บทที่ 9
ความต่างชั้น
นางเอ่ยถ้อยคำสุดท้ายอย่างแ่เบา ทว่ากรีดเฉือนหัวใจยิ่งกว่าคำพิพากษาปะา "เอาล่ะ...ตายซะ"
ดวงตาสีแดงฉานของนางส่องประกายเรืองรองท่ามกลางหิมะยามราตรี
ปราณสีแดงเพลิงที่วนเวียนรอบกายคล้ายเปลวอัคคีวิหคพลันเร่งความเร็วขึ้น
พริบตาต่อมาพลังปราณนั้นถักทอรวมตัวกลายเป็เส้นด้ายเพลิงสีแดงนับพันสาย
เส้นด้ายนั้นละเอียดบางยิ่งกว่าเส้นผมเคลื่อนไหวว่องไวยิ่งกว่ากระบี่บิน
แค่พริบตาเดียวมันก็พุ่งเข้าใส่เหล่ายอดฝีมือขอบเขตตะวันและจันทราทั้งหลายราวกับเถาวัลย์ปีศาจที่เติบโตในเงามืด
เส้นด้ายพวกนั้น แทงทะลุจุดสำคัญภายในร่างทุกคนอย่างแม่นยำ คอหอยจุดตันเถียน หัวใจ และจุดชีพจร ก่อนจะสะบั้นร่างของพวกมันจนขาดเป็ท่อน ๆ
เสียงแหลมของโลหิตสาดกระเซ็นดังขึ้นสั้น ๆ
เพียงพริบตาเดียว
เหล่ายอดฝีมือผู้ขึ้นชื่อว่าเป็ปรมาจารย์แห่งยุทธภพกว่าหลายสิบชีวิต
ต่างล้มตายราวใบไม้ร่วง...
ทั่วทั้งลานหิมะยามค่ำคืนเต็มไปด้วยซากศพและโลหิตที่เจิ่งนอง
หิมะขาวบริสุทธิ์... ถูกย้อมเป็สีแดงฉานในพริบตา
ภาพที่อยู่ตรงหน้านั้น ใครเล่าจะคาดคิด?
ว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงที่เคยหยิ่งผยองในแผ่นดินเหยียน
จะตกตายภายใต้ฝ่ามือของสตรีนางเดียว...
และยังเป็สตรีที่พวกมันเคยดูแคลนว่าเป็เพียงหนอนแมลงไร้ค่าด้วยซ้ำ
ปราณสีแดงเพลิงที่ถักทอเป็เส้นด้ายนับร้อยนับพันเส้น ค่อย ๆสลายหายไปท่ามกลางหิมะโปรยปราย
ความเงียบงันและความหนาวเหน็บกลับคืนสู่สถานที่แห่งนี้อีกครั้ง
ยกเว้นเพียงเสียงสายลมเย็นที่พัดผ่าน กับเสียงหิมะที่ตกกระทบพื้นเบาๆ
ทั่วบริเวณ... เหลือเพียงซากศพนับสิบที่นอนเกลื่อนพื้นหิมะถูกย้อมเป็สีแดงฉาน ราวกับลานปะาที่ไม่เหลือแม้แต่เงาแห่งชีวิต
ในตอนนี้...
มีเพียงคนเป็เพียงสามคนที่ยังคงยืนอยู่ในที่แห่งนี้
ฉือเยียนในร่างของไป๋ซือเหนียง ยังคงยืนสงบนิ่งร่างในชุดแดงยืนเด่นกลางหิมะขาว สายตาของนางทอดมองไปเบื้องหน้า
ที่ซึ่งชายชราผู้นำกลุ่มยังคงยืนอยู่ ใบหน้าของมันบัดนี้ซีดเผือดเหงื่อเย็นไหลอาบใบหน้า แม้หิมะจะโปรยปรายทับร่างของมันแต่ก็ไม่อาจลดอุณหภูมิความหวาดกลัวที่สุมอยู่ในอก
มันยกแขนข้างหนึ่งขึ้น ใช้ฝ่ามือหยาบกร้านของตนเองกุมลำคอเล็ก ๆของเถาเถาไว้แน่น ใช้เด็กน้อยเป็ตัวประกัน
ทารกน้อยในอ้อมแขนยังคงหลับใหลไม่รับรู้สิ่งใดท่ามกลางพายุหิมะและกลิ่นคาวเื
ชายชราพยายามกลั้นหายใจ ตั้งสติกลับคืนมา
มันเอ่ยเสียงต่ำและสั่นเครือ แต่ก็ยังพยายามเสแสร้งความเด็ดขาด
"ถ้าเ้าเข้ามา... ข้าจะสังหารนาง!"
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของมันเย็นเยียบไปถึงตาตุ่ม
คือภาพของฉือเยียนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ยังคงฉีกยิ้มบางที่มุมปากราวกับไม่สะทกสะท้านต่อคำขู่ของมันแม้แต่น้อย
นางยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาแดงฉานจ้องมองตรงไปยังมัน
"เ้ากล้าอย่างนั้นหรือ?"
น้ำเสียงของนางนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันราวกับลมหนาวที่กรีดผิว
"ถ้าเ้าฆ่านาง... ข้าไม่ต้องลงมือด้วยซ้ำ"
นางเอ่ยพลางเดินเข้าใกล้อีกก้าว
"เ้าก็จะถูกพวกที่อยู่เื้ัเ้าเอง ตามถลกหนังชำแหละร่างเป็ชิ้น ๆเรียกได้ว่า... ตกตายทรมานยิ่งกว่าตายในมือข้าเสียอีก"
ดวงตาของชายชราเบิกกว้าง สั่นไหวรุนแรง
มันรู้ดีว่า... คำพูดของนางคือความจริง
พวกมันไม่อาจแตะต้องเถาเถาได้ ถ้ากระทำแม้เพียงปลายนิ้วความตายที่รออยู่ย่อมยิ่งกว่าทรมานเป็พันเท่า
มันได้แต่กัดฟันแน่น ข่มความกลัวในอกแล้วใช้คำพูดขู่เพื่อถ่วงเวลาเท่านั้น
...มันไม่กล้า
และนางก็รู้
ทันใดนั้นเอง..
เสียงของฉือเยียนก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เบากว่าเดิมแต่กลับเย็นเฉียบ
"แล้วก็... อีกอย่าง"
เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา
แสงสีแดงสายหนึ่งพลันพุ่งขึ้นจากพื้นดินตัดผ่านม่านหิมะอย่างรวดเร็วและเงียบกริบ
ก่อนที่ชายชราจะตั้งตัวทันแขนทั้งสองข้างของมันก็ถูกเส้นด้ายปราณสีแดงเพลิงสะบั้นออกจากลำตัวทันที!
เืสดทะลักพุ่งออกจากาแทั้งแขนซ้ายและขวาร่วงหล่นลงบนหิมะบังเกิดเสียงหนักๆ
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นกลางหุบเขา เสียงแหลมบาดหูสะท้อนกลับไปมาราวกับเสียงปีศาจร้องไห้ในนรก
าแที่บ่าทั้งสองข้างไม่เพียงถูกตัดขาดธรรมดาแต่เนื้อเยื่อที่แหว่งวิ่นเผยให้เห็นกระดูกที่ถูกตัดเรียบเนียนโลหิตพวยพุ่งออกมาราวกับน้ำพุ ไม่มีทีท่าจะหยุดยั้ง
ชายชราพยายามเร้นพลังปราณเพื่อตรึงเืหยุดไหล แต่ไม่ว่าอย่างไร กระแสพลังในร่างกลับราวกับถูกตัดขาดเช่นเดียวกับแขน
ไม่อาจควบคุม ไม่อาจเรียกใช้ เืกลับยิ่งทะลักออกมารุนแรงกว่าเดิม
มันตัวสั่นเทิ้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นไม่รู้จบ
ในขณะที่ชายชรากรีดร้องมือเรียวยาวของฉือเยียนก็ดึงเถาเถากลับมาทันที
เส้นด้ายสีแดงเพลิงอีกเส้นพลันพุ่งเข้ามามัดร่างเล็กของเด็กหญิงที่ลอยกลางอากาศไว้อย่างอ่อนโยน แล้วค่อย ๆ ดึงกลับมาหานาง
ฉือเยียนอ้าแขนรับเถาเถาเข้ามาแนบอกอย่างแ่เบาราวกับหวงแหนแก้วตาดวงใจ
แววตาเ็าของนางแปรเปลี่ยนเป็อ่อนโยนในชั่วขณะขณะที่ก้มหน้ามองเด็กน้อยในอ้อมแขน
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเถาเถาขาวเนียน ผิวพรรณดุจหยกสลักปากเล็กสีชมพูเผยอเล็กน้อยขณะหลับสนิท แก้มใสแดงระเรื่อเพราะอากาศหนาวมือเล็กทั้งสองข้างยังกำแน่นอยู่ใต้ผ้าห่มขนสัตว์ที่พันกาย นางหลับอย่างสงบไร้เดียงสา
ฉือเยียนมองภาพนั้นแล้วหัวใจอ่อนลงนางเหมือนเลี้ยงดูเด็กน้อยผู้นี้มาตลอดเกือบห้าปี เฝ้ามองเติบโตด้วยสายตาตนเองยามนี้... ในใจนาง... เถาเถาไม่ต่างจากบุตรสาวแท้ ๆ ของตนเองเลยแม้แต่น้อย
เสียงของฉือเยียนดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของนางเรียบสงบราวกับสายลมอ่อน
"อีกอย่างก็คือ..."
นางปรายตามองชายชราที่ไร้แขนซึ่งยังทรุดตัวกองอยู่กับพื้นหิมะ
"การจะขู่คนอื่นได้น่ะ... ขอบเขตของเ้าก็สำคัญไม่แพ้กัน"
นางยิ้มบาง ๆ ขณะกล่าวต่อ
"ไม่มีผู้ใดเคยบอกเ้าหรือ? ว่าต่างกันเพียงหนึ่งขอบเขต...คำขู่ของเ้าก็ไร้ความหมายแล้ว"
เสียงกรีดร้องของชายชราดังขึ้นอีกครั้ง
มันพยายามเรียกเร้นปราณอีกหน แต่ก็ไม่อาจทำได้เส้นเืดำที่ต้นแขนปูดโปน เืทะลักไม่หยุด
กระแสพลังของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตจันทรา ถูกตัดขาดเสียสิ้น!
ใบหน้าของมันซีดเผือด ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด