การเดินทางดำเนินมาเนิ่นนานจนใกล้ถึงจุดหมายท่ามกลางแสงสุดท้ายของวันอันโรยแรง แสงสีส้มแดงของอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า แต่งแต้มขอบฟ้าตะวันตกให้เรืองรอง ก่อนทุกสิ่งจะถูกกลืนหายไปในม่านสีเทาของค่ำคืน
ริมทางดินลูกรักที่ทอดยาวเบื้องหน้าปรากฏเงาเลือนรางของเหล่าิญญานับสิบยืนเรียงรายราวกับขบวนทหารยามรอรับเสด็จว่าที่ทายาทแห่งอาคม กลุ่มควันบาง ๆ ลอยกรุ่นปะปนอยู่กับกลิ่นดินเปียกชื้น เสียงลมที่ครางหวิวลอดผ่านพงไม้ใหญ่
ดวงตาของอรมองออกไปยังผืนดินทอดยาวไกล ใจหนึ่งเธอคุ้นเคยเป็อย่างดี ิญญาเหล่านี้คือบริวารของ ‘อาจารย์สุเทพ’ พ่อผู้เป็เ้าของเขตแดนนี้
“อย่ากลัวนะ…” อรเอ่ยเสียงแ่ พลางยื่นมือมากุมมือของก้านพลูแน่น “...พวกเขามารับเรา”
ก้านพลูเม้มปากแน่น ไม่กล้าขยับตัว ความเย็นเยียบแล่นตามสันหลังทั้งที่ประตูรถยังปิดสนิท เหล่าภูติผีไม่เอ่ยวาจา ไม่มีเสียงหายใจ ไม่แม้แต่เสียงกระซิบกระซาบ มีเพียงสายตาที่ตาที่จ้องมองมายังรถทัวร์คันนี้
“ถึงแล้วหล่า ลงไปโลด พาหมู่เขาไปนำเด้อ พ่อเข้าได้ซ่ำนี้ล่ะ”
รถทัวร์คันใหญ่หยุดนิ่ง เสียงะโจากลุงคนขับดังขึ้นเรื่อยเบา ๆ บอกว่าเส้นทางข้างหน้ารถไม่อาจไปต่อได้ มีต้นไม้ใหญ่ตั้งตระหง่านเหมือนเป็ประตูธรรมชาติรอเปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน
“ขอบใจหลายจ๊ะลุง มื้อนี้ลุงอย่าเพิ่งกลับเด้อ ขับไปอีกจักหน่อย สิพ้อบ้านกำนันหลายอยู่ บอกเพิ่นว่า ขอมาพักจักคืน แล้วค่อยเดินทางต่อมื้อเช้าเด้อจ๊ะลุง”
“เข้าใจแล้วล่ะ ขอให้ม่วนกันเด้อหล่า”
“ไปกันเถอะเพื่อน ๆ ถึงแล้ว เดี๋ยวเราพาเดินไป”
อรหยิบกระเป๋าลงจากรถ ตามด้วยเพื่อน ๆ ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เสียงนกร้องประสานกันเบา ๆ ลมหนาวยามค่ำคืนพัดเย็นมารอบตัว
ข้างหน้าปรากฏบ้านไม้ยกสูง สร้างด้วยกระบองไม้ไผ่ใหญ่ แข็งแรงทนทาน แสงไฟในบ้านส่องสว่างชัดเจน กองไฟลุกโชนอยู่หน้าบ้านช่วยกันความเย็นที่ซัดเข้ามา
ต้นไม้ใหญ่สองข้างทางเอนเข้าหากันอย่างสง่างาม ราวกับประตูที่โค้งรอต้อนรับผู้มาเยือน
ฟึ่บ!
เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากหมู่คณะ เมื่อเห็นร่างหนึ่งปรากฏตรงหน้า
“อิพ่อ!” อระโกอดร่างนั้นด้วยความดีใจ
ทุกคนตื่นตาใเมื่อ ‘อาจารย์สุเทพ บุญศิริ” ผู้เป็หมอผีชื่อดังแห่งเมืองกาฬสินธุ์ตัวจริงเสียงจริง เสื้อยืดคอกลม ผ้าขาวม้าพันอยู่รอบเอวแบบผ้าถุงชาย มือถือไม้เท้าค้ำยันร่างให้มั่นคง
นักศึกษาทุกคนยกมือไหว้ด้วยความเคารพและยินดี
“มาถึงกันดึกอยู่เด้”
“มีเื่จักหน่อยจ๊ะอิพ่อ”
พ่อลูกสบตากันอย่างเข้าใจ แท้จริงแล้วพ่อท่านนั้นรู้เห็นทุกอย่าง แต่ไม่ได้ช่วยเหลือมากนัก เพราะมั่นใจว่าลูกสาวจัดการได้และไม่มีอะไรเกินเลยไปมากกว่านั้นอย่างแน่นอน
“เข้าเรือนเถาะ หมู่ข่อยหิวข้าวกันเบิดแล้ว”
“ใช่ค่ะ พวกหนูหิวมาก” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา
พ่อท่านกวาดสายตาไปรอบกลุ่มเด็กนักศึกษา จน…
ก่อนเอ่ยคาถาอาคมพึมพำเบา ๆ บทหนึ่ง และเอ่ยเชื้อเชิญทุกคนให้เข้าไปในตัวบ้าน
อรมองพ่อด้วยความสงสัย คาถาที่พ่อท่านท่องนั้นคือ ‘คาถาเปิดทาง’ คาถาที่ใช้เปิดประตูให้ิญญาหรือสัมภเวสีเข้าไปในพื้นที่นั้น ๆ ได้
แล้วเหตุใดพ่อท่านจึงต้องเปิดทาง?
กระเป๋าหลายใบถูกรวบรวมเรียงลงพื้นบ้าน อาหารหลากหลายถูกตั้งไว้ในภาชนะที่รอคอยผู้มาเยือน ลาบเป็ดรสเข้มข้น แจ่วบองรสเผ็ด ตำโตกสีสดและสารพัดเมนูถูกปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันโดยชาวบ้านและเหล่าลูกศิษย์ของเ้าของบ้าน
“โอ้โห!” เสียงร้องประหลาดใจของกลุ่มนักศึกษาดังกึกก้อง เมื่อสายตาพวกเขาปะทะกับอาหารหลากรสที่ตั้งอยู่ตรงหน้า
ชาวบ้านช่วยกันเตรียมการด้วยใจเต็มเปี่ยม เพราะรู้ดีว่าลูกสาวของอาจารย์สุเทพ ผู้ซึ่งทุกคนที่นี่ต่างเครารพนับถือกำลังกลับมาเยือนถิ่นฐานบ้านเกิดอีกครั้ง
“ฟ้าวกินกันเด้อ มื้อนี่กะค่ำแลงแล้ว สิได้ให้อิหล่าพาไปเรือนพัก”
เสียงเรียกชวนกินอาหารดังขึ้นอย่างอบอุ่น ท่ามกลางเสียงหัวเราะและบทสนทนาอันเฮฮาของกลุ่มคณะที่เพิ่งได้พบเจออาจารย์สุเทพกันเป็ครั้งแรก บรรยากาศรอบกายจึงอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและความผูกพันในหมู่เพื่อน เหมือนคืนหนึ่งในบ้านต่างจังหวัดที่สงบสุขและเต็มไปด้วยความรัก
แต่แล้ว สายตาของอรยังคงพร่ามัวมองหายา ‘เมื่อกี้ยังเดินตามมาอยู่แท้ ๆ’ ความรู้สึกบางอย่างแวบผ่านใจ
“บ่กินบ่?” เสียงแ่เบาของพ่อท่านดังขึ้น
“หมู่ข่อยหายจ๊ะพ่อ” อรตอบกลับอย่างกังวล
พ่อลูกสบตากัน ราวกับสื่อสารกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดมากมาย
“เพิ่นบ่ไปไสดอก อยู่แถว ๆ นี่ล่ะ…กินเถาะ”
น้ำเสียงของพ่อท่านแฝงด้วยความอบอุ่นและมั่งคงที่มีต่อลูกสาวเพียงหนึ่งเดียว หลังจากแม่ของอรจากไป โลกทั้งใบของเขาเหลือเพียงอรคนนี้เท่านั้น หัวใจ ดวงิญญาและชีวิตของพ่อท่าน ถูกผูกมัดไว้ด้วยความรักไม่เสื่อมคลาย
ชาวบ้านในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ต่างก็รู้ดี ว่าไม่มีใครอื่นใดจะสืบทอดอาคมและปกป้องิญญาบรรพบุรุษได้ดีเท่าอรอีกแล้ว ยิ่งพวกเขานับถือพ่อท่านมากเพียงใด ก็ยิ่งรักและเคารพลูกของท่านอย่างสุดหัวใจด้วยเช่นกัน
หลังจากมื้ออาหารมื้อแรกผ่านพ้นไปด้วยความอิ่มเอม อรจึงลุกขึ้นนำทางพาเพื่อนไปยังที่พักที่พ่อของเธอได้จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
เรือนพักทั้งสองหลังตั้งอยู่ไม่ไกลจากเรือนใหญ่ของพ่อท่านนัก ตัวเรือนไม้ขนาดใหญ่ยกสูง ถูกปลูกสร้างไว้รองรับเหล่าลูกศิษย์ลูกหาที่เดินทางมาจากแดนไกลเพื่อมาของพึ่งพิงวิชาหรือมาแก้ไขเคราะห์กรรมที่ตามติดตัว
เรือนลมวูบ ตั้งอยู่ทิศตะวันตก เป็เรือนที่ใช้รองรับผู้คนที่มีอาการเจ็บไข้โดยไร้สาเหตุหรือแม้แต่ผู้ที่พ้นผ่านพิธีรักษาจากอาการแปลกประหลาด ก็จะมาพักที่เรือนนี้เพื่อรอดูอาการท่ามกลางบรรยากาศรวบเย็นและลมวูบวาบที่พัดผ่านตลอดทั้งวัน
ในอีกฟากหนึ่ง ทางทิศตะวันออก คือ เรือนเวทจำ เรือนหลังนี้สร้างขึ้นอย่างพิเศษ เป็สถานที่จำกัดเขตของคนที่โดนของหรือผู้ที่เคยข้องแวะกับไสยเวทย์ผิดทางและเพิ่งถูกปราบลงโดยอาจารย์สุเทพ เมื่อใดก็ตามที่อาการยังไม่นิ่งหรือลายยังแผ่ไหว พวกเขาจะถูกส่งมาพักไว้ที่นี่
เรือนนี้มีอาคมสะกดไว้หนาแน่น ประหนึ่งกำแพงเร้นลับที่คอยกั้นสิ่งชั่วร้ายไม้ให้ทะลุผ่านเข้าหรือออก หากสิ่งใดคิดล่วงล้ำ พลังเวทย์นั้นจะปิดตัวทันที ไม่มีสิ่งใดที่รอดสายตาของอาคมประจำเรือนนี้ไปได้
“แล้วเราจะแบ่งกันหรอยังไงหรอ?” เสียงเพื่อนคนหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบของลานบ้านยามค่ำ
“แล้วแต่กันเลย ใครใจกล้าหน่อยก็นอนบนเรือนเวทจำ ส่วนใครที่ขวัญอ่อน…เราแนะนำให้นอนเรือนลมวูบนะ”
อรกล่าวขึ้นเรียบ ๆ ขณะหันไปมองก้านพลูที่เกาะแขนเธอแน่นไม่ห่าง
แต่ละคนแยกย้ายกันขึ้นเรือนตามใจชอบ ส่วนใหญ่แล้วจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้ มิใช่เพียงมาทำงานหรือมาพักผ่อน หากแต่อยากมาท้าทาย ลองของและพิสูจน์สิ่งลี้ลับในบ้านของอรโดยแท้
แต่แม้อรจะหันไปมองผู้คนมากมายแค่ไหน สายตาของอรกลับยังเฝ้ามองหาหญิงสาวคนหนึ่ง
ยา
แม้เธอจะแทบไม่ละสายตาจากยาเลยก็ตาม แต่กลับรู้สึกว่าเพื่อนสาวคนนี้ชอบแวบไปนู่นมานี่อยู่ตลอดเวลา
ไม้รู้ั้แ่เมื่อไร…ยาไปยืนอยู่บนเรือนลมวูบเสียแล้ว เงาร่างของเธอดูแปลกแยกเล็กน้อย
‘สงสัยคงกลัว’
“มึงปล่อยกูแล้วก็ขึ้นไปนอนได้แล้วไป”
“แล้วมึงจะไปไหน?”
“กูก็จะกลับไปนอนกับพ่อกูสิ”
“งั้นกูไปด้วย”
“โอ๊ยยย มึงอยู่นี่ ไม่มีใครมาทำอะไรมึงหรอกหน่า”
“ก็กูกลัวนี่หว่า”
เสียงโต้เถียงกันเบา ๆ ระหว่างอรกับก้านพลูดังอยู่ใต้ตัวเรือน ทั้งคู่ยืนถกเถียงกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่อรจะถอนใจเฮือกในที่สุด…และแน่นอนว่า คนที่ได้รับอภิสิทธิ์พิเศษในการนอนบนเรือนใหญ่ในคืนนี้ก็คือก้านพลู
“อ้าว เป็หยังล่ะบาดนี่”
เสียงอาจารย์สุเทพดังขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“เป็ตาย่านจ๊ะ เพิ่นเลยขอมานอนนำข่อย”
เมื่อได้บอกกล่าวเ้าของบ้านเป็ที่เรียบร้อย ทั้งสองสาวจึงพากันไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวเข้านอน
“พอใจมึงนะ?”
