านไม่ได้โกหกข้านะเ้าคะ” หลี่อ้ายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดีใจ นางยิ้มกว้างน้ำตาแห่งความยินดีคลอเต็มดวงตาสวย
“ข้าเป็หมอมากี่สิบปีข้าจะโกหกเ้าไปทำไมเล่า สะใภ้จาง”
“ขอบคุณมากเ้าค่ะข้าดีใจยิ่งนัก” หลี่อ้ายเอ่ยและผงกศีรษะขึ้นลงด้วยความขอบคุณ
“น้องหญิงเ้าสบายใจได้แล้วนะ ท่านหมอผิงยืนยันแล้ว พี่ว่าพวกเราออกไปรอข้างนอกให้ิเอ๋อร์ได้พักผ่อนก่อนเถอะ”
จางอี้เทาปลอบประโลมใจภรรยาด้วยเสียงที่ไม่ดังมากนักเขากลัวว่าจะไปรบกวนการพักผ่อนของบุตรชายเข้า
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยหูไป๋หงจึงจ่ายค่ารักษาให้กับท่านหมอผิง นางกล่าวขอบคุณอีกเล็กน้อยเมื่อท่านหมอเดินจากไป หญิงชราจึงก้มมองถุงที่ว่างเปล่าในมือเงินก้อนนั้นคือเงินก้อนสุดท้ายของตระกูลจางการเดินทางไกลและวิกฤตรอบด้านทำให้เงินที่มีร่อยหรอลงไปทุกทีจนในที่สุดก็ไม่มีเหลือแต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่สนใจ
ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าชีวิตของหลานชายอีกแล้ว