[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 138 เมื่อถึงเวลาสิ้นชีพ ก็คงจะต้องสิ้นชีพ แค่เป็นที่พึ่งพิงให้แก่พวกนางเท่านั้น

    ตอนที่ 138 เมื่อถึงเวลาสิ้นชีพ ก็คงจะต้องสิ้นชีพ แค่เป็นที่พึ่งพิงให้แก่พวกนางเท่านั้น

            แผนการของกู้ฉางเกอนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก เขาตั้งใจจะกวาดล้างสุสานบรรพชนภายในซากโบราณแห่งนี้ให้สิ้น

            หากทำสำเร็จ การทะลวงเข้าสู่ขอบเขตราชันเทวะก็ย่อมไร้ปัญหา อีกทั้งเมื่อออกจากแผ่นดินเซียนโบราณ เขามั่นใจว่าตนจะสามารถหลอมรวมจิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์เพื่อบรรลุสู่ขอบเขตว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย

            ด้วยพรสวรรค์เหนือสิ้นพันธนาที่เกื้อหนุน การควบคุมกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ก็ย่อมลึกซึ้งยิ่งขึ้น แม้กระทั่งการครอบครองกฎธรรมชาติ หรือแม้แต่การใช้พลังแห่งฟ้าดินก็มิใช่เรื่องยากเย็นสำหรับเขา

            แน่นอนว่าก่อนหน้านั้น เขาต้องกวาดล้างสุสานบรรพชนในซากโบราณเหล่านี้ให้ทั่วเสียก่อน

            ที่แห่งนี้แตกต่างจากโลกภายนอก ต่อให้มีผู้พบเห็น ก็ยังมี แพะรับบาปให้เขาโยนความผิดไปโดยมิต้องกังวลแต่อย่างใด

            หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นในโลกภายนอก เกรงว่าจะกลายเป็นความวุ่นวายใหญ่โต และการเคลื่อนไหวของเขาย่อมมิอาจดำเนินไปอย่างเงียบเชียบได้อีก

            แม้ว่าเย่หลิงจะยังคงเป็นแพะรับบาปให้เขา ทว่าสุดท้ายความลับก็ย่อมมิอาจซ่อนเร้นไว้ได้ตลอดไป เขาจึงจำต้องเตรียมการหลายชั้นเพื่อป้องกันตัว

            “การมาเยือนแผ่นดินเซียนโบราณในครั้งนี้ ข้าคงได้สั่งสมเพิ่มพูนประสบการณ์ปล้นสุสานอีกหลายครา...”

            กู้ฉางเกอพึมพำอย่างมิใส่ใจ ก่อนที่ในมือของเขาจะปรากฏ ยันต์เร้นอำพรางขึ้น แสงสว่างเรืองรองแผ่อาบกาย สลักด้วยอักษรโบราณสลับซับซ้อน

            ร่างของเขาถูกแสงหมอกห่อหุ้มไว้ ล่องหนหายไปกับความว่างเปล่า ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ซากโบราณเบื้องหน้าอย่างว่องไว

            แม้การกระทำเช่นนี้จะเป็นเพียงครั้งที่สอง ทว่าเขากลับช่ำชองราวกับลงมือมาแล้วนับครั้งมิถ้วน... หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์ก็มิผิดนัก

            ตลอดเส้นทาง เขาหลบเลี่ยงพื้นที่อันตรายที่มีพลังอันแข็งแกร่งเร้นกายอยู่

            กู้ฉางเกอพาร่างตนก้าวเดินผ่านความว่างเปล่า พระราชวังโบราณและตำหนักอันเก่าแก่ผุพังถาโถมสายตา จนเขาเดินลึกเข้าไปถึงส่วนในสุดของซากปรักหักพัง

            พื้นที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยม่านหมอกสีเทาลอยฟุ้ง ราวกับแสงดาราสีหม่นสาดส่องลงมาจากห้วงนภา

            เทือกเขาน้อยใหญ่เรียงราย สลับซับซ้อนเป็นสีเขียวแกมน้ำตาล แสงหลากสีกระจายไหววูบไปทั่วรอบบริเวณ

            พลันนั้น!

            ห้วงอากาศสั่นสะเทือน!

            ฟับ!

            เสียงประหนึ่งกลองแตกร้าวดังขึ้นสองครา ตามมาด้วยโลหิตสดสาดกระเซ็นออกมา

            สองสิ่งมีชีวิตผู้เฝ้ารักษาสุสานเบิกตากว้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา รู้สึกได้เพียงความเย็นวาบผ่านหว่างคิ้ว

            ก่อนที่แสงสุดท้ายในดวงตาจะดับมอดไป ปรากฏโพรงโลหิตกว้างทะลุผ่านทั้งหน้าผากจนถึงท้ายทอย

            ประกายกระบี่สายหนึ่งแวบผ่านไปอย่างรวดเร็ว ร่างวิญญาณถูกบดขยี้จนแหลกสลายไปในทันที

            มันทั้งสองสิ้นชีพลงในพริบตา!

            กู้ฉางเกอเก็บปลายนิ้วกลับมา เขาก้าวออกจากความว่างเปล่า ก่อนเดินผ่านร่างของพวกมันไปอย่างมิไยดี

            ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ ร่างไร้วิญญาณทั้งสองก็ดิ่งล้มลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น

            ด้วยพลังที่มีอยู่ในยามนี้ เขาย่อมสามารถจัดการสิ่งมีชีวิตที่มีพลังเพียงแค่ขอบเขตว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย

            เมื่ออาศัยพรสวรรค์แห่งมิติ เขาก็สามารถลอบเข้าใกล้มันทั้งคู่ได้โดยไร้สุ้มเสียง

            หลังจากกลืนกินพรสวรรค์แห่งธาตุทองศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลพยัคฆ์ศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ได้ใช้พลังกฎเกณฑ์แห่งมรรคาจาก เคล็ดวิชาเซียนไร้สิ้นสุด หล่อหลอมเป็นกระบี่ที่แฝงอานุภาพทำลายล้างสูงสุด!

            ประกายคมกล้านี้ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับพลังผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องขวัญผวา

            "มิน่าเล่า มิว่าผู้ใดก็ล้วนชอบใช้กระบี่กันนัก ช่างดูองอาจเสียจริง..."

            กู้ฉางเกอกล่าวอย่างมิใส่ใจนัก เขาเงยหน้ากวาดตามองสุสานเบื้องหน้าด้วยท่าทางพึงพอใจ

            สุสานแห่งนี้แม้จะมิได้กว้างใหญ่มหึมา ทว่ากลับได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เรียบเรียงเป็นระเบียบ เนินหลุมฝังศพมีขนาดเล็กใหญ่ต่างกันไป

            แม้บรรยากาศโดยรอบจะเก่าแก่โบราณ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยร่องรอยแห่งความรุ่งโรจน์ในอดีต อาณาบริเวณนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งกาลเวลาที่ฝังลึก

            ณ ที่แห่งนี้ เคยเป็นที่พำนักสุดท้ายของเหล่าผู้แข็งแกร่งนับมิถ้วน จนก่อเกิดเป็นสุสานอันกว้างใหญ่เช่นนี้

            บางหลุมฝังศพแตกร้าวเผยให้เห็นประกายแสงสีสันเจิดจ้า พวยพุ่งออกมาราวกับคลื่นพายุโหมกระหน่ำ

            เพียงมองแวบเดียว กู้ฉางเกอก็รับรู้ได้ว่านั่นคือแก่นสารอันล้ำค่าจากซากศพโบราณ ซึ่งบัดนี้พลังเหล่านั้นกำลังกระเพื่อมรุนแรงราวกับมหาสมุทรเดือดพล่าน

            มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

            ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรที่อยู่ตรงหน้านี้ นับเป็นขุมทรัพย์อันแสนหอมหวานชวนให้ผู้คนอยากครอบครองเสียจริง

            "หืม ดูเหมือนว่าสุสานนี้จะมิใช่สุสานธรรมดา ทว่าเป็นสุสานของเหล่าผู้กล้าในอดีตอย่างนั้นหรือ"

            สายตาของเขาหยุดอยู่ที่อักษรบนแผ่นศิลาจารึก กู้ฉางเกอเผยความประหลาดใจออกมาเล็กน้อย

            สุสานแห่งนี้มิใช่สุสานบรรพชนที่เขาตามหา ทว่ากลับเป็นสุสานของเหล่าผู้กล้าอัจฉริยะในยุคโบราณ

            เขาเดินผ่านแผ่นศิลาจารึกแต่ละแผ่น รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายพลังที่หลงเหลืออยู่ ทั้งยังสัมผัสได้ถึงเจตจำนงแห่งการต่อสู้อันกร้าวแกร่งและมิยอมจำนน

            แม้แต่เขาเอง ก็ยังรับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของผู้ที่หลับใหลอยู่ ณ ที่แห่งนี้

            "แผ่นดินเซียนโบราณช่างมีสิ่งล้ำค่าอยู่มากมาย ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าผู้กล้าแห่งยุคย่อมมิใช่คนธรรมดา ในยุคเซียนโบราณเกรงว่าจะยิ่งทรงอำนาจยิ่งนัก"

            เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าศิลาจารึกแผ่นหนึ่ง พร้อมรับรู้ได้ถึงเจตจำนงแห่งการต่อสู้อันมิอาจแตกหัก ราวกับมันสามารถทะลุผ่านสวรรค์ได้

            "กายศึกต้องห้ามร้อยประการ... เฉินเชวีย"

            "ราชันมังกรศักดิ์สิทธิ์หยวนซวี..."

            "สายโลหิตแห่งมหาเทพผู้พิชิตฟ้า..."

            …

            กู้ฉางเกอเดินผ่านแผ่นศิลาจารึกมากมาย เขาอ่านอักษรโบราณที่จารึกอยู่บนนั้นได้อย่างเข้าใจ

            แน่นอนว่า เหล่าผู้กล้าแห่งยุคเหล่านี้ มิได้ทำให้เขารู้สึกสนใจอันใดเลย

            ล้วนเป็นเพียงคนสิ้นชีพทั้งสิ้น ต่อให้พวกเขาจะเคยเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์และเจตจำนงอันแข็งแกร่งจนสามารถสะท้านฟ้าทลายปฐพีได้ ทว่าสุดท้ายแล้วจะมีความหมายอันใดเล่า

            เมื่อถึงเวลาสิ้นชีพ ก็คงต้องสิ้นชีพอยู่ดี

            ในสายตาของกู้ฉางเกอ เวลานี้พวกเขาก็เป็นเพียงแค่ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรเท่านั้น

            ครืน!

            มินานนัก เขาก็ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกลางสุสานแห่งนี้

            แสงสีดำพลันพวยพุ่งออกมาจากเบื้องหลังของเขา ก่อเกิดเป็นขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามารสีดำสนิทขนาดมหึมา ท่ามกลางฟ้าดินอันมืดมิด ดวงสุริยัน จันทรา และดวงดารารอบทิศ ล้วนถูกความมืดมิดนั้นกลืนกินจนไร้ซึ่งแสงอันเรืองรอง

            ในขณะนั้นเอง ม่านหมอกทมิฬก็ปรากฏรอยแยกกว้างออก

            แสงแห่งดวงตะวัน ดวงจันทร์ และหมู่ดาวนับมิถ้วนโปรยปรายลงมา ร่วงหล่นราวกับธารดาราอันงดงาม ส่องสว่างลงบนร่างของกู้ฉางเกอ

            ผิวกายของเขาเปล่งประกายราวกับถูกหลอมขึ้นจากหยกสวรรค์อันล้ำค่า เนื้อผิวโปร่งใสราวกับผลึก ทว่าลึกลงไป กลับเห็นกระดูกที่แผ่รังสีมืดมิด สะท้อนความน่าสะพรึงกลัวออกมา

            ในรัศมีนั้น เปี่ยมไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ประหนึ่งจะประกาศว่า แม้ฟ้าดินจะพังทลาย ข้าก็จะมิมลายสูญ แม้สรรพโลกจะดับสลาย ข้าก็จักเป็นนิรันดร์

            เนินสุสานนับมิถ้วนพลันแตกออก เสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ซากศพของเหล่าผู้กล้าแห่งยุคทยอยปรากฏขึ้นทีละร่าง มีทั้งบุรุษและสตรี

            แต่ละร่างล้วนดูสง่างามและทรงพลัง รูปลักษณ์ต่างกันออกไป เสื้อผ้าอาภรณ์สะท้อนถึงยุคสมัยที่แตกต่างกัน ทว่าพรสวรรค์อันสูงส่งของพวกเขากลับชัดเจนยิ่ง

            พลังอันมหาศาลที่หลับใหลอยู่ในซากเหล่านั้นพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า ร่างของพวกเขาลอยคว้างขึ้นภายใต้แสงดาว

            ขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามารพลันดูดกลืนทุกสรรพสิ่ง พลังจากซากศพทั้งหลายถูกหลอมรวมและกลั่นเข้าสู่ร่างของกู้ฉางเกอ

            จิตวิญญาณต้นกำเนิดและขอบเขตพลังบำเพ็ญของเขากำลังก้าวพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว

            …

            ขณะเดียวกัน ในขณะที่กู้ฉางเกอล่วงเข้าสู่ส่วนในสุดของซากโบราณ ก่อนเริ่มหลอมรวมและดูดซับแก่นพลังที่เหลืออยู่จากซากศพโบราณเหล่านั้น

            เย่หลิงและพวกพ้องยังคงอยู่ภายนอกตัวนคร ต่างขมวดคิ้วครุ่นคิดหาหนทางเพื่อแอบลอบเข้าไปโดยมิให้ถูกพบเห็น

            ชื่อหลิงและอิ่นเหมยต่างก็สั่งการเหล่าผู้ติดตามของตน ให้พวกเขารออยู่ ณ ที่แห่งนี้จนกว่าพวกนางจะกลับออกมา

            หลังจากที่แผ่นดินเซียนโบราณเปิดออก ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจากโลกภายนอกก็หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อชนพื้นเมืองในที่แห่งนี้

            ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ชุมนุมของเหล่าชนพื้นเมืองจึงมิยินยอมให้ผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรภายนอกเข้าใกล้ได้โดยง่าย หากพบเห็นย่อมเกิดการห้ำหั่นเอาชีวิตโดยไร้ซึ่งความลังเล

            ทว่าถึงกระนั้น ก็ยังมีผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์จำนวนมิน้อยที่กล้าบุกฝ่าความเสี่ยงอันรุนแรง เข้าไปยังสถานที่เหล่านี้เพื่อหวังขโมยวิชาโบราณและโอกาสอันล้ำค่าจากแผ่นดินเซียนโบราณ

            “ชื่อหลิง ครั้งนี้อันตรายเกินไป ต่อให้พลังของเย่หลินจะมิอ่อนด้อย ทว่าสถานที่ที่พวกเจ้าจะเข้าไปนั้นคือสถานที่ชุมนุมของชนพื้นเมือง ภายในนั้นมีแม้กระทั่งผู้แข็งแกร่งระดับเทวะสวรรค์ บางทีอาจแข็งแกร่งถึงขั้นราชันเทวะหรือว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นได้...”

            “พวกเจ้าควรตรึกตรองให้ดีอีกครั้ง”

            ในตอนนั้นเอง ผู้ติดตามของชื่อหลิงผู้หนึ่งก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

            บุรุษหนุ่มผู้มีใบหน้าสง่างาม และสะดุดตา ผมยาวแซมด้วยแสงสีรุ้งแห่งขนหางนกยูงขยับพลิ้วไหวเบาๆ เขาขมวดคิ้วพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            เขาผู้นี้มีนามว่าข่งหยาง เป็นอัจฉริยะหนุ่มแห่งตระกูลนกยูงศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งเคยพ่ายแพ้ให้แก่ชื่อหลิงเพียงกระบวนท่าเดียว จนกลายมาเป็นผู้ติดตามของนาง

            ทว่าแท้จริงแล้ว เขาหาใช่เพียงผู้ติดตามที่ธรรมดาสามัญไม่ เพราะเขายกย่องและชื่นชมนางอย่างลึกซึ้ง

            ด้วยพลังที่แข็งแกร่งของเขา ข่งหยางหาได้อ่อนด้อยไปกว่าชื่อหลิงมากนัก

            ทว่าเขากลับยินยอมเป็นผู้ติดตามของนางโดยมิเคยปริปากบ่น สิ่งนี้ย่อมบอกกล่าวถึงเจตนาในใจของเขาได้เป็นอย่างดี

            ส่วนชื่อหลิงนั้น นางก็เพียงแต่ทำเป็นมิรู้มิเห็นเท่านั้นเอง

            "พลังของเย่หลินนั้นข้าวางใจดี เรื่องนี้มิจำเป็นต้องกล่าวอันใดให้มากความ พวกเจ้ารออยู่ในที่แห่งนี้ หากเกิดเหตุมิคาดฝันขึ้น พวกเจ้าก็จงหลบหนีไปเสีย"

            ชื่อหลิงส่ายหน้าพลางเอ่ยเสียงเรียบ นางมีความเชื่อมั่นในตัวเย่หลิงอย่างเต็มเปี่ยม มิได้คิดว่าเขาจะทำเรื่องโง่เขลาโดยไร้เหตุผล ย่อมต้องมีจุดประสงค์อันใดบางอย่างที่เขามิได้เอ่ยออกมาแน่

            ข่งหยางขมวดคิ้วแน่น พลางกล่าวด้วยความมิพอใจว่า "ชื่อหลิง เหตุใดเจ้าจึงไว้ใจเย่หลินได้ถึงเพียงนี้ เหตุใดเขาต้องดึงดันจะเข้าไปยังซากนครแห่งนี้ ทว่ากลับมิกล่าวอันใดกับพวกเราเลย เจ้ากล้ารับรองหรือไม่ว่าเขามิคิดจะปองร้ายเจ้า"

            "ในความคิดของข้า เขาต้องรู้อันใดบางอย่างเกี่ยวกับโอกาสวาสนาที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น จึงจงใจพาพวกเรามายังที่แห่งนี้ ทว่ากลับมิสนใจผู้ใดอื่น แล้วเหตุใดยังต้องพาเจ้ากับอิ่นเหมยมาด้วยกัน เขาคิดจะทำอันใดกันแน่"

            ข่งหยางยังคงมิละความสงสัย เขานั้นเคยแสดงท่าทีดูแคลนเย่หลิงมาก่อน ทว่ากลับถูกเย่หลิงตอกกลับอย่างรุนแรง จนทำให้เขาเสียหน้าต่อหน้าชื่อหลิง

            ความบาดหมางระหว่างเขากับเย่หลิงจึงก่อตัวขึ้นตั้งแต่บัดนั้น

            ตลอดการเดินทาง เขาแอบจับตามองการกระทำของเย่หลิงอยู่เสมอ และพบว่าท่าทีของเย่หลิงนั้นดูแปลกประหลาดนัก เหมือนเขากำลังซ่อนความลับอันใดบางอย่างเอาไว้

            ที่สำคัญกว่านั้น เย่หลิงราวกับมีสัญชาตญาณในการหลบหลีกภัยอันตราย รู้ล่วงหน้าถึงสถานที่ที่มิควรย่างกราย ซึ่งนั่นหมายความว่าอย่างไร

            มันหมายความว่า เย่หลิงจะต้องมีจุดหมายบางอย่างที่เขาได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้านานแล้ว มิเช่นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะคุ้นเคยกับทุกสิ่งได้ถึงเพียงนี้

            ทว่าพวกเขาทุกคนกลับถูกเย่หลิงปิดบัง หลอกให้เดินตามมาโดยมิรู้อันใดเลย

            ข่งหยางมิอยากจะให้ชื่อหลิงต้องถูกเย่หลิงหลอกหลวงอีกต่อไป

            ทว่าถ้อยคำของชื่อหลิงในเวลาต่อมา กลับทำให้เขากำหมัดแน่น กัดฟันกรอดด้วยความมิพอใจ

            "ข่งหยาง เจ้านั้นช่างกังวลเกินไปนัก ข้าเชื่อมั่นในตัวเย่หลิน"

            ชื่อหลิงกล่าวอย่างเยือกเย็น ใบหน้าแสนหยิ่งทะนงมิแปรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เพราะถ้อยคำของผู้ใดก็มิอาจสั่นคลอนความคิดในใจของนางได้

            กล่าวจบ นางก็หมุนกายจากไป ก่อนมุ่งหน้าไปหาเย่หลิงเพื่อปรึกษาเรื่องบางอย่าง

            "น่าชังนัก..."

            "เย่หลิน เจ้าควรจะสิ้นชีพไปเสียจริงๆ! ข้าอยากจะรู้ยิ่งนักว่าเจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่!"

            สีหน้าของข่งหยางดูอัปลักษณ์ยิ่ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความคั่งแค้นและแฝงด้วยความเย็นเยียบ เขาจับจ้องไปยังทิศทางที่เย่หลิงอยู่ ราวกับจะเจาะลึกลงไปให้ถึงก้นบึ้งของความลับนั้น

            หากมิได้มีจุดมุ่งหมายใดเลย แล้วเหตุใดเย่หลิงจึงมั่นใจนักว่าภายในซากนครโบราณนั้นจะมีสิ่งที่เขาต้องการอยู่

            อีกด้านหนึ่ง เย่หลิงกำลังหารือกับวิญญาณผู้อาวุโสในจี้หยกนั้น พลางขบคิดถึงแผนการบางอย่าง

            "ตามที่ท่านว่า ดูเหมือนครั้งนี้ข้าจะมีโอกาสถึงเจ็ดส่วนเลยทีเดียว ข้าเองก็คาดมิถึงเช่นกันว่า พลังแห่งวัฏสงสารจะสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำรวจเส้นทางได้เช่นนี้..."

            ใบหน้าของเย่หลิงพลันเผยรอยยิ้มกว้างด้วยความยินดี

            ในขณะเดียวกัน ภายในจี้หยก ผู้อาวุโสกุยพลันเผยสีหน้าแปลกประหลาด ก่อนรำพึงกับตนเองในใจว่า

            "ช่างเถิด... ตอนนั้นมหาเทพวัฏสงสารได้ทิ้งแท่นบรรลุวิถีแห่งมรรคาไว้ในที่แห่งนี้ นัยยะคงจะมิธรรมดา อีกทั้งผู้พิทักษ์ดั้งเดิมก็น่าจะยังคงอยู่ในที่แห่งนี้"

            "หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี พวกเขาก็น่าจะยอมสยบต่อเจ้าเด็กเย่หลิงผู้นี้ ทว่าหากไม่แล้วนั้น... เกรงว่าผลลัพธ์คงจะมิสู้ดีนัก"

            แม้ผู้อาวุโสกุยนั้นมิได้รู้รายละเอียดอันใดทั้งหมด ทว่าสิ่งหนึ่งที่มันมั่นใจนั้นก็คือ นี่คือบททดสอบที่มหาเทพวัฏสงสารทิ้งไว้ให้แก่เย่หลิง

            หากเขาสามารถผ่านบททดสอบนี้ไปได้ ก็ย่อมได้รับพลังสนับสนุนอันแข็งแกร่งยิ่ง

            "เย่หลิง ไปกันเถิด"

            ในตอนนั้นเอง เสียงหวานดุจระฆังเงินพลันดังขึ้น อิ่นเหมยเดินก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม ดุจดอกบัวที่ผลิบานกลางสระน้ำ ก้าวย่างของนางอ่อนช้อยละมุนละไม ราวกับเทพธิดาแห่งวารี

            รอยยิ้มสดใสประดับบนใบหน้า งดงามชวนให้หลงใหล ดวงตาของนางโค้งงามราวกับจันทร์เสี้ยว เปี่ยมไปด้วยความสดใสจนเย่หลิงถึงกับนิ่งค้างไปชั่วขณะ

            ทว่าเขาก็รีบเรียกสติกลับคืนมา พร้อมกับหัวเราะออกมา

            ภาพนั้นทำให้ชื่อหลิงที่ยืนมองอยู่ต้องขมวดคิ้วเข้าหากันโดยมิรู้ตัว

            หากกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมา อิ่นเหมยนั้นคืออดีตคู่หมั้นของไป๋เลี่ย ผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ผู้ล่วงลับไปแล้วของเย่หลิง ทว่าบัดนี้ เย่หลิงกลับแสดงท่าทีเช่นนี้กับนางได้อย่างไรกัน

            แม้ปากจะมิเอ่ยสิ่งใด ทว่าในใจของชื่อหลิงกลับอดมิได้ที่จะส่ายหน้าอย่างเงียบงัน

            ตั้งแต่ที่นางได้พบกับเย่หลิงในครั้งแรกจนถึงยามนี้ เย่หลิงก็เปลี่ยนไปมากนัก... เปลี่ยนไปจนยากจะพรรณนาได้

            การสิ้นชีพของไป๋เลี่ยนั้นเกี่ยวข้องกับเย่หลิงหรือไม่กัน

            ความคิดนี้พลันก่อตัวขึ้นในหัวของชื่อหลิง ทำให้นางรู้สึกสับสนงุนงงไปชั่วขณะ

            หรือแท้จริงแล้ว ไป๋เลี่ยจะถูกเย่หลิงและอิ่นเหมยร่วมมือกันสังหาร

            หากมิใช่เช่นนั้น แล้วเหตุใดระหว่างทาง ทั้งสองจึงได้มีท่าทางลับๆ ล่อๆ ส่งสายตาหวานเยิ้มให้กันเช่นนี้

            ในสายตาของชื่อหลิง เย่หลิงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขามีความรู้สึกบางอย่างที่พิเศษต่ออิ่นเหมย มิฉะนั้นแล้ว ในครั้งที่อิ่นเหมยตกอยู่ในอันตราย เหตุใดเขาจึงยอมเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเหลือโดยมิสนว่าจะถูกเปิดเผยตัวตนกัน

            ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เย่หลิงดูมิเคยแสดงความเคารพหรือใส่ใจในตัวไป๋เลี่ยเลยสักนิด ทั้งที่ไป๋เลี่ยคือผู้ที่คอยสนับสนุนและช่วยเหลือเขาในเรื่องการบำเพ็ญเพียรมาโดยตลอด

            กลับกัน เย่หลิงดูเหมือนจะพึงพอใจที่ไป๋เลี่ยสิ้นชีพไปแล้วเสียด้วยซ้ำ

            สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเชื่อมั่นที่ชื่อหลิงเคยมีต่อเย่หลิงเริ่มสั่นคลอนและเต็มไปด้วยความสงสัย

            “ชื่อหลิง เจ้ามัวเหม่ออันใดอยู่ พวกเราต้องไปกันแล้ว!”

            จู่ๆ เสียงของเย่หลิงก็ดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดที่ว้าวุ่นของชื่อหลิง ทำให้นางได้สติกลับคืนมา

            เรื่องนี้เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง เพราะอย่างไรเสีย เย่หลิงก็มิได้แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อนาง

            ทันใดนั้น ร่างของทั้งสามคนก็แปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงศักดิ์สิทธิ์ ลอบมุ่งหน้าไปยังซากนครเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ

            ในเวลาเดียวกัน เย่หลิงหยิบยันต์ศิลาดำออกมา ในนั้นปรากฏลวดลายอักขระศักดิ์สิทธิ์ส่องแสงวูบวาบ แผ่ขยายครอบคลุมทั่วบริเวณโดยรอบ ก่อนกลืนร่างของพวกเขาให้ลับหายไปกับความว่างเปล่า ก่อนที่พวกเขาจะมุ่งหน้าต่อไปในอีกทิศทางหนึ่ง

            “สิ่งนี้ช่วยปกปิดกลิ่นอายของพวกเราได้ หากเรามิก่อความวุ่นวายเกินไป สิ่งมีชีวิตทั่วไปก็ย่อมมิอาจจับสัมผัสพวกเราได้”

            เย่หลิงเอ่ยกับอิ่นเหมยและชื่อหลิงที่ติดตามมาอยู่ด้านหลัง

            สายตาของเขาสังเกตเห็นสีหน้าของชื่อหลิงเมื่อครู่ ทว่าเขาก็เลือกที่จะมิอธิบายสิ่งใด

            เพราะในยามนี้ เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าอิ่นเหมยมีใจให้เขา

            และเขาเองก็มีความรู้สึกเช่นนั้นต่ออิ่นเหมยเช่นกัน

            ทั้งสองต่างก็มีใจให้กันและกัน ต่อให้วิญญาณของไป๋เลี่ยรับรู้ได้ในแดนฟ้า ก็คงได้แต่ทอดถอนใจอยู่เงียบๆ โดยมิได้โกรธเคืองอันใด

            เย่หลิงมิได้คิดว่าความคิดของเขานั้นผิดแปลกไป

            เขาช่างยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ การที่เหล่าหญิงงามจากทั่วหล้าจะมีใจให้เขา นั่นก็เป็นเรื่องที่สมควรจะเกิดขึ้นมิใช่หรือ

            สิ่งที่เขาต้องการก็เพียงแค่เป็นที่พึ่งพิงให้แก่พวกนางเท่านั้นเอง

            …

            ขณะที่เย่หลิงและพวกพ้องกำลังลอบเข้าไปในซากนครโบราณ

            ภายในนครนั้น

            ในมหาวิหารโบราณอันกว้างใหญ่ตระการตา พลังอันเชี่ยวกรากและแฝงไว้ซึ่งความน่าสะพรึงกลัวแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ

            เหล่าผู้อาวุโสหลายคนกำลังชุมนุมอยู่ด้วยกัน แต่ละร่างล้วนปรากฏลวดลายประหลาดแผ่ซ่านอยู่ทั่วกาย

            ในแววตาของพวกเขา คล้ายปรากฏภาพอันน่าพรั่นพรึง ราวกับหมู่ดาราล่มสลาย ห้วงสมุทรอันกว้างใหญ่แปรเป็นเถ้าถ่าน และสรรพสิ่งดำดิ่งสู่ความพินาศ

            กลิ่นอายของพวกเขาทรงพลังยิ่งนัก ผู้ที่แผ่พลังอ่อนแอที่สุดยังคงอยู่ในขอบเขตว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ทว่ารูปลักษณ์ของพวกเขานั้นหาใช่มนุษย์ไม่

            บางตนมีปีกคู่แผ่สยายอยู่กลางหลัง บางตนมีดวงตาที่สามอยู่กลางหน้าผาก บ้างก็ดำมืดสนิทราวกับถูกหลอมจากเงามืด ขณะที่บางตนก็เจิดจ้าสุกสว่าง ประหนึ่งหลอมสร้างจากทองคำศักดิ์สิทธิ์

            ทว่าสิ่งที่เหมือนกันก็คือ บนฝ่ามือของพวกเขาล้วนถือครอง สัญลักษณ์อักขระลึกลับ ซึ่งกำลังส่องประกายแสงแปลกประหลาด

            หากสังเกตดูอย่างละเอียด จะเห็นว่าสัญลักษณ์นั้นลอยคว้างขึ้นลง สว่างและมืดดับสลับกันอย่างแผ่วเบา เปี่ยมไปด้วยความลี้ลับน่าพิศวงยิ่ง

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    142K 432
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    364K 318
    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    9.93M 1273
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258