ตอนที่ 10 ภมรรักบุปผา
ฮัวหม่านถิงยกมือขึ้นลูบเครายาวแล้วยิ้มออกมา เขาอ่านบทกวีเ่าั้อย่างตั้งใจ
แม้เขาจะไม่รู้เื่ราวก่อนหน้า แต่เมื่อได้ยินประโยคเหล่านี้ของพวกนางก็เข้าใจได้ในทันที
การที่เขาเดินทางมาเมืองกวงหลิงในครั้งนี้ ก็เพราะจงหลีพั่ว ปู่ของจงหลีรั่วสุ่ยไหว้วาน
จงหลีพั่วกังวลว่าหลานสาวจะกระทำสิ่งที่เกินเหตุขึ้น จึงไหว้วานฮัวหม่านถิงเดินทางมาคอยดูนางที่เมืองกวงหลิง
ในเมื่อหลานสาว้าเลือกสามีโดยใช้งานชุมนุมวรรณกรรม เช่นนั้นเขาจะต้องเลือกบุรุษหนุ่มผู้มีความสามารถเก่งกาจที่สุดให้หลานสาว ด้วยเหตุนี้ จงหลีพั่วจึงปล่อยข่าวนี้ไปในเมืองยวี่จิงด้วย
ดังนั้น สองในสี่บัณฑิตผู้มีพร์แห่งเมืองยวี่จิงจึงได้เดินทางไปร่วมงานชุมนุมวรรณกรรมที่เมืองกวงหลิง
จงหลีรั่วสุ่ยรู้จักทั้งสองดี ซูมู่ซินแม้จะมาจากตระกูลยากจน แต่เป็ศิษย์ที่นักปราชญ์าุโฮัวชื่นชอบที่สุด เขามีอนาคตอันสดใสแน่นอน
ส่วนอีกคน ฉีจือเสวี่ย เดิมทีก็เป็คุณชายใหญ่แห่งจวนฉีกั๋วกง ปกติเขามักทำตัวเรียบง่าย ทั้งนิสัยและการศึกษาของเขาล้วนโดดเด่น เขาเป็อีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีของหลานสาว
จากที่จงหลีพั่วมองดูแล้ว หลานสาวคงจะเลือกหนึ่งในสองนี้ เนื่องจากพวกเขาทั้งสองมีชื่อเสียงมากมายในใต้หล้า ไม่ว่าจะเป็ด้านวรรณกรรมใด ๆ บัณฑิตในเมืองกวงหลิงเ่าั้ก็ยังคงด้อยกว่าทั้งสองคนเล็กน้อย
เขาเกรงว่าหลานสาวของตนจะมีการเลือกผิดพลาด ด้วยเหตุนี้จึงได้เชิญให้นักปราชญ์าุโฮัวเดินทางมาคัดเลือกที่เมืองกวงหลิงด้วยตนเอง
ส่วนจงหลีรั่วสุ่ยผู้เฉลียวฉลาด ดูเหมือนจะเข้าใจในจุดประสงค์การเดินทางมาของเขาครั้งนี้ ด้วยเกรงว่าเขาจะกระทำความลำเอียง จึงได้เลือกใช้วิธีการปิดชื่อ แท้จริงแล้วเขาจำลายมือของซูมู่ซินได้ แต่เขาจะไม่ลำเอียงเป็อันขาด
บัดนี้ เขาอยากรู้มากว่ากวีบทใดเป็ผลงานของหลี่เฉินอัน
บุรุษหนุ่มที่ท่องไม่ได้แม้กระทั่งคัมภีร์ตรีอักษร จู่ ๆ กลับแต่งกวีที่โดดเด่นกว่าผู้ใดขึ้นมาได้ เื่นี้ทำให้เขายากที่จะเชื่อเช่นกัน
ยามนี้ ภายในห้องเข้าสู่ความเงียบอีกครา
นอกจากฮัวหม่านถิงแล้ว แม้แต่จางผิงจู่ก็กำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับประโยคของไคหยางเมื่อครู่
ประโยคนั้นขัดแย้งกับสิ่งที่เขารู้เื่ราวเกี่ยวกับหลี่เฉินอันก่อนหน้า และทำให้เขาไม่อาจเชื่อได้ในเวลาอันสั้น เขายากที่จะเชื่อมโยงหลี่เฉินอันในอดีตกับหลี่เฉินอันที่ไคหยางกล่าวออกมาเมื่อครู่เข้าด้วยกันได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสิ่นเฉียวเตี๋ย
ก่อนหน้านี้ นางเพิ่งจะขอร้องคุณชายท่านนี้ช่วยนำหนังสือหมั้นหมายกลับคืนมา แต่คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ ไคหยางกลับกล่าวว่ากวีบทนั้นเป็ผลงานของหลี่เฉินอัน !
นางรู้เื่หลี่เฉินอันเป็อย่างดี หากจะบอกว่าเขารู้จักเพียงไม่กี่ตัวอักษรก็คงจะเกินเหตุ แต่เขาโง่เขลาจนไร้คำบรรยายจริง ๆ ในเวลา 17 ปีมานี้ แม้แต่บทกลอนง่าย ๆ เขาก็ไม่อาจแต่งออกมาได้สักบท
แล้วเหตุใดจู่ ๆ เขาจึงประพันธ์กวีที่งดงามเช่นนี้ขึ้นมาได้ ?
เสิ่นเฉียวเตี๋ยดวงตาเป็ประกาย นางเงยหน้ามองดูจงหลีรั่วสุ่ยแล้วกล่าวว่า “คุณหนูสาม ท่านคิดว่า......กวีบทนั้น เขาอาจจะ ไปคัดลอกมาจากที่ใดสักแห่งหรือไม่ ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยชะงักลง แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “เ้าหมายความว่า......เขาไม่อาจประพันธ์กวีเช่นนี้ออกมาได้หรือ ? ”
“ข้ารับประกันอย่างแน่นอน เขาไม่มีความสามารถในด้านนี้เลย ไม่เช่นนั้นคงไม่ถูกบิดาของเขาขับไล่ออกมาจากจวน”
หนิงฉู่ฉู่สงบนิ่งลงเช่นกัน เสิ่นเฉียวเตี๋ยเป็สตรีที่เฉลียวฉลาด หากหลี่เฉินอันมีความสามารถมากมายเพียงนี้ คาดว่านางคงอยากจะแต่งเข้าตระกูลหลี่เร็ววัน !
แต่นางกลับรีบร้อนอยากถอนหมั้นจริง !
ดังนั้นหลี่เฉินอันที่ไคหยางไปสืบมากับหลี่เฉินอันในอดีตมีความแตกต่างกันมากเหลือเกิน ชี้ชัดว่านี่คือคนสองคนที่ไม่เหมือนกัน แต่เื่นี้ เดิมทีก็ไม่ได้ยากอะไร เพราะไคหยางคงไม่เกิดความผิดพลาดในการสืบอย่างแน่นอน
เื่นี้เกรงว่าจะมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น บางทีอาจจะต้องได้รับการอธิบาย......
“พวกเ้าว่า ก่อนหน้านี้เขาแสร้งทำเป็เก็บงำความสามารถไว้หรือไม่ ? ”
เสิ่นเฉียวเตี๋ยนิ่งเงียบครุ่นคิดแล้วส่ายหน้า “บางทีการปิดบังความสามารถไว้เพียงชั่วคราวอาจทำได้ แต่เก็บมานับสิบกว่าปี......นี่ดูเป็ไปไม่ได้นัก อีกอย่าง เขาทำเช่นนั้นมีความหมายใด ? หากเขารู้ว่าตนมีความสามารถ ชีวิตการเป็อยู่ของมารดาในจวนก็คงจะไม่ย่ำแย่จนถึงเพียงนี้ และหากเขามีความสามารถจริงก็ควรจะไปสอบคัดเลือกตั้งนานแล้ว เหตุใดจึงต้องทนกับการถูกเยาะเย้ยเสียดสีของชาวบ้านในเมืองกวงหลิงด้วย ? ”
ก็จริง
หนิงฉู่ฉู่ยืดกายตรงแล้วมองไปทางไคหยาง “เ้าจงไปสืบดูให้ละเอียด......อวี้เหิง เ้าเองก็ไปด้วย ดูสิว่าเขายังมีความสามารถอันน่าทึ่งอื่นอีกหรือไม่”
องครักษ์ครั้งสองโค้งกายรับคำสั่งแล้วจากไป หนิงฉู่ฉู่มองไปทางจงหลีรั่วสุ่ย “เื่แปลกเหล่านี้คงต้องมีสิ่งใดผิดปกติแน่ ก่อนที่เื่นี้จะได้รับการพิสูจน์ยืนยันชัดเจน......เ้าอย่าได้มีความรู้สึกอื่นใดกับเขาเด็ดขาด ! ”
จงหลีรั่วสุ่ยพยักหน้า เนื่องจากเื่นี้ส่งผลกระทบและเป็เื่ใหญ่ที่สุดในชีวิต ความขัดแย้งก่อนหน้ากับบัดนี้ของหลี่เฉินอันมากมายเหลือเกิน นางเองก็จำเป็จะต้องทำความเข้าใจในตัวเขาให้มากขึ้นกว่านี้ อย่างเช่น......
“จื่อหยวนละอวี้เหิงกล่าวว่าเขาสามารถประพันธ์กวีสิบบทได้ภายในคราเดียวไม่ใช่หรือ ? พวกเราไปดูกันหน่อยดีหรือไม่ ? ”
หากว่าหลี่เฉินอันสามารถประพันธ์กวีออกมาได้ในคราเดียวถึงสิบบท นั่นหมายความว่าเขาคงจะมีความสามารถอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็กล่าวได้ว่าหลี่เฉินอันมีความสามารถในด้านกวี
ส่วนเื่ของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ คงต้องไปสืบมาอย่างละเอียดจึงจะเข้าใจ
เสิ่นเฉียวเตี๋ยได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง “ว่าอย่างไรนะ ? เขาสามารถประพันธ์กวีออกมาสิบบทได้ในคราเดียว ? เป็ไปไม่ได้ ! เขาไม่มีความสามารถนั้น ข้าเอาศีรษะเป็ประกัน ! ”
จงหลีรั่วสุ่ยเผยอยิ้มขึ้นที่มุมปาก “ข้าไม่จำเป็ต้องใช้ศีรษะเ้ามาเป็ประกันหรอก ข้าเพียงรู้สึกว่า......” นางหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งใส่เข้าปาก เคี้ยวอยู่สักพักแล้วยืดคอกลืนลงไป ยกถ้วยน้ำชาขึ้นมาเงยหน้ามองดูเสิ่นเฉียวเตี๋ย “เื่การหมั้นหมายของเ้า บัดนี้เ้าเริ่มรู้สึกลังเลใช่หรือไม่ ? ”
“ไม่ ! ” เสิ่นเฉียวเตี๋ยตอบกลับด้วยความหนักแน่น “ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าขอร้องให้คุณชายช่วยเอาหนังสือหมั้นหมายนั้นคืนมาด้วยเถิด ส่วนเหตุใดจู่ ๆ หลี่เฉินอันจึงมีความเปลี่ยนแปลงมากมายเพียงนี้......ไม่เกี่ยวอันใดกับข้า และข้าจะไม่เสียใจอย่างแน่นอน ! ”
เสิ่นเฉียวเตี๋ยจะไม่ถูกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของหลี่เฉินอันนี้มาครอบงำอย่างแน่นอน
เนื่องจากนางเชื่อมั่นเป็อย่างยิ่งว่าหลี่เฉินอันยังคงเป็หลี่เฉินอันผู้ไร้ความสามารถใด ๆ ดังเดิม และนางก็เชื่อมั่นว่าบทกวีเ่าั้หลี่เฉินอันคัดลอกมาจากที่อื่น หรือบางทีบิดาของเขาอาจจะเป็ผู้ประพันธ์ให้
จุดประสงค์นั้น......ไม่ได้้าที่จะแต่งเข้าไปในตระกูลจงหลี แต่เกรงว่า้าจะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของเขา ให้เขามีชื่อเสียงน่าฟังในเมืองกวงหลิงบ้าง เมื่อเป็เช่นนี้ พอบิดาของนางได้เห็น ก็อาจจะไม่ยืนกรานถอนหมั้นได้
ต้องเป็เช่นนี้อย่างแน่นอน !
คิ้วของจงหลีรั่วสุ่ยเลิกขึ้นเล็กน้อย แน่นอนสิ่งที่นาง้าก็คือให้หลี่เฉินอันและเสิ่นเฉียวเตี๋ยตัดขาดความสัมพันธ์กัน เมื่อเป็เช่นนี้ หลี่เฉินอันก็จะเป็อิสระ และหากเขามีความสามารถจริง ก็อาจจะกลายมาเป็คู่หมั้นหมายของนางได้
แต่หากไม่ใช่......
จงหลีรั่วสุ่ยหยิบขนมขึ้นใส่ปากอีกครั้ง เขาและนางถึงอย่างไรก็ไม่ได้เป็คนที่เดินเส้นทางเดียวกัน
ดังนั้นนางไม่มีอะไรต้องสูญเสีย แต่กลับได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ แน่นอนว่านี่คือบทสรุปที่ดี
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคิดเื่ราวเหล่านี้อยู่ในใจ นักปราชญ์าุโฮัวก็ยกมือขึ้นตบลงไปบนโต๊ะเสียงดัง “ปึง ! ”
“กวีบทนี้ยอดเยี่ยม ! ”
“ไพเราะเหลือเกิน ! ”
เขายกมือแล้วโบกกระดาษที่อยู่ในมือนั้น แววตาดูตื่นเต้น ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาเดินก้าวมาสองก้าวพลางกล่าวว่า “ความสามารถของเขาไม่ด้อยไปกว่าข้าเลย ! ”
ทุกคนได้ยินก็ตกตะลึง
สายตาของพวกเขาทั้งหลายจับจ้องมองไปที่ฮัวหม่านถิง
“มีถ้อยคำมากมายในการแสดงอารมณ์และบรรยายฉากต่าง ๆ แต่เนื่องจากมีมากเกินไป มันจึงยากที่จะแสดงออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม”
“แต่กวีบทนี้ของเขากลับทำให้ผู้อ่านแววตาเป็ประกาย และเกิดความอยากอ่านต่อไม่อาจหยุดยั้งได้ ! ”
“การใช้กวีมาพรรณนาถึงความคิดถึง เป็วิธีการประพันธ์ที่พบได้ทั่วไป แต่ความสวยงามของคำนี้เกี่ยวข้องกับความเศร้าโศกของฤดูใบไม้ผลิ ทั้งนั้นก็ลังเลอยู่เนิ่นนานไม่อาจบรรยายได้”
“ข้อมูลบางอย่างถูกเปิดเผยออกมาในแต่ละบรรทัด เส้นทางที่คดเคี้ยวนำไปสู่ความเปล่าเปลี่ยว จนกระทั่งััสุดท้ายของประโยค ทำให้ความจริงปรากฏ......”
ฮัวหม่านถิงลูบเคราของตน พลางกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “เขาใช้ทิวทัศน์ที่งดงามขจัดความโศกเศร้าในฤดูใบไม้ผลิที่อ้างว้าง กวีนี้แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความคิดถึงที่มิอาจเปล่งออกมาได้หมดสิ้น ! ”
“กวีบทนี้ ยอดเยี่ยมกว่าทั้งหมด ! ”
“กวีบทนี้สามารถจารึกลงไปในร้อยเรียงบทกวีแห่งแคว้นหนิงลำดับ......20 อันดับแรก ! ”
สิ่งนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงอีกครั้ง !
เนื่องจากในตำราร้อยบทกวีแห่งแคว้นหนิงเป็ตำราที่รวบรวมบทกวีชั้นเลิศของแคว้นหนิงเอาไว้ และกวีบทคะนึงหา บทซีเหมยของนักปราชญ์าุโฮัวจัดอยู่ในอันดับที่ 36 !
แต่เขากลับกล่าวว่ากวีบทนี้จัดอันดับได้ใน 20 อันดับแรก !
หมายความว่ากวีบทนี้เกินกว่าความสามารถของเขาด้วยหรือ ?
“ท่านปู่ฮัว กวีบทใดกัน ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยลืมที่จะหยิบขนมใส่ปาก บัดนี้นางรีบลุกขึ้นยืน ดวงตางดงามเป็ประกายแวววาวฉายแสงเจิดจ้า
ในใจของนางเต็มไปด้วยความหวังและมองไปด้วยความกังวลเล็กน้อย เกรงว่าตนจะมองผิดไป
“อืม กวีที่มีชื่อว่าภมรรักบุปผา ไม่รู้ว่าเป็ผลงานของผู้ใดกัน ? ”
จู่ ๆ จงหลีรั่วสุ่ยก็หัวเราะขึ้นมา นางเดินตรงเข้าไปอย่างรวดเร็วแล้วรับกระดาษในมือของผู้าุโฮัวออกมาดู นางโบกไปทางหนิงฉู่ฉู่พลางกล่าวว่า “ท่านช่างโชคดีเหลือเกิน เดินอยู่ดี ๆ กลับพบเข้ากับบุรุษหนุ่มผู้มีพร์ อีกทั้งยังมีพร์อันสูงส่ง ! ”
“......เป็เขาจริงหรือ ? ”
ประโยคนี้เสิ่นเฉียวเตี๋ยเป็คนเอ่ยถาม
นางเคยได้อ่านกวีบทนี้มาก่อนแล้ว เพียงแต่นางไม่อยากเชื่อเท่านั้นเอง
“แน่นอน ! ”
บัดนี้ หนิงฉู่ฉู่เอ่ยเตือนนางว่า “เ้าคงไม่ได้กำลังคิดว่าจะประกาศผลการแข่งขันว่าหลี่เฉินอันเป็ผู้ชนะเลิศในการแข่งขันนี้ใช่หรือไม่ ? ”
ความหมายของประโยคนี้ก็คือ ชื่อเสียงของหลี่เฉินอันในเมืองกวงหลิงย่ำแย่จนไร้คำบรรยาย ดังนั้นบรรดาบัณฑิตทั้งหลายคงจะไม่เชื่อ นอกเสียจากว่าหลี่เฉินอันจะเดินทางมาด้วยตนเองและทำการประพันธ์กวีต่อหน้าผู้คน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครจะเชื่อในความสามารถของเขา
แม้ว่าบรรดาบัณฑิตทั้งหลายจะเกรงใจหวาดกลัวต่ออำนาจชื่อเสียงของจวนจงหลี และยอมรับผลการตัดสินนี้ แต่หากเื่นี้ถูกเผยแพร่ออกไป ทุกคนก็จะรู้ว่าหลี่เฉินอันกำลังจะกลายมาเป็เขยของจวนจงหลี แต่ท้ายที่สุดหากตรวจสอบดูแล้วพบว่าเขาทำการทุจริต ไม่ได้ประพันธ์ด้วยตนเอง คาดว่าจวนจงหลีคงจะกลายเป็ตัวตลกให้ผู้คนติฉินนินทา
จงหลีรั่วสุ่ยผู้มีความคิดละเอียดรอบคอบ แน่นอนว่านางเข้าใจถึงความหมายของหนิงฉู่ฉู่ดี
ดวงตาของนางกลอกไปมาเล็กน้อย “ข้าเข้าใจแล้ว”
นักปราชญ์าุโฮัวที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันแปลกไปว่า “กวีบทนี้......เป็ผลงานของหลี่เฉินอันบุตรชายของหลี่เหวินฮั่นจริงหรือ ? ”
จงหลีรั่วสุ่ยยิ้มตอบว่า “เ้าค่ะ แต่พวกเราจำเป็จะต้องไปตรวจสอบดูอีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลี่เฉินอันผู้นี้ ดังนั้นขอท่านปู่ฮัวและใต้เท้าจางโปรดเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับก่อน”
“ข้าจะต้องออกไปประกาศการผลการแข่งขันในครั้งนี้ พวกท่านรอก่อน อีกประเดี๋ยวพวกเราจะไปกินอาหารอร่อยที่สือเหอจวีกัน”
จงหลีรั่วสุ่ยใช้ผ้าคลุมใบหน้าแล้วเดินตรงออกไปข้างนอก
นางยืนอยู่ที่บนเวที บุรุษหนุ่มทั้งหลายซึ่งรวมตัวกัน ณ ชั้นสามของเรือพากันกระซิบกระซาบแล้วมองมาทางนาง พวกเขารู้ว่าบัดนี้เป็่เวลาที่จะประกาศผู้ชนะเลิศ
รางวัลชนะเลิศจะกลายเป็ของผู้ใดกัน ?
เป็ไปได้อย่างยิ่งที่จะตกเป็ของซูมู่ซินและฉีจือเสวี่ย
แน่นอนว่าเหวินฮวนและชูหยาง สองในสามผู้มีพร์แห่งเมืองกวงหลิงก็อาจเป็ไปได้
บัดนี้หลี่เฉินตงก็ตึงเครียดเช่นกัน เขาเพิ่งจะรู้ว่าในครั้งนี้มีผู้คนเก่งกาจมากมายเดินทางมา
เขาเงยหน้าขึ้นมองจงหลีรั่วสุ่ยผู้งดงามที่ยืนอยู่้าเวที ในใจนึกภาวนาให้บรรพบุรุษช่วยดลบันดาลแก่เขาทีเถิด
“ข้าขอขอบคุณทุกท่านมากที่เข้ามาร่วมการแข่งขันในครั้งนี้”
“จากการแข่งขันคัดเลือกทั้งสองรอบบ บัดนี้ ผลการแข่งขันได้ออกมาแล้ว”
“ข้าขอประกาศ......”
หัวใจของบุรุษหนุ่มทั้งหลายตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ด้วยความลุ้น รวมไปถึงซูมู่ซินและฉีจือเสวียผู้สงบนิ่งเคร่งขรึมก็เช่นกัน
ส่วนหลี่เฉินตงยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง
บัดนี้ เขากำหมัดแน่นแทบจะหยุดหายใจ ไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าร่างของตนกำลังสั่นเทา