ลิขิตหงสาเหนือปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 66 คนงามอาบน้ำ

            "เฟิงไป๋อวี้ เจ้านึกว่าจะแกล้งทำเป็นโง่งมกับเปิ่นหวางได้จริงๆ งั้นหรือ?เจ้ากับหนานสวินอยู่ด้วยกันไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งเจ้ามีแผนการใดในใจกันแน่? หรือว่าเจ้าเป็นคนที่หนานสวินส่งมา?"ฉีเฉินถามขึ้น สีหน้าเขียวคล้ำ ขบกรามกรอด

            จวินหวงเงยหน้าขึ้นมองฉีเฉินทันที"ฝ่าพระบาทกล่าวเช่นนี้ทำให้ผู้น้อยเกิดความคับข้องใจยิ่งนักเดิมทีผู้น้อยนึกว่าการที่ผู้น้อยทุ่มเทสติปัญญาและความสามารถเพื่อฝ่าพระบาทจะสามารถทำให้ฝ่าพระบาทไว้วางพระทัยและเห็นความสำคัญแต่ตอนนี้ไม่คิดเลยว่าฝ่าพระบาทจะเคลือบแคลงสงสัยในความจริงใจของผู้น้อยเสียแล้ว"กล่าวจบนางยังยิ้มเยาะในความเขลาของตนเอง

            ฉีเฉินนิ่งงัน พอได้ยินคำพูดของจวินหวงถึงรู้ว่าตนเองตื่นตระหนกมากเกินไป ก็เกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนไปชั่วขณะ "เปิ่นหวางมิได้หมายความเช่นนั้น..."

            "ที่ผู้น้อยนัดพบกับหนานสวินในวันนี้ก็เพียงเพื่อไปเจรจาขอให้เขาช่วยสนับสนุนฝ่าพระบาทเท่านั้น เขากุมอำนาจทางการทหารหากฝ่าพระบาทสามารถดึงเขามาเข้าร่วมก็จะเป็นการเพิ่มอำนาจทางหนึ่งสาเหตุที่ผู้น้อยปิดบังฝ่าพระบาทก่อนหน้านี้เพียงเพราะเกรงว่าหากเรื่องนี้ไม่สำเร็จจะทำให้ฝ่าพระบาททรงดีพระทัยเก้อไปก็เท่านั้นเอง"

            จวินหวงอธิบายอย่างเยือกเย็น สีหน้านิ่งไม่เปลี่ยนแปลงไม่มีแม้กระทั่งความละอายในการโกหกหน้าตายของตนเอง

            "แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ หนานสวินไม่ยอมเอาตัวเข้ามาพัวพันด้วยกล่าวแต่เพียงว่าจะรักษามิตรภาพที่ดีกับพวกเราเท่านั้น"

            ฉีเฉินสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมา"ก็ไม่แปลกที่เป็นเช่นนี้ หนานสวินเดิมทีก็มีฐานะเป็นขุนพลผู้มากความสามารถได้บรรดาศักดิ์อ๋องจากการแต่งตั้งมิได้ด้วยเชื้อสาย ไม่ชอบผูกมัดสนิทสนมกับใคร ยิ่งเขาเป็นผู้กุมอำนาจทหารของเป่ยฉีเราด้วยแล้วก็ย่อมจะไม่ยินยอมเข้าร่วมกับฝ่ายใดเรื่องนี้ข้าไม่โทษเจ้าหรอก"

            จวินหวงสีหน้ายังไม่เปลี่ยนอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ก้มหน้ามองพื้นที่เท้าของนางมีกล้าไม้เล็กๆ สีเขียวอยู่ต้นหนึ่งโผล่ขึ้นมา ดูอ่อนแอและเปราะบางไม่ว่าผู้ใดก็แล้วแต่หากไม่ได้สังเกตก็สามารถเหยียบย่ำมันให้จมโคลนลงได้ในพริบตา

            ฉีเฉินเห็นนางมีท่าทีเช่นนั้นก็นึกว่านางคงรู้สึกเสียใจที่ถูกตนเองปรักปรำจึงลุกขึ้นเดินมาหานาง แล้วตบไหล่นางเบาๆ "น้องเฟิงเมื่อครู่เปิ่นหวางกังวลมากเกินไป หวังว่าเจ้าจะไม่ถือโทษโกรธเคือง"

            "หามิได้ ฝ่าพระบาทมีความคิดรอบคอบถือเป็นเรื่องดี"จวินหวงกล่าวด้วยท่าทางสุภาพเรียบร้อย แต่รอยยิ้มของนางไม่ไปถึงดวงตาหากใครสังเกตดีๆ ย่อมมองเห็นได้ แต่ฉีเฉินมิได้สังเกตเห็นเท่านั้น

            ในขณะนั้นบ่าวชายผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาแจ้งว่าได้เตรียมสำรับอาหารเรียบร้อยแล้วจวินหวงคิดจะปลีกตัวออกไป แต่ฉีเฉินกลับคิดในใจว่าตนเองเพิ่งจะปรักปรำเฟิงไป๋อวี้ไปไม่แน่ว่าเขาอาจจะกำลังต่อว่าสาดเสียเทเสียตนเองอยู่ในใจก็ได้ ไม่สู้รั้งให้เขาอยู่กินอาหารด้วยกันเป็นการแสดงว่าตนเองรู้สึกผิดต่อเขาจะดีกว่า

            ครั้นแล้วตอนที่จวินหวงเอ่ยปากอำลา ฉีเฉินจึงกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม"ในเมื่อได้เวลาอาหารค่ำแล้วน้องเฟิงก็อยู่รับประทานอาหารด้วยกันเสียที่นี่เถิด"

            "จะทำเช่นนี้ได้อย่างไร ผู้น้อยเป็นเพียงแขกผู้อาศัยธรรมดาคนหนึ่งจะร่วมรับประทานอาหารกับฝ่าพระบาทและพระชายาไม่ได้อย่างเด็ดขาด อีกอย่างคนรับใช้ที่เรือนข้างเหล่านั้นก็คงเตรียมอาหารใกล้จะเสร็จแล้วหากผู้น้อยไม่กลับไปจะไม่เป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุหรือ?" จวินหวงกล่าวอย่างชาญฉลาด คำพูดเปี่ยมไปด้วยเหตุผลทำให้คนหาข้อบกพร่องไม่พบเลยแม้แต่น้อย

            แต่ฉีเฉินเป็นคนระดับไหนกัน เขาเป็นรัชทายาทของเป่ยฉีผู้สง่างามมีหรือจะยอมให้ผู้ใดปฏิเสธตนเองง่ายๆ จึงมีทีท่าไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเล็กน้อย จวินหวงเห็นเช่นนั้นย่อมไม่กล้าพูดมากอีกในที่สุดก็ต้องพยักหน้ารับ "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้น้อยก็ยินดีน้อมรับพระบัญชาแทนที่จะหลับหูหลับตายึดเอาแต่กฎระเบียบ"

            เมื่อได้ยินคำตอบที่พึงพอใจแล้ว ความบึ้งตึงบนใบหน้าก็หายเป็นปลิดทิ้งหัวคิ้วค่อยคลายออก เขาโอบไหล่จวินหวงแล้วเดินเขาไปในห้องโถงใหญ่ ระหว่างทางก็ให้คนไปแจ้งที่เรือนข้างว่าวันนี้คุณชายเฟิงไม่กลับไปรับประทานอาหารให้พวกเขานำอาหารมากินกันได้ตามสบาย

            หนานกู่เยว่ไม่คิดว่าฉีเฉินจะเชิญเฟิงไป๋อวี้มาด้วยก็ตกตะลึงยืนนิ่งงันอยู่นานไม่แสดงท่าทางอันใด จวินหวงค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อม"ผู้น้อยต้องขออภัยที่มารบกวน"

            หนานกู่เยว่ได้ยินจวินหวงกล่าวเช่นนั้นก็ได้สติกลับมา กระแอมเบาๆ แล้วยื่นมือมาปัดปอยผมที่ตกลงมาจากหน้าผากแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยน "ไยคุณชายจึงกล่าวเช่นนั้น ในเมื่อมาแล้วก็รีบเข้ามานั่งเถิด"

            หนานกู่เยว่เป็นองค์หญิงแห่งแคว้นเมื่อพบเหตุการณ์เฉพาะหน้าย่อมสามารถประเมินสถานการณ์ได้ดีไม่เหมือนกับเว่ยหลานอิ๋งที่ไม่รู้จักประมาณตน ความใจกว้างและสง่าผ่าเผยของนางทำให้ฉีเฉินรู้สึกมีหน้ามีตาเป็นอย่างยิ่งเขาเดินเข้าไปจับมือของหนานกู่เยว่ขึ้นมากล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่าอย่าเหน็ดเหนื่อยเกินไปนัก

            จวินหวงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าสีหน้าของหนานกู่เยว่ดูไม่ค่อยดีนักหลังจากนั่งลงแล้วก็กล่าวด้วยความห่วงใย "สีหน้าของพระชายาไม่ค่อยดีเลยรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? พระชายาทรงเป็นแม่คนครั้งแรกอาจมีหลายเรื่องที่ยังไม่ทรงทราบ หากไม่สบายตรงไหนก็ต้องบอกกล่าวออกมาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น"

            หนานกู่เยว่หันไปมองฉีเฉิน หลุบตาลงแล้วยิ้มน้อยๆ"ทำให้คุณชายต้องเป็นกังวลแล้ว ข้าไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงคิดว่าเพราะเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับดังนั้นสีหน้าก็เลยดูเหมือนจะไม่ค่อยจะดีเท่าไร"

            ฉีเฉินมีทีท่าแตกต่างกับหนานกู่เยว่ เขาแค่นเสียงด้วยความโมโห "ฮึ!เพราะเว่ยหลานอิ๋งคนเดียว เมื่อครู่นางเกือบจะทำให้เปิ่นหวางต้องเสียบุตรไปแล้วตอนนี้นางชักจะทำตัวไร้เหตุผลมากขึ้นทุกวัน"ดูเหมือนว่าเขาจะรังเกียจเว่ยหลานอิ๋งจริงๆ เสียแล้ว

            จวินหวงมองไปที่หนานกู่เยว่ราวกับว่าจะค้นหาอะไรบางอย่างในดวงตาของนางแต่หนานกู่เยว่ก็ไม่ได้มีทีท่าอะไรเปลี่ยนแปลง ดวงตาของนางยังคงใสบริสุทธิ์อยู่เหมือนเดิมมองไม่เห็นความสับสนวุ่นวายใจสักนิด สตรีที่มีดวงตากระจ่างสดใสเช่นนี้จะมีแผนการในใจได้อย่างไร?

            นางไว้อาลัยให้กับความคิดอันไร้เหตุผลของตนเอง เมื่อครู่นางนึกว่าหนานกู่เยว่จงใจให้เกิดเรื่องแบบนี้เพื่อให้ฉีเฉินรังเกียจเว่ยหลานอิ๋งมากขึ้น ดูจากตอนนี้นางคงไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆ

            หลังจากที่บ่าวรับใช้จัดวางถ้วยชามและตะเกียบเรียบร้อยฉีเฉินได้เริ่มขยับตะเกียบแล้ว จวินหวงถึงชิมอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าฉีเฉินแสดงให้เห็นว่าตนเองให้ความสำคัญของนางจริงๆ อาหารที่จัดมาให้นางในแต่ละวันล้วนเป็นอาหารแบบเดียวกับอาหารของเขา

            "หลายวันมานี้ฝ่าพระบาทวิ่งเต้นอยู่ข้างนอก ทรงงานหนักทุกวันควรจะดื่มน้ำแกงให้มากหน่อยนะเพคะ"หนานกู่เยว่พูดพลางเติมน้ำแกงรากบัวให้แก่ฉีเฉิน ไม่ว่านางจะแย้มยิ้มหรือมุ่นคิ้วทุกกิริยาของนางล้วนแสดงความรักต่อฉีเฉินทั้งสิ้น

            ฉีเฉินพยักหน้า รับน้ำแกงยามาเป่าให้หายร้อน หลังจากดื่มเข้าไปคำหนึ่งก็ชื่นชมคนครัวว่าฝีมือดีขึ้นทุกวัน

            จวินหวงลิ้มรสอาหารอย่างเงียบๆบรรยากาศในเวลานี้เปี่ยมไปด้วยความสุขและสมานฉันท์ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะพูดคุยถึงเรื่องราวเล็กๆน้อยๆ ในครอบครัวหนานกู่เยว่ไม่มีท่าทางการวางตนสูงส่งเหนือผู้อื่นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วนางรู้ว่าเฟิงไป๋อวี้เป็นคนของฉีเฉิน หากไม่ใช่เพราะเขาตนเองคงไม่ได้แต่งงานกับบุรุษในดวงใจนางจึงพูดคุยเรื่องหยุมหยิมจิปาถะกับฉีเฉินหลายเรื่องโดยไม่ได้หลบเลี่ยงจวินหวงแต่อย่างใด

            สีหน้าของจวินหวงไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ยิ่งดูเป็นธรรมชาติราวกับลมเบาเมฆไหวแต่ความจริงนางกำลังตั้งใจฟังในสิ่งที่ฉีเฉินและหนานกู่เยว่คุยกันค้นหาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองในบทสนทนาเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของพวกเขา

            หลังจากรับประทานอาหารเสร็จจวินหวงก็รู้ว่าตนเองไม่ควรจะอยู่รบกวนพวกเขาอีก นอกจากนี้ท้องฟ้าก็มืดลงเรื่อยๆนางไม่ใช่คนไม่รู้จักกาลเทศะ จึงยืนขึ้นและกล่าวอำลาอย่างสุภาพฉีเฉินก็ไม่ได้รั้งนางอีก เขาพยักหน้าให้นางไปได้

            จวินหวงค่อยๆ เดินไปยังเรือนข้าง ระหว่างทางลมราตรีพัดมาเรื่อยๆนางสวมเพียงชุดบางๆ ก็อดรู้สึกสั่นสะท้านขึ้นมาไม่ได้ จึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นในขณะเดียวกันนางก็ขบคิดถึงสิ่งที่หนานกู่เยว่เอ่ยถึงว่าหมายถึงสิ่งใด

            เมื่อครู่หนานกู่เยว่พูดกับฉีเฉินถึงเรื่องของขวัญที่ส่งไป คนที่นั่นก็รับไว้ด้วยความยินดีนางยังคิดอยู่ว่าช่วงนี้ก็ไม่ได้ยินว่ามีใต้เท้าสกุลไหนในเมืองหลวงที่มีงานมงคลเช่นนั้นก็แสดงว่าฉีเฉินได้ส่งของขวัญออกไปเพื่อซื้อตัวใครไว้แต่คนที่ถูกซื้อตัวผู้นั้นคือผู้ใด นางไม่มีทางรู้ได้

            ทันใดนั้นด้านหลังของนางก็มีเสียงกิ่งไม้หักดังขึ้น นางหันกลับไปมองทันทีแต่ก็ไม่เห็นใคร มีเพียงเปลวไฟวูบไหวจากโคมหินที่ตั้งอยู่ริมทางเดินเล็กๆแต่นางก็ยังตาคมมองเห็นใครบางคนที่ซ่อนตัวอยู่หลังภูเขาหินจำลอง

            ดูจากการแต่งกายแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นพ่อบ้าน เพียงแต่นางยังไม่คิดจะเปิดโปงเขานางยกยิ้มที่มุมปากแล้วหมุนกายกลับมาเดินต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นคนที่อยู่ด้านหลังก็ย่อมจะตามมา

            ตอนนี้คนส่วนใหญ่ในจวนอ๋องยังเป็นคนของฉีเฉิน นางยังไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไร

            หากจำเป็นนางคงต้องจัดการเก็บกวาดคนพวกนี้ให้หมด เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่องานต่อไปในภายหน้าแต่นี่ก็เป็นปัญหาที่ยากจะจัดการอีกเรื่อง

            นางรู้ว่าด้านหลังมีคนตามมา ต้องเป็นเพราะฉีเฉินไม่วางใจกลัวว่านางจะออกไปพบกับคนที่เขาไม่ต้องการดังนั้นจึงส่งพ่อบ้านมาดูว่านางกลับมายังเรือนข้างหรือไม่

            เรื่องที่ควรจะทำนางก็ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วระหว่างเดินกลับเรือนข้างนางก็ชมบุปผาไปด้วย หลังจากที่เข้ามาเรือนข้างแล้วพ่อบ้านจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกและกลับไปรายงานฉีเฉิน

            หลังจากกลับมาถึงเรือนข้าง จวินหวงรู้สึกอ่อนเพลียไปทั่วร่างจึงเรียกสาวใช้เตรียมน้ำอาบให้ตนเอง นางนั่งดื่มชาอยู่ในสวนพักสายตาครู่หนึ่งสาวใช้ก็ค่อยๆ เดินเข้ามาตบที่ไหล่ของนางเบาๆ

            "คุณชาย น้ำเตรียมเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะไม่ต้องให้การพวกเราปรนนิบัติเหมือนเคยใช่ไหมเจ้าคะ?" สาวใช้กล่าวเสียงอ่อนหวาน

            จวินหวงลืมตาขึ้นแล้วส่ายหน้า นวดคิ้วเบาๆ แล้วยืนขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปในห้องลั่นดาลประตูแล้วถึงค่อยๆ เดินเข้าไปด้านหลังของฉากกั้นที่มีถังน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยละอองไอน้ำอุ่นหนาลอยวนเวียน

            หลังจากถอดเสื้อผ้าออก ก็เดินขึ้นบันไดเล็กๆ ด้านข้างแล้วก้าวลงไปในถังน้ำทั่วร่างกายนอนแช่อยู่ภายใต้น้ำอุ่น เรือนผมดำสนิทที่ปล่อยยาวลงมาเคลียบ่าเปียกแนบไปกับแผ่นหลังไหปลาร้าเนียนละเอียดประณีตงดงาม

            ละอองไอน้ำระบายพวงแก้มใสให้แดงระเรื่อ ดวงตาฉ่ำพราวราวกับมีน้ำกลิ้งริมฝีปากบางแดงจิ้มลิ้ม ในอากาศราวกับมีกลิ่นหอมสดชื่นบางเบาอบอวลไปทั่ว

            เสน่ห์แห่งราตรีชวนให้หลงใหล ทัศนียภาพของเรือนข้างยิ่งงามเพริดแสงจันทร์ส่องสกาวกับแพรดาวบนทางช้างเผือกราวกับอยู่ใกล้แค่เอื้อม

            หนานสวินยืนอยู่ด้านนอกจวนเฉินอ๋อง เงยหน้ามองขึ้นไปบนกำแพงที่ล้อมอยู่คนที่เขาคิดถึงอยู่ห่างกับเขาเพียงกำแพงกั้น เขาไม่อาจหยุดความคิดถึงอันลิงโลดที่ตุบเต้นอยู่ในหัวใจเอาไว้ได้อยากมาพบหน้านาง แต่ก็... ยังหาเหตุผลที่มาไม่ได้ แม้ว่าวันนี้เพิ่งจะพบนางไปแต่ก็ยังคิดถึงอยู่ดี

            ในที่สุดเขาก็หายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง แตะปลายเท้ากระโดดลอยขึ้นไปบนอากาศเหยียบลงบนแผ่นกระเบื้องสีครามอย่างไร้สุ้มเสียง แล้ววิ่งไปยังเรือนข้างอย่างรวดเร็วที่นี่มีเพียงความเงียบเหงาเทียบไม่ได้เลยกับที่อยู่ของฉีเฉิน

            ที่นี่มีแสงสว่างจากตะเกียงเพียงน้อยนิด จวินหวงรักความสงบเมื่อล่วงสู่ยามราตรียิ่งไม่มีเสียงอะไรเลยคนรับใช้ของเรือนข้างต่างหลับกันหมดแล้ว มีเพียงองครักษ์กลุ่มหนึ่งที่เดินเฝ้าตรวจตราอยู่ด้านนอก

            เห็นแสงตะเกียงภายในห้องพักของจวินหวงยังสว่างอยู่เขากระโดดลงพื้นอย่างเงียบเชียบ ค่อยๆ ย่างมาที่ประตู ดึงมีดสั้นออกมาจากเอวแล้วค่อยๆงัดประตูเปิดออกแล้วผลักเข้าไปด้านใน

            เขาเดินผ่านห้องโถงมาถึงด้านหลัง ยังไม่ทันเข้าไปดูเหมือนว่าเขาจะได้ยินเสียงน้ำไหล คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไรเขาเลิกม่านขึ้นแล้วเดินเข้าไปภาพที่ปรากฏหลังฉากกั้นพาให้เขาตกตะลึงพรึงเพริดจนมีดสั้นที่อยู่ในมือตกลงพื้น

            "ใคร? ใครอยู่ข้างนอก?" จวินหวงได้ยินเสียงจึงถามขึ้นด้วยความหวาดหวั่นน้ำเสียงของนางดังขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้นางเอามือสองข้างกอดแขนตัวเองไว้แล้วหมอบลงไปในถังไม้

            หนานสวินสูดลมหายใจลึกๆ เก็บสีหน้าที่ตื่นตะลึงลงไป แล้วค่อยๆ เอียงศีรษะหันไปมองทางอื่นแต่ใบหูของเขาก็ยังคงแดงเถือกไปหมด

            "ข้าเอง" 

    คล้ายกับเรื่องลิขิตหงสาเหนือปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน