บทที่ 31 ทุกคนต่างมีอดีตอันมืดมน
ตอนที่ไป๋อวี้นำอาหารกลับบ้าน สองพ่อลูกก็กำลังวุ่นอยู่กับงานไม้
วันนี้ดวงค่อนข้างใหญ่ ไม่ว่าตัวเล็กหรือใหญ่ต่างก็พากันถอดเสื้อออกเพื่อคายความร้อน
ลืมเรื่องเจ้าเด็กน้อยไปได้เลย รูปร่างของคนเป็นพ่อนั้นสูงใหญ่กำยำ ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งและเปี่ยมไปด้วยพลัง
ไป๋อวี้มองปราดเดียวแล้วดึงสายตากลับมา
เธอตะโกนเรียก “กินข้าวได้แล้ว”
ไม่มีเสียงตอบรับ
ฉินเสี่ยวซู่วิ่งปร๋อเข้ามาอย่างรวดเร็ว มองดูอาหารในมือของเธอเป็นอันดับแรก แล้วก็ต้องความประหลาดใจ “เอ๊ะ… มากินข้าวกันเถอะ”
คนในสถาบันรุ่นก่อนเคยบอกว่ารุ่นของพวกเขาเหมาะแก่การเพาะปลูกข้าว แต่ว่าพวกเขายังไม่ได้ริเริ่มการหักร้างถางพงเลย
ข้าวญี่ปุ่นถูกส่งมาจากที่อื่น บางส่วนก็เป็นพ่อของเขาที่ซื้อมา ส่วนเขาทำได้เพียงลองชิมเท่านั้น
แต่ข้าวสองชามที่ผู้หญิงคนนี้ถืออยู่นั้นกำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่นออกมา และข้าวก็ดูแตกต่างไปกว่าเดิม ราวกับว่าถูกเคลือบด้วยน้ำมันงาทำให้คนมองน้ำลายไหล
เขาหมายจะหยิบชามข้าวตัวเองมา
“ไปล้างมือซะ” ไป๋อวี้เบี่ยงตัวหลบรวดเร็ว
“ฉันไม่…” ฉินเสี่ยวซู่เอ่ยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ไป! ไม่งั้นฉันจะให้เธอกินอึ!!” ไป๋อวี้เตะเขาหนึ่งที
ฉินเสี่ยวซู่หุบปากฉับแล้ววิ่งหนีไป ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องอาหาร เขาจะเชื่อฟังเธอหรือยังไง?
ฉินต้าซานเหลือบมองเธอแล้วขมวดคิ้ว
เขารู้สึกว่าดวงตาของผู้หญิงคนนี้ช่างแตกต่างจากเมื่อก่อน มันดูดุร้ายราวกับสัตว์ร้ายตัวเล็ก ๆ ที่กำลังวางแผนล่าเหยื่อ
ตัวเตียว*[1]เท้าดำ…
สองพ่อลูกหยิบถังน้ำที่ใส่น้ำจนเต็มมาล้างหน้าล้างมือ
ฉินเสี่ยวซู่นำโต๊ะเล็กออกมาวางไว้ที่ลานบ้านแล้วนั่งลงกินข้าวตรงนั้น
ไป๋อวี้นั่งเท้าคางพลางเชิดหน้าขึ้้น
เธอกำลังรอให้พวกเขากินเสร็จจะได้ล้างชามแล้วส่งกลับไปให้จ้าวอิ้งหง
ตะเกียบของฉินเสี่ยวซู่กระทบจนเกิดเสียงดัง เขาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของไป๋อวี้เป็นครั้งคราว
“เธอทำอะไรอยู่? ทำงานไม่ดีใช่ไหม โดนป้าอิ้งหงดุมาเหรอ?” เสี่ยวซู่พูดพร้อมกับเบ้ปาก
“นายมั่วแล้ว” ไป๋อวี้ผู้อย่างไม่ยี่หระ
“ถ้าทำงานได้ไม่ดีเธอก็กลับมาบ้านเถอะ” ฉินเสี่ยวซู่พูด “กลับมาทำอาหารให้ฉันกิน”
ยังไงพวกเขาสองพ่อลูกก็ได้รับคะแนนการทำงานทั้งคู่ ไม่ใช่ว่าจะสนับสนุนเธอไม่ได้สักหน่อย
“ไม่มีอะไรจริง ๆ ฉันทำได้ดีทีเดียว”
แม้ว่าเธอจะพูดแบบนั้น แต่บนหน้าไป๋อวี้แทบจะสลักคำว่า ‘รำคาญ’ ไว้บนหน้าแล้ว
“จ้าวต้าหมินรังแกคุณใช่หรือเปล่า?” ไม่คาดคิดว่าจู่ ๆ ฉินเสี่ยวซู่จะพูดขึ้นมา
เธอหันไปมองที่ฉินต้าซานโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนฉินต้าซานจะไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเรากำลังคุยกันและกำลังเพลิดเพลินกับมื้ออาหารของเขา
ไป๋อวี้สับสนอยู่ครู่หนึ่งและไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของฉินเสี่ยวซู่
เธอพูดน้ำเสียงเลิ่กลั่ก “เสี่ยวซู่ ทำไมเธอถึงพูดอย่างนี้ ฉันทำงานกับพี่สะใภ้อิ้งหงไม่ใช่ทำงานกับจ้าวต้าหมินนะ”
ฉินเสี่ยวซู่กระตุกมุมปากแล้วพูดว่า “ไม่มีอะไรก็แล้วไป แต่จำเอาไว้นะ ถ้าเขารังแกเธอ ให้เธอกลับมาที่บ้าน ฉันจะจัดการเขาเอง อีกอย่างบ้านเราก็ไม่ได้ขาดอาหาร หรือขาดแคลนอะไร”
หมายความว่าเดิมทีจ้าวต้าหมินมีชื่อเสียงไม่ดีในฉินเจียถุน!
ไป๋อวี้รีบพูดต่อ “บอกมาเถอะ ฉันจะได้ระวังมากขึ้น”
ฉินเสี่ยวซู่เขี่ยข้าวในชามไปมาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหันไปมองฉินต้าซาน
ฉินต้าซานไม่ได้พูดอะไร เขาจึงรู้ว่าพ่อของเขาไม่ได้ห้ามอะไร
“จ้าวต้าหมินนั้น เขาเป็นคนไร้ประโยชน์” ฉินเสี่ยวซู่พูดกระแหนะกระแหน “แต่เขาโชคดีที่ได้เกิดมา”
นี่แหละที่พี่ป้าน้าอาในหมู่บ้านว่ากัน…
เมื่อฉินเสี่ยวซู่พูดออกมา แน่นอนว่าเขาต้องพูดออกมาทั้งหมด
จ้าวต้าหมินเคยเป็นชายเสเพลมาก่อนที่จะแต่งงาน เขาชอบล่อล่วงหญิงสาวหรือหญิงม่ายจากฉินเจียถุน
หลังจากแต่งงานแล้วก็ยังมีเรื่องอื้อฉาวที่น่าตกใจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
ในฉินเจียถุนมีทุ่งดอกบัว ทุก ๆ ปีช่วงเดือนเจ็ดและเดือนแปดดอกบัวจะโตเต็มที่ และหมู่บ้านก็จะเลือกคนให้เก็บดอกบัว
จ้าวโหย่วเต๋อมอบหมายงานให้จ้าวต้าหมินรับผิดชอบอยู่ระยะหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือเกิดความวุ่นวายในกลุ่มเก็บเกี่ยว เพราะเวลาเก็บฝักบัว ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายต่างต้องลงไปในน้ำกันหมด เขาจึงฉวยโอกาสนี้รังแกลูกสะใภ้ของครอบครัวหนึ่งเข้า
หญิงสาวคนอับอายจนหนีกลับบ้านเดิม และไม่เคยกลับมาอีกเลย
“จากเหตุการณ์นี้เหล่าจ้าวจึงต้องแบกหน้าไปขอโทษบ้านหญิงสาวคนนั้น พร้อมกับนำเงินและของขวัญไปให้ด้วยตัวเอง เขารู้สึกอับอายที่ไม่สามารถพาเธอกลับมาได้”
เรื่องนี้ก็ได้ยินมาจากป้า ๆ ในหมู่บ้าน…
แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น
ไป๋อวี้ตกตะลึง “หืม? แบบนี้พี่สะใภ้อิ้งหงยังแต่งงานกับเขา และให้กำเนิดลูกชายให้กับเขาอีกเหรอ?”
ฉินเสี่ยวซู่รู้สึกตื่นเต้นมากจนไม่สนใจจะกินข้าวอีก ทั้งยังพูดต่ออย่างสนุกปาก
“ป้าอิ้งหงเป็นคนซื่อสัตย์และภักดี ตระกูลจ้าวเอ่ยหนักแน่นว่าเธอเป็นลูกสาวของพวกเขาและต้องการเลือกผู้ชายที่ดีให้กับเธอ แต่เธอโง่เองที่ยืนกรานจะแต่งงานกับจ้าวต้าหมินเพื่อทดแทนบุญคุณ”
ไป๋อวี้ “ฮะ? เพื่อตอบแทนบุญคุณเนี่ยนะ?”
“ใช่ แต่ฉันก็ได้ยินคนอื่นพูดมาอีกที ในเวลานั้นเหล่าจ้าวได้เลือกครอบครัวที่ดีมากมายให้เธอ รวมถึงพ่อของฉันด้วย”
ฉินต้าซาน “อะแฮ่ม”
ฉินเสี่ยวซู่หุบปากฉับอย่างรวดเร็ว
“เรื่องนี้ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือเธอต้องระวัง ถ้าเขารังแกเธอ เธอก็อย่าเกรงใจเขา ให้รีบมาบอกฉันทันที ฉันเนี่ยแหละจะตีเขาให้ตาย!”
ไป๋อวี้รู้สึกซาบซึ้ง
เธอคิดในใจว่าถึงอย่างไรจ้าวต้าหมินก็มี ‘ประวัติอาชญากรรม’ และทุกคนไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย
มิฉะนั้นก็ชิงลงมือก่อนเถอะ ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองถูกเล่นงาน แต่ยังไงเธอก็ระมัดระวัง และถามต่อว่า “นายบอกว่าเรื่องลูกสะใภ้ของครอบครัวนั้นเกิดขึ้นหลังจากพวกเขาแต่งงานกัน แล้วทำไมพี่สะใภ้อิ้งหงถึงทนได้ล่ะ”
มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยนะ คนอื่นเสียภรรยาไปแล้ว แบบนี้ก็ได้เหรอ?
“เขาเสแสร้งน่ะ” ฉินเสี่ยวซู่กลอกตา “เขาทำเป็นว่าเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว”
“เขาเปลี่ยนไปแล้วเหรอ?” ไป๋อวี้ถามอีกครั้ง
ฉินเสี่ยวซู่ครุ่นคิดอยู่นานและในที่สุดก็พูดว่า “เปลี่ยนแล้วมั้ง ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน”
เปลี่ยน?
ไม่น่าจะใช่
เมื่อนึกถึงพฤติกรรมของเขาในวันนี้ เขาอาจจะลงมือกับผู้หญิงที่มี ‘จุดอ่อน’ เช่นเธอก็เป็นได้
ถ้าเจอคนหน้าบางไม่กล้าพูดเรื่องนี้ เรื่องราวก่อนหน้านี้ก็จะไม่ได้รับการแก้ไข
ไป๋อวี้พยายามครุ่นคิด
ดูเหมือนว่าจ้าวอิ้งหงที่ฉลาดและมีความสามารถจะถูกเขาล้างสมองจนขาวสะอาด เป็นเรื่องธรรมดาที่คู่สามีภรรยามักจะทะเลาะกัน และมีการคืนดีเกิดขึ้นโดยไม่ต้องลุกจากเตียง
สำหรับสองสามีภรรยาตระกูลจ้าวดูเหมือนว่าจะเป็นคนยุติธรรม แต่ยังไงอีกฝ่ายก็เป็นลูกชายทางสายเลือดและได้รับบทเรียนแล้ว
ย้อนกลับไปตอนนั้นที่เขารังแกสะใภ้ของครอบครัวหนึ่ง หญิงสาวอับอายจนต้องหนีกลับบ้านเดิม เรื่องนี้มันสามารถลบล้างกันได้เหรอ…
ยิ่งกว่านั้นวันนี้ก็เป็นเช่นนั้นอีก
สะใภ้คนนั้นหนีไป แต่เธอจะไม่ปล่อยให้คนชั่วแบบนี้ลอยนวลเด็ดขาด
เธอยังคงไม่กล้าเสี่ยงที่จะเปิดเผยตัวตน
เรามายึดถือแผนเดิมกันเถอะ
แค่เกลียดที่ผู้หญิงดี ๆ อย่างจ้าวอิ้งหงต้องมาทนกับคนชั่วแบบนี้ รอดูสักวันวันหนึ่งไป๋อวี้จะเหยียบย่ำไอ้สารเลวคนนี้ให้จมดิน ไม่ได้ผุดได้เกิดอีกต่อไป!
ฉินเสี่ยวซู่กำลังยุ่งกับการซุบซิบนินทา ขณะเดียวกันฉินต้าซานก็กินข้าวเสร็จแล้ว
เขาเร่งให้ลูกชายกินข้าวให้เสร็จเร็ว ๆ หลังจากนั้นจึงหยิบชามขึ้นมา
“ไปกันเถอะ ฉันจะไปกับเธอ เสี่ยวซู่ นายทำงานอยู่ที่บ้าน” เขาพูดน้ำเสียงเรียบนิ่ง
ฉินเสี่ยวซู่ตอบรับหนึ่งเสียง แต่ในใจกลับคิดว่ามีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะทำงาน และหลังจากทุกคนไปแล้วฉันจะแอบไปงีบสักหน่อย
ไป๋อวี้ประหลาดใจ “ไม่ต้อง ๆ ฉันจะไปเอง…”
ฉินต้าซานเพิกเฉยต่อเธอและเดินไปข้างหน้าพร้อมชามข้าวใบใหญ่สองใบในมือ
ไป๋อวี้รีบเก็บถาดแล้วเดินตามไป
[1] ตัวเตียว หรือ ตัวมิงค์