“เพิ่งผ่านมาแค่สามวัน เหมือนผ่านมาสามเดือนเลยเนอะ หวังว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่ดีที่สุดในรอบสามวันนะ” เกียกกายกระซิบกระซาบอีกครั้ง
“ขอบใจนะไอ้กายที่ไม่เคยทิ้งกัน แล้วก็ต้องขอโทษที่ชอบตวาดใส่นาย” ทีปกรนอนตะแคงข้างหันไปหาเกียกกาย
“ไฮ้… จะมาซึ้งอะไรเวลานี้ นอนได้แล้วพรุ่งนี้จะได้กลับบ้านแต่เช้า แม่คงคิดถึงแย่ละ” เมื่อพูดจบเกียกกายหันหลังให้ทีปกรทันที รอยยิ้มที่แสนยินดีเผยขึ้นบนใบหน้าของเกียกกายแม้จะอยู่ในความมืด
ดวงตาเริ่มเหม่อลอยไปกับอากาศที่พัดมาเย็น ๆ เสียงจิ้งหรีดร้องเพลงขับกล่อมให้ทั้งสองรู้สึกเคลิบเคลิ้ม รวมไปถึงร่างกายที่อ่อนล้าสะสมมาหลายวันทำให้ทั้งสองผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย
วันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 02.39 น.
ทีปกรลืมตาขึ้นด้วยอาการกึ่งหลับกึ่งตื่น ตาเหลือบมองไปยังเกียกกายที่นอนหลับสนิทอยู่ด้านข้าง ความรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกทำให้เจ้าตัวอยากเปลี่ยนท่านอน แต่พยายามขยับตัวเท่าไรก็ทำไม่ได้เหมือนร่างกายกับจิตใจไม่สัมพันธ์กัน
“ทำไมฉันถึงขยับตัวไม่ได้” ทีปกรพยายามดิ้นอย่างสุดกำลัง แต่สิ่งที่ทำอยู่นั้นไม่เป็นผล
“ถ้าพี่ไม่ช่วยผม ผมจะพาพี่ไปอยู่ด้วย” เสียงที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มแว่วเข้ามาในหู ทีปกรพยายามเหลือบตามองไปรอบ ๆ กาย จนเห็นวิญญาณเด็กหนุ่มที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน กำลังนั่งทับอยู่บนหน้าอกของตน
“ไอ้กายช่วยด้วย ๆ” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาดังก้องอยู่ในใจของตัวเอง โดยที่ปากที่ไม่สามารถขยับออกมาได้แม้แต่น้อย มือพยายามยื่นออกไปสัมผัสตัวเพื่อนแต่ความพยายามนั้นก็ไม่เป็นผล ร่างกายยังคงนิ่งดังเดิม
“หึ ๆ ตะโกนไปก็ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครมาช่วยพี่ได้หรอก” วิญญาณเด็กหนุ่มเริ่มขยับหน้าเข้ามาใกล้ใบหน้าขาวนวลของทีปกร “พี่ก็น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย ผมฟื้นคืนร่างเมื่อไรจะมาลวนลามพี่สักที หรือไม่ต้องรอให้ฟื้นดีนะ…” ลิ้นของร่างโปร่งแสงเลียเข้าที่แก้มของทีปกรจนเจ้าตัวรู้สึกขนลุกสู่ ใบหน้าก้มลงซุกไซ้ซอกคอของทีปกรด้วยความหื่นกระหาย ความรู้สึกนี้มันไม่ใช่แบบเดียวกับที่เขมทัตทำกับตน…ไม่นะฉันจะมาโดนวิญญาณข่มขืนไม่ได้…ตอนนี้ใจของผู้ถูกกระทำเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะด้วยความกลัว
ทีปกรพยายามดิ้นเพื่อให้ร่างของตนหลุดออกจากวิญญาณที่ไม่มีที่มาที่ไปตนนี้ แต่ยิ่งดิ้นแรงทับบนตัวกลับยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิมจนเริ่มหายใจไม่ออก ภาพสุดท้ายที่คิดขึ้นมาได้ก็มีแต่ชายที่ตนได้มอบหัวใจให้ไปแล้ว
“เขมทัตช่วยด้วยยยยย” แรงฮึดครั้งสุดท้ายทำให้ทีปกรตะโกนออกมาอีกครั้ง แต่เสียงกลับดังก้องอยู่ในใจเช่นเดิม
ทันใดนั้นเขมทัตปