ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่426 เยว่ชิงเซียน เลื่อนขั้นกายเนื้อ กายาอมตะ

       เมื่อวันเวลาที่ไหลผ่านไป ส่งผลให้สระเลือดบรรพกาลค่อยๆ สงบลงช้าๆ ไม่ได้บ้าคลั่งเฉกเช่นแต่ก่อนอีกต่อไป กายาที่เคยแตกร้าวอี้เฉิน ค่อยๆ หยุดนิ่ง ประหนึ่งในยามนี้ อี้เฉินใช้ร่างกาย เป็นเตาหลอมอย่างสมบูรณ์ ปราณพลังที่เล็ดลอดออกมาจาก ร่างกายเขาบริสุทธิ์ไม่น้อย เหมาะให้พวกนางขัดเกลากายา
 


        เมื่อปราณพลังส่วนเกินถูกหญิงสาวทั้งสอง ดูดซับเข้าไปขัดเกลากายา โดยรอบจึงเกิดความสมดุล ราวกับหยิน และหยาง ความโกลาหลโดยรอบ จึงจางหายไปไม่น้อย ปราณพลังที่เล็ดลอด ออกไป จึงไม่ได้บ้าคลั่งเฉกเช่น ยามก่อน ส่งผลให้หมู่ชนโดยรอบสระเลือดบรรพกาล ต่างพากันประหลาดใจไม่น้อย

 


       เยว่ชิงเซียน ตัวนางได้รับผลพลอยได้ จากการขัดเกลา กายาของอี้เฉินไม่น้อย อดไม่ได้ที่จะตกใจ ยกยิ้มยินดีในใจลึกๆ เมื่อรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวนาง เหมือนว่า กายเนื้อของนางกำลังจะเลื่อนขั้น ไปอยู่ในช่วง กายาอมตะ

 


       แม้แต่อี้เฉิน กับหลินเฟย ยังรับรู้อดไม่ได้ที่จะเปิดเปลือกตา หันมาจ้องมอง เรือนร่างเปลือยเปล่า ของเยว่ชิงเซียน ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในยามนี้ ประกายตา ในกรอบสายตาพวกเขาทั้งสอง ฉายแวว อิจฉาในตัวเยว่ชิงเซียน อยู่ไม่น้อย ไม่คิดว่ายามนี้ นางจะเลื่อนขั้นกายเนื้อ

 


"หืม!! เยว่ชิงเซียน นางเลื่อนขั้นกายเนื้อ ไปอยู่ขั้นกายาอมตะ นั้นหรือ" หลินเฟยกล่าวด้วยความไม่อยากเชื่อ กับสายตา ของนาง

 


         ทว่ามันก็ไม่ผิดจากอี้เฉินคาดการณ์ ไว้มากนัก เนื่องด้วยเยว่ชิงเซียน นางขัดเกลากายา ของนางมาตลอดไม่ช้าก็เร็ว นางต้องทำมันสำเร็จ ทว่าช่วงผลัดเปลี่ยนไขกระดูกของนาง อันตรายไม่น้อย พร้อมจะทำให้นางตายตกได้ทุกช่วงเวลา ของเสียสีดำภายในร่างถูกนางขับออกจากร่างกายไม่น้อย ปะปนมากับเศษกระดูก ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด จนสระน้ำบริเวณที่ทั้ง3คนอยู่ แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ผิวที่เคยแตกร้าวไม่มีชิ้นดี หลุดลอก ค่อยๆ ผลัดเปลี่ยนช้าๆ จนมองเห็นผิวขาวเนียน ละเอียดราวกับกระเบื้องแก้ว เข้าแทนที่ ใบหน้าเองก็เหมือนจะดูอ่อนเยาว์ลงเช่นกัน

 

         ...ทว่าก็ต้องใช้เวลาถึง8วัน เต็ม กว่าเยว่ชิงเซียนนางจะยิ้มขึ้นมาได้อีกครา ดวงหน้าขาว ของนางก็ต้องหยุดชะงัก ในชั่วขณะ เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาสองคู่ จ้องมองกายาของนางอย่างไม่วางตา ก่อนน้ำเสียงของชายหนุ่ม กับหญิงสาวจะกล่าวขึ้นมา "เจ้าเลื่อนขั้นกายเนื้อ ไปอยู่ในขั้นกายาอมตะ สำเร็จแล้วสินะ เยว่ชิงเซียนยินดีกับเจ้าด้วย"

 


         เยว่ชิงเซียน นางถลึงตามองทั้งสองด้วยความไม่พอใจ "พวกเจ้าเก็บสายตา กลับไปเสีย หากไม่อยากถูกข้า ควักลูกตาออกมา" เยว่ชิงเซียน ในยามนี้นางขนลุกชูชันไม่น้อย เนื่องด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่า ถูกทั้งสองจ้องมองอย่างไม่วางตา นางที่ได้ชื่อว่า สตรีศักดิ์สิทธิ์ กลับมาเปลือยเปล่า ให้ผู้อื่นจ้องมอง เชยชมเรือนร่าง หากบุรุษภายนอกรับรู้คงอกแตกตายเป็นแถบๆ แน่

 


         หลินเฟย ครั้นได้ยินคำพูดโอหังของเยว่ชิงเซียน พร้อมกับใบหน้าแดงน้อย นางทำเสียง"ชิ"เล็ดลอดออกมาตามไรฟัน ก่อนเอ่ยคำพูดออกมาบอกกล่าวเยว่ชิงเซียน ในทันที "พวกข้าอุตส่าห์ แสดงความยินดีกับเจ้า นี่หรือสิ่งที่พวกข้าได้รับจากตัวเจ้า" ก่อนหลินเฟยจะเอื้อมฝ่ามือน้อย ไปตีบั้นท้าย เยว่ชิงเซียน ที่นั่งหันหลังอย่างแรง เสียง เพียะ! ดังออกมาก้อง จนแก้มก้นหญิงสาว เป็นรอยฝ่ามือแดงน้อยขึ้นมา

 


เยว่ชิงเซียน นางถึงกับ สะดุ้งโหยง จนตัวลอย "เจ้าทำอะไร นางบ้าเอ๊ย!!"

 


          ด้านอี้เฉิน ที่ละสายตาจากนางไปนานแล้ว เขายังรู้สึกตกใจ ทว่าเมื่อคิดถึงเรือนร่างของเยว่ชิงเซียน ที่มันดึงดูดสายตา เขาไม่น้อย มันก็ทำให้อี้เฉินใจเต้นรั่วเร็วขึ้นมา ตึกๆๆ!!! ดังออกมาราวกับกองศึกที่ถูกตี เลือดกำเดาไหลออกจมูกเสียอย่างนั้น ประหนึ่งกำลังคิดเรื่องอะไรไม่ดี ก่อนกล่าวคำพูดตักเตือนทั้งสองให้หยุดตีกัน "พวกเจ้าเลิกโต้เถียง กัดกันได้แล้ว เรายังเหลือเวลาอีก2วัน ตั้งใจดูดซับต่อไปเถิด อีกอย่างเยว่ชิงเซียน เจ้าพึ่งเลื่อนขั้นกายเนื้อ ต้องใช้เวลารอให้มันเสถียร"

 


ทั้งสองสาว พูดพร้อมเพรียงกันในทันใด "เจ้านั่นแหละควรจะสงบจิตใจของเจ้าเสีย แล้วเช็ดเลือด กำเดาที่จมูกของเจ้าออก ก่อนที่จะเอ่ยพูด คำพูดนั้น ออกมา"

 

 

         อี้เฉิน ขำแห้งๆ กลบเกลื่อนในทันที ก่อนยกฝ่ามือปาดเลือดที่จมูกออก ทว่าเมื่อรับรู้ถึงอายสังหาร ของพวกนางปลดปล่อยเล็ดลอดออกมา ตัวเขาจึงกลับไป ตั้งใจดูดซับหยดเลือด ที่วิวัฒนาการ ในยามนี้ให้สมบูรณ์ ไม่คิดการมาคราวนี้ มันจะช่วยขัดเกลากายเนื้อของเขา ได้ไม่น้อย ไม่ช้ากายเนื้อของเขา ก็จะสามารถเลื่อนขั้นได้เฉกเช่นเดียวกับเยว่ชิงเซียน อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มยินดี

 


          หลินเฟย นางเองก็ได้รับผลพลอยได้ ไปไม่น้อย เนื่องด้วยแต่เดิม ตัวนาง ไม่ได้ฝึกฝนด้านกายเนื้อเป็นหลัก แต่ในยามนี้กายาของนาง แข็งแกร่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ไปหลายเท่าตัว แถมยังเลื่อนขั้นกายเนื้อมาอยู่ในขั้นกายา ศักดิ์สิทธิ์แล้วในยามนี้

 


         ...เมื่อเข้าใกล้วันที่10 เยว่ชิงเซียนนางก็ลุกขึ้นยืนกะทันหัน พร้อมกับดึงแขนของ หลินเฟยขึ้นมา เอ่ยพูดบอกกล่าวตัวนางในทันทีไม่ให้นางเอ่ยพูดสิ่งใด "เจ้ากับข้าเราควรออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้แล้ว"

 


หลินเฟย ครั้นนางถูกฉุดรั้งขึ้นยืน นางทำปากมุ่ย อย่างไม่พอใจ "เรายังเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งชั่วยาม เหตุใดเราไม่ออกไปพร้อมกันเล่า"

 