“แต้งกิ้วมากมึง แฮร่ ๆ”
ยามค่ำมาเยือนอย่างสมบูรณ์ ความมืดลายล้อมบ้านไว้ทุกทิศ มีเพียงแสงจากกองไฟหน้าบ้านและตะเกียงในเรือนใหญ่เท่านั้นที่ยังช่วยขับไล่ให้อ่อนแรงลงบ้างเล็กน้อย
“อิหล่า….สินอนแล้วบ่ พ่อมีเื่อยากเว้าด้วยจักหน่อย”
เสียงทุ้มต่ำของพ่อท่านเอ่ยเรียกจากหน้าประตูห้อง อรก้าวออกมาเงียบ ๆ พบว่าพ่อของเธอนั่งรออยู่บนแคร่กลางเรือนใหญ่ เงาสะท้อนจากตะเกียงทอดแสงลงบนไหล่ของชายชราผู้น่าเกรงขาม
“อิหยังจ๊ะพ่อ?”
“เื่เฮียนเป็จั่งได๋แหน่ลูก?”
“กะคือเก่าอยู่จ๊ะ หมู่กะน่าฮัก…นี่ลูกพ่อนี่หนา มีแต่คนฮัก” เธอหัวเราะอย่างภาคภูมิ ก่อนเอ่ยต่อ “โดยเฉพาะก้านพลูเพิ่นหนะ เห็นบ่”
บทสนทนาอบอุ่นตามประสาพ่อลูกไหลเวียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่อรจะถอนหายใจแล้วเอ่ยเสียงเบาลง
“พ่อจ๋า…ข่อยมีเื่อยากสิถาม”
สีหน้าของเธอแปรเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็ครุ่นคิด
“...บ่โดนมานี่ ข่อยกับก้านพลูเพิ่นเจอเื่แปลกหลาย มื้อค่ำ ก้านพลูเพิ่นว่า ได่ยินเสียงคือคนกรี๊ดแฮง เสียงดังจนอีหลีฮู้สึกปวดคักในใจ…แล้วยังมีเสียงสวดมนต์บ่ฮู้เื่อยู่คือกันจ๊ะพ่อ”
“แล้วเ้ากะได้ยินนำบ่?”
“บ่จ๊ะ นี่หละที่ค่อยคึดว่ามันแปลก ปกติแล้วพ่อกะฮู้ว่าข่อยฮู้สึกได้เบิด แต่เื่นี้…ข่อยบ่ฮู้อิหยังเลย ข่อยกะบ่ฮู้ว่าสิซอยก้านพลูจั่งได๋เลยจ๊ะ สงสารเพิ่น”
พ่อท่านนิ่งเงียบ สีหน้าคล้ายราวกับคนกำลังไตร่ตรองบางสิ่งอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะลุกเข้าไปในห้องพระของเรือนและกลับออกมาพร้อมหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง สันปกสีหม่นกระดำกระด่าง เขาวางมันลงตรงหน้าอรช้า ๆ
“สิ่งที่เพิ่นได้ยิน…มันคือปอบ”
“ปอบ?”
“แม่น…มันกำลังกินร่างเ้าของเสียงที่เพิ่นได้ยินนั่นล่ะ”
“แล้วเทื่อนี้ ข่อยสิทำจั่งได๋ดีหละจ๊ะพ่อ?”
“บ่มีหยังสิทำดอก กรรมของไผกะกรรมของเ้าของ เฮาบ่สมควรไปยุ่งเกี่ยวกับกรรมผู้อื่น คนหมู่นั่น…เขากะถึงวาระเขาแล้วล่ะ เฮากะต้องปล่อยไป”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้ยินคำพูดนี้ ั้แ่เด็ก เธอรู้ตัวเธอเองสามารถช่วยคนจากเคราะห์กรรมได้…แต่ไม่ใช่กับทุกคน คนที่เธอช่วยได้คือผู้ที่ยังไม่ถึงวาระเท่านั้น หากใครเดินทางมาถึงปลายทางของชีวิตแล้ว…เธอช่วยอะไรไม่ได้ทั้งนั้น และนั่นคือสิ่งที่เธอรู้สึกผิดอยู่เสมอ
“แล้วเป็จั่งได๋ข่อยถึงบ่ได้ยินเสียงนั้นละจ๊ะพ่อ?”
“ฮู้แค่ว่า…เพิ่นยังบ่ทันอยากให้ลูกฮู้ ซ่ำนั่นกะพอแล้ว”
พ่อท่านเปิดหนังสือเล่มนั้น กระดาษเหลืองกรอบที่แสดงอายุอานามของมันถูกเปิดอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งเขาหยุดอยู่ที่หน้าหนึ่ง หน้าที่มีลายมืดขีดเขียนด้วยหมึกจาง ๆ ทว่าชัดเจนพออ่านออก
“พ่ออยากให้เ้าท่องบทนี่ไว้ให้คล่อง จำใส่ใจไว้เด้อ มื้อหน้ามันสิได้ซอยเ้าได้”
“อันนี้คือบทอิหยังจ๊ะพ่อ?” อรถามเสียงแ่
อาจารย์สุเทพเงยหน้าขึ้นมองลูกสาว
“บทบัญชาปราบปอบ”
