ตอนที่ 5 ป่วยก็คอยเฝ้าไข้ (6)
ห้วงความคิดของเซวียติ้งผุดภาพบุคคลที่กู้ชิงเคยข้องเกี่ยวด้วย สุดท้ายภาพก็มาล็อกหยุดอยู่ที่ใบหน้าชายหนุ่มคนหนึ่ง
“หยวนจุนงั้นเหรอ”
เมื่อคืนนี้เซี่ยเจี่ยนอี้ถูกคนของตระกูลหยวนจับไปห้อยโหนกับเสาไฟข้างทาง เขายังนึกว่าเด็กชายตระกูลหยวนเป็นต้นเหตุเสียอีก หรือว่าที่จริงจะทำไปเพื่อคนตรงหน้านี่ต่างหาก พอคิดว่าเขาใช้ประโยชน์จากบุญคุณความแค้นระหว่างตระกูลเซี่ยกับตระกูลหยวนมาจี้จุดความปลอดภัยของกู้ชิง แล้วบีบให้เขามาร้องขอความช่วยเหลือจากตน แต่ถ้าเซี่ยเสียสติใช้วิธีที่สุดโต่งมายั่วยุท้าทายหยวนจุนล่ะ
หากเหตุการณ์จริงเมื่อคืนเป็นแบบนี้ละก็...สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีทันใด
“นายเลือกตระกูลหยวนไปแล้วเหรอ”
กู้ชิงมองเขาอย่างเฉยชา ถ้าบอกว่ายังวางตัวเป็นกลางเหมือนเดิมอีก อีกฝ่ายคงไม่ฟังแม้แต่นิดเดียว
ใบหน้าเซวียติ้งปรากฏแววสับสนปนเปไปหลายความรู้สึก ในที่สุดก็เริ่มอ่านออกยาก เขาไล้มือไปกับพวงแก้มร้อนระอุ ฉีกยิ้มจนน่าเสียวไส้
“ฉันเคยบอกว่านายนี่ต้องเลือกฉันคนเดียว ทำไมถึงไม่ยอมฟังกันเลยนะ”
“เซวียติ้ง” กู้ชิงจ้องตาที่ราวกับแฝงพายุโหมกระหน่ำของอีกฝ่ายด้วยแววตาเยือกเย็น “ถ้านายหันหลังกลับไปตอนนี้ ฉันจะยังยกโทษให้นายอยู่นะ”
“ยกโทษให้ฉันเหรอ” เซวียติ้งเหมือนได้ฟังมุกอะไรสักอย่าง “กู้ชิง นายรู้ไหมว่าตัวเองกำลังจะเจอกับอะไร”
กู้ชิงไม่ตอบ
“ก็ความเป็นไปได้ที่สามเจ้าสัวใหญ่จะร่วมมือกันไง!”
มือที่กำลังลูบพวงแก้มของเขาค่อยๆ ไล้ลงมาถึงบริเวณปกเสื้อ แล้วปลดกระดุมเปลือกหอยสีขาวเม็ดแรกที่ส่องความวาวออกไป
เขารุกล้ำเขาไปทีละนิดๆ
มือของเขาปลดกระดุมเปลือกหอยอย่างเชื่องช้า เรือนร่างใต้ร่มผ้าของเสื้อเชิ้ตค่อยๆ เผยผิวกาย
รอยจุมพิตราวดอกไม้งดงามบานสะพรั่ง พร้อมสองยอดอกน่าอายที่เป็นจ้ำแดงเป่ง ส่งกลิ่นอายกระสันเย้ายวนอย่างไร้สุ้มเสียง นิ้วมือสัมผัสกับหน้าอกทรงสวยราวกับโดนเชิญชวน
“สวยจัง...” เซวียติ้งเอ่ยเสียงต่ำๆ
เขายอมรับว่าคนที่ไม่เคยชอบเพศชายวัยผู้ใหญ่มาก่อนอย่างเขา ชักจะเกิด...ความต้องการซาดิสม์บางอย่างกับชายหนุ่มตรงหน้าเข้าให้ ความต้องการแบบนี้เกิดจากรอยจูบที่ฝากไว้จากการรุกล้ำและฐานะของอีกฝ่าย
สำหรับผู้นำการปกครองระดับบริหารสูงสุดประจำนครเจียง ที่มีฉากหน้าเฉลียวฉลาดและมีมารยาทนั้น ยากจะจินตนาการจริงๆ ว่าจะโก่งร่างให้คนอื่นรุกล้ำ
ทว่าแค่คิดแบบนี้อย่างเดียวก็ทำให้ส่วนลึกในใจเกิดความต้องการบดขยี้อย่างแรงกล้าสุดๆ แถมยังแรงกล้ากว่าเมื่อก่อนเสียอีก ห้วงความคิดพลอยเพ้อภาพอย่างอดใจไม่ไหวว่า คนคนนี้เรือนร่างเปลือยเปล่ากำลังโดนกดอยู่ใต้ร่าง หลั่งน้ำตาไปพลาง ร้องวิงวอนตัวสั่นระริกไปพลาง
“นายกเทศมนตรีกู้ ถ้าอยากจะให้ฉันเชื่อคำว่า ‘วางตัวเป็นกลาง’ อย่างที่นายว่า ยังมีอีกวิธีนะ” นิ้วมือไล้ไปถึงยอดอกซ้าย พร้อมสัมผัสยอดอกอ่อนนุ่มที่กำลังชูชัน
กู้ชิงหน้านิ่วคิ้วขมวด
“ให้ฉันทิ้งรอยจูบไว้ที่ตัวนายสิ” เซวียติ้งช้อนตา เผยสีหน้าหื่นกระหาย “แล้วก็ นอกจากฉัน ใครหน้าไหนก็ห้ามแตะต้องนาย”
พูดจบก็เขยิบมาอยู่ตรงหน้า
ทั้งสองอยู่ในระยะประชิด แทบจะจูบกันได้ทีเดียว
“เท่าที่ฉันรู้จักเซินฝานจี เธอไม่มีทางยอมให้นายทำแบบนี้หรอก”
“สบายใจได้ ฉันไม่มีอารมณ์กับผู้หญิงวัยผู้ใหญ่เท่าไรหรอก แถมไม่อยากจะสืบพันธุ์ด้วย”
ครอบครัวตระกูลเซวียต่างก็ใจดำกันแบบนี้ ขอแค่ใครมีสายเลือดตระกูลเซวีย ก็สามารถมองว่าเป็นทายาทเข้าแย่งชิงตำแหน่งนี้ได้ทั้งนั้น ต่อให้เป็นรุ่นลูกรุ่นหลานของผู้กุมอำนาจในปัจจุบัน ก็ใช้มาตรฐานเดียวกัน
ยิ่งเป็นสองตระกูลที่แต่งงานเชื่อมพันธมิตรกันเพื่อผลประโยชน์ด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความผูกพัน
“ดูท่านายไม่ได้รู้จักเธอเลยสินะ”
กู้ชิงสื่อนัยเป็นอื่น
“พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าพวกนายสนิทกันยิ่งกว่าที่ฉันนึกไว้อีกน่ะสิ มิน่าคืนนั้นเธอถึงได้มารับนายถึงโรงแรมด้วยตัวเอง ถ้าเธอเป็นเหตุผลให้นายหยิบมาขู่ฉันละก็ นายคงต้องผิดหวังแล้วละ”
พูดจบก็เงื้อมือจากบริเวณหน้าอก มือหนึ่งจิกผมของเขาพลางฝืนให้เบนหน้าโชว์ลำคอสวยๆ ที่ประทับรอยจูบมา ขณะที่มองเส้นเลือดเขียวตามผิวกายช่วงลำคอ เซวียติ้งก็ฝังหน้าลงไป แลบลิ้นลิ้มเลียราวกับโดนยั่วยวน
“ฉันจะพังเครือบริษัทเจียงสือ หนุนกิจการอื่นเข้ามาแทนที่ภายในครึ่งปี โดยให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด”
กู้ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและใจเย็น
ชายหนุ่มที่ซุกหน้ากับลำคอของเขาพลันชะงักงัน
“ในเวลาเดียวกัน ก็โละคนในของเทศบาลนครที่เกี่ยวข้องกับเจ้าสัวตระกูลเซวียของพวกนายออกไป”
นี่ก็คือคำขู่ของเขา
ทำไมตระกูลเซินกับตระกูลเซวียถึง ‘แต่งงานเชื่อมพันธมิตร’ เชิงธุรกิจกันน่ะเหรอ สาเหตุสำคัญที่สุดก็เพราะตระกูลเซินที่ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก มีแนวโน้มว่าจะเกิดสภาวะอิ่มตัวกับธุรกิจการขยายพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ภายในนครเจียง แม้ว่าตระกูลเซินจะลงทุนในธุรกิจไปถึงต่างเมืองเพื่อขยายตลาดก็ตาม แต่ยังต้องแย่งชิงกับเครือบริษัทในท้องที่และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่เจ้าอื่นอีก ภายใต้สภาวะแบบนี้ ตระกูลเซินจึงจำเป็นต้องหากิจการอื่นมาเป็นทางออก
เจ้าสัวตระกูลเซวียผู้ครองอุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์จราจร ธุรกิจสินเชื่อ รวมถึงธุรกิจประกันภัยต่างๆ สามารถเปิดเส้นทางใหม่ๆ ให้แก่ตระกูลเซินได้ ไม่อย่างนั้น อนาคตคงต้องโดนอีกสามตระกูลสลัดไปท้ายแถว ไม่เกินกี่สิบปี เวลาผู้คนพูดถึงนครเจียง ก็จะนึกถึงแค่ตระกูลหยวน ตระกูลเซวียและตระกูลเซี่ยเพียงสามตระกูล
กู้ชิงจับทางเครือข่ายธุรกิจของสี่เจ้าสัวใหญ่ได้อย่างทะลุปรุโปร่งมานาน เซวียติ้งจึงไม่อาจเพิกเฉยต่อ ‘คำขู่’