        เยว่ชิงเซียน นางหน้าแดงน้อย ถอนหายใจออกมายาว ครั้นเห็นความดื้อรั้นของ หลินเฟย "เจ้าไม่กลัวจะเป็น ที่จับจ้องสายตาจากหมู่ชนหรืออย่างไร? หากพวกเราจากสถานที่แห่งนี้ไปพร้อมกัน ข้าเกรงว่า คงได้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเป็นแน่"

 


        อี้เฉินครั้นได้ยินเขาเองก็ลืมคิด ข้อนี้ไปเสียสนิท ไอ้ความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนของเขา มันจะส่งผลให้พวกนางลำบากใจ ก่อนตัวเขาจะบอกกล่าวหลินเฟย ออกไป "หลินเฟย ไหนเจ้าว่าไม่คิดจะติดตามข้าแล้วไง คงไม่ใช่ว่าเจ้า กลืนคำพูดของเจ้าไปหมดแล้วหรอกนะ"

 


        หลินเฟย ครั้นได้ยินคำพูดของอี้เฉิน นางกำฝ่ามือไว้จนแน่น ทำปากพองลมอย่างไม่พอใจ "ข้าไปก็ได้ แต่เจ้าระวังตัวให้ดีละ ข้าได้ยินว่า มีหลายคนอยากที่จะแก้แค้นเจ้า อี้เฉิน"

 


       "ขอบคุณเจ้ามากหลินเฟย ที่เอ่ยเตือนข้า" ก่อนอี้เฉินจะพยักหน้าให้เยว่ชิงเซียน ทว่าอี้เฉินกลับได้เพียงสายตาเย็นชา จากตัวนางเท่านั้น มันทำให้อี้เฉินอดที่จะส่ายหัว ถอนหายใจยาวขึ้นมาไม่ได้ เมื่อจะต้องแยกจากกัน มองดูแผ่นหลังพวกนาง ฝ่าหมอกควันหนา จากสระเลือดบรรพกาล ก่อนเวลา10วัน เพื่อป้องกันปัญหาที่ตามมา ในภายหลัง

 


       ทว่าลึกๆ อี้เฉินก็ยังรับรู้ได้ว่า เยว่ชิงเซียน นางมีความยึดมั่นของตัวนางเอง ยากที่ใครจะครอบครองหัวใจของนางได้ อี้เฉินได้แต่ถอนหายใจ การจะละลายใบหน้าที่เย็นชาของ นางคงจะเป็นเรื่องยากมาก สำหรับตัวเขาในยามนี้


ก่อนเขาจะเลิกคิดเรื่องราวในภายภาคหน้า กลับไปตั้งใจดูดซับ หยดเลือดบริสุทธิ์ ที่วิวัฒนาการ แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ เป็นดอกบัวสีเลือด ที่ไหลเวียนอยู่ภายในกายาของเขา ที่ยังถูกเขาดูดซับไม่หมด ในยามนี้ เกรงว่าคงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย กว่ามันจะสลายหายไปจนหมด

 


       ด้านเยว่ชิงเซียน ที่เดินสืบเท้าไปพร้อมกับ หลินเฟย ออกไปภายนอกยอดเขาที่หนึ่ง ตัวนางได้รับคำยินดี จากหมู่ชนไม่น้อยที่เดินผ่าน แววตาที่เย็นชา จึงอ่อนลงเล็กน้อย พยักหน้ารับคำหมู่ชน เท่านั้น ไม่ได้เอ่ยพูดสิ่งใดออกไป

 


       หลินเฟย ชายที่มองหญิงสาวข้างกายของนางอยู่ไม่ห่าง นางรู้สึกว่าเยว่ชิงเซียน หญิงสาวผู้นี้แสดงละครเก่งใช่ย่อย ในใจลึกๆ จึงแอบนินทา ทว่าเมื่อเห็นสายตาของ เยว่ชิงเซียนจ้องมองมาที่ตัวนาง ราวกับมองทะลุสิ่งที่นางครุ่นคิด มันก็ทำให้ หลินเฟยนางทำปากมุ่ยอย่างไม่พอใจ

 


        เมื่อพวกนางทั้งสอง ผ่าน ศาลาที่เต็มไปด้วย ต้นอิงฮวา เป็นแหล่งที่อยู่ของเหล่าองค์หญิง องค์ชาย ครั้นพวกเขารับรู้ว่า เยว่ชิงเซียน สตรีศักดิ์สิทธิ์ เลื่อนขั้นกายเนื้อไปอยู่ในขั้นกายาอมตะ หลายๆ คนต่างออกจากการปิดขั้นพลัง มาร่วมแสดงความยินดีกับตัวนาง

 

        แม้แต่ หลินเฟย ตัวนางเองยังถูกเหล่าองค์ชายชวนพูดคุย ไม่ขาดปากทำให้นางกระอักกระอ่วนไม่น้อย ไม่เข้าใจธรรมเนียม ของเหล่าผู้สูงศักดิ์ สักเท่าใดนัก

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน