เ้าจ้อยสะบัดหางฟูๆ ของมันอย่างไม่แยแสต่อคำเตือนของนายหญิง พลางแค่นเสียงหึในใจด้วยความมั่นใจเกินร้อย"โธ่นายหญิงครับ... ไอ้พวกที่มีจิตอาฆาตพวกนั้นมันจะทำอะไรเราได้? อย่าลืมนะว่าเราน่ะแขกรับเชิญที่ทางสภา์ส่งเทียบเชิญมาให้เข้าร่วมงานสโมสรเทวสมาคมเชียวนะครับถ้าเกิดเื่มีรอยขีดข่วนขึ้นมาแม้แต่ปลายขนกลางทางเดิน์แบบนี้ทราบถึงหูเบื้องบนเข้า มีหวังพวกเทวดาแถวนี้ได้โดนปลดไปเฝ้านรกกันหมดแน่ต่อให้เป็พวก ระดับโลกบาล หรือ ระดับเทวราช ก็คงไม่โง่พอจะหาเื่ใส่ตัวให้เสียบารมีหรอกครับ"
นายหญิงคลี่ยิ้มละไมพลางลูบหัวเ้าตัวแสบเบาๆ อย่างเอ็นดูในความช่างพูดช่างจา “จ้อยน่ะ... ช่างเถอะ ไม่พูดเื่นี้แล้วเราเองก็รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะเข้างานสายจนเสียกาล”
จ้อยพยักหน้าหงึกๆ เตรียมจะขดตัวลงนอนต่อในอ้อมกอดอุ่น ๆ ของนายหญิงเพื่อรับไอทิพย์ แต่ทว่า... ทั้งคู่เพิ่งจะเคลื่อนเมฆทิพย์ออกจากจุดที่แยกกับพระดาบสเท้าเปล่าได้เพียงไม่กี่ก้าวทันใดนั้น เสียงกระพือปีกดุจสายลมพัดผ่านและกลิ่นน้ำหอมทิพย์ที่ฉุนกะทัดรัดก็ลอยมาดักหน้าขบวนของพวกเขาอย่างรวดเร็ว
“แม่นางผู้เลอโฉม...ข้าผู้เป็เทวดาพเนจรนามว่า ‘ท่านเทพเมฆา’ แห่งเขาสูงเสียดฟ้าไม่ทราบว่าข้าจะมีวาสนาพอที่จะได้ทราบนามทิพย์ของแม่นางเพื่อเก็บไว้เป็สิริมงคลแก่ตัวข้าได้หรือไม่?”
น้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝันดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มรูปงามในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลวดลายเมฆาสีเงินยิบยับที่ส่องประกายยามต้องแสงสุริยัน หน้าตาของเขาขาวนวลสำอาง(ในสายตาจ้อยคือ ‘ไอ้หน้าจืดหลงยุค’) เขากำลังนั่งอย่างสง่างามอยู่บนหลัง "ห่าน์" ตัวเขื่องที่มีขนขาวสะอาดสะอ้านบินขนาบข้างเมฆทิพย์ของนายหญิงมาด้วยท่วงท่าที่เ้าตัวคงคิดว่าเท่ที่สุดในสามโลก
จ้อยหูผึ่งทันทีดวงตาเล็ก ๆ จ้องมองไอ้หนุ่มนั่นอย่างไม่สบอารมณ์ ‘หนอย... ไอ้หน้าละอ่อนนี่ขี่ห่านมาโชว์สาวั้แ่หัววันเลยเหรอเนี่ย? ทำไมไม่ขี่เป็ดขี่ไก่มาเลยล่ะปัดโธ่!ดูท่าทางเก๊กหล่อเขาสิ เห็นแล้วมันน่าเอาเชือกตกนาคาฟาดให้ร่วงจากหลังห่านจริง ๆมั่นหน้าเหลือเกินนะพ่อคุณ!’
แม้ในใจจ้อยจะก่นด่าอย่างไรแต่ด้วยความที่อีกฝ่ายยังคงรักษามาดสุภาพชน (แบบจอมปลอม) ไว้ได้ดีจ้อยจึงยังหาจังหวะลงมือไม่ได้
“อ๋อ...ข้ามีนามว่า ‘จันทรา’ ค่ะท่านเทพ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”นายหญิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มตามมารยาทท่าทางของนางดูอ่อนโยนแต่แฝงความไวตัวไว้อย่างแเีจนท่านเทพเมฆาถึงกับเคลิ้มไปชั่วขณะ
ท่านเทพเมฆาพอเห็นรอยยิ้มเข้าก็ถึงกับตาเยิ้มเตรียมจะอ้าปากหยอดคำหวานต่อตามสเต็ปเทวดาเ้าชู้ แต่ทว่า... มีเสียงเล็ก ๆแต่แสบสันดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
“ท่านเทพเมฆาครับ...มาจีบสาว์ระดับนายหญิงผมนี่ ไม่คิดจะพก ‘ของฝาก’หรือของกำนัลติดไม้ติดมือมาเซ่นไหว้บ้างเลยเหรอครับ?”
เ้าจ้อยโผล่หัวออกมาจากอกนายหญิงทำหน้าตายใส่เทวดาหนุ่ม ท่านเทพเมฆาถึงกับชะงักกึกเขาเพิ่งเคยเจอสัตว์ทิพย์ที่หน้าด้านขอกันโต้ง ๆ แบบนี้ครั้งแรกในชีวิต!เขามองดูเ้ากระรอกแล้วรู้สึกคันหัวใจยิก ๆ แต่ก็ไม่อยากเสียมาดต่อหน้าสาวงาม
“เมื่อครู่นี้พระดาบสเท้าเปล่า ท่านผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เพิ่งจะเดินจากไป ท่านยังทิ้งของขวัญล้ำค่าไว้ให้ผมเลย”จ้อยแกล้งทำเป็แคะหูพลางคุยโวโอ้อวด“อย่าบอกนะว่าท่านเทพเมฆาผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาสูงเสียดฟ้า จะขี้เหนียวกว่าพระดาบส?หรือว่าท่าน... ไม่มีของดีจะอวดสาว? ถ้าไม่มีก็หลีกไปครับอย่ามาขวางทางเมฆ!”
พอได้ยินชื่อพระดาบสเท้าเปล่าท่านเทพเมฆาก็ถึงกับหน้าถอดสี เพราะในหมู่เทวดา ใคร ๆก็รู้ว่าดาบสองค์นั้นมีตบะแก่กล้าและเข้าถึงตัวยากเพียงใดการที่ท่านยอมมอบของให้แปลว่ากระรอกตัวนี้ต้องมีเื้ัที่ไม่ธรรมดา!และถ้าเขาไม่โชว์ของตอนนี้ มีหวังโดนตราหน้าว่ากระจอกกว่าดาบสพเนจรแน่ ๆ
“หึ!พูดจาเพ้อเจ้อ ข้าหรือจะไม่มีของกำนัล!”ท่านเทพเมฆารีบล้วงเข้าไปในย่ามทิพย์ข้างกายแล้วหยิบก้อนมณีสีมรกตใสแจ๋วขนาดเท่ากำปั้นออกมาส่องประกายล้อแสงแดด “นี่คือ‘หินเบญจรัตน์’จากก้นมหาสมุทรสีทันดร ถูกกระแสน้ำทิพย์กดทับมานานนับล้านปีจนมันมีความแข็งแกร่งเป็ะ! แม้แต่ขวานเหล็กไหลชั้นดีก็ยังจามไม่เข้าเหมาะสำหรับเอาไปทำยอดชฎาหรือหัวแหวนยิ่งนัก!”
นายหญิงเห็นของมีค่าก็รีบโบกมือปฏิเสธ“อย่าเลยค่ะท่านเทพ ของล้ำค่าแบบนี้ข้ามิกล้ารับไว้หรอกค่ะ...”
แต่ทว่า...มือไวเท่าความคิด เ้าจ้อยใช้เท้าหน้าคว้าหมับเข้าที่ก้อนมณีนั้นทันทีโดยไม่ถามสุขภาพนายหญิงซักคำ!
“ไหนดูซิ...แข็งนักเหรอครับท่าน?” จ้อยหมุนมณีดูไปมาพลางทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่น
ท่านเทพเมฆายืดอกอย่างภูมิใจจัด“แน่นอน! มณีชิ้นนี้ขึ้นชื่อเื่ความแข็งอันดับหนึ่งในเขต์ชั้นนี้ ใคร ๆก็รู้ว่ามันแข็งปานเหล็กกล้าที่ผ่านไฟกัลป์...”
"ก๊อบ! กรวบ! แคร่ก!"
เสียงสยองขวัญปานฟันบดหินดังขึ้นชัดเจนกลางอากาศท่านเทพเมฆาถึงกับลูกตาแทบกระเด็นออกมาจากเบ้า เมื่อเห็นภาพที่ติดตาไปจนตาย...เ้ากระรอกหน้ากวนนั่น อ้าปากกว้างแล้วกัดมณีมรกตบาดาลเข้าเต็มคำ! แถมยังเคี้ยวเสียงดังกรุบๆ เหมือนคนกำลังเคี้ยวถั่วทอดอย่างออกรส!
“อื้ม...รสชาติใช้ได้นะเนี่ย มีกลิ่นไอทะเลจาง ๆ เหมือนกะปิทิพย์เลยแฮะ ดินะเิชัด ๆ!”จ้อยบ่นอุบอิบขณะขย้ำมณีที่ว่าแข็งหนักแข็งหนาจนหายไปครึ่งก้อนในพริบตา
ท่านเทพเมฆายืนนิ่งเป็หินบนหลังห่านไปเรียบร้อยแล้วสมองประมวลผลไม่ทัน ‘นั่นมันของวิเศษที่แข็งที่สุดที่ข้าอุตส่าห์ไปงมมาจากสะดือทะเลนะเฟ้ย!แกเป็กระรอกหรือเป็เครื่องย่อยหินจากนรกกันแน่!’
เ้าจ้อยเงยหน้าขึ้นมามองเทวดาหนุ่มด้วยสายตาใสซื่อที่แฝงความกวนประสาทระดับสิบ “ท่านเทพครับ...เมื่อกี้ท่านพูดว่าอะไรนะ? หินนี่มัน... แข็งมากเหรอครับ? พอดีรสชาติมันมัน ๆเค็ม ๆ ผมเลยเผลอกินเพลินไปหน่อย แข็งยังไงนะผมฟังไม่ทัน?”
ท่านเทพเมฆาหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายผสมความช็อกเขาเพิ่งจะขิงไปหยก ๆ ว่าแข็งปานะแต่กลับโดนกระรอกตัวจ้อยกัดกินเหมือนกินซาลาเปานิ่ม ๆเขาพยายามกระแอมแก้เก้อพลางรีบเปลี่ยนเื่คุยทันที
“เอ้อ...นั่นไง! ดูสิแม่นางจันทรา เราใกล้ถึงทางเข้างานสโมสรแล้วขบวนเทวดาเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ เชียว”
จ้อยยักไหล่พลางกลืนเศษมณีคำสุดท้ายลงท้องอย่างมีความสุข ‘โธ่... นึกว่าจะแน่เจอไม้ตายฟันเหล็กไหลระดับเดชะเข้าไปหน่อยเดียว ถึงกับไปไม่เป็เลยนะพ่อคนหล่อ’
นายหญิงถึงกับส่ายหัวอย่างระอา“จ้อย! ไปแกล้งท่านเทพเขาทำไมลูก แล้วนั่น... กินหินเข้าไปแบบนั้น ท้องไม่เสียเหรอ?”
“ไม่หรอกครับนายหญิงของชอบผมเลย แร่ธาตุทั้งนั้น เสริมแคลเซียมครับ” จ้อยตอบพลางตบพุงตัวเอง“และจากนี้ไปผมขอตั้งกฎนะครับนายหญิง ใครจะเข้ามาใกล้ท่านเกินหนึ่งเมตรต้องมีของกำนัลที่ ‘ผมกัดไม่เข้า’ มาเซ่นไหว้ก่อนไม่อย่างนั้นอย่าหวังจะได้เห็นแม้แต่เงาหลังของนายหญิง!”
นายหญิงขำเบา ๆกับท่าทางหวงก้างของกระรอกน้อย ขณะที่ก้อนเมฆทิพย์พาพวกเขาลอยเข้าสู่เขต ประตู์ทิศใต้ที่มีั์ทวารบาลระดับ มหิทธา ยืนตระหง่านแยกเขี้ยวรออยู่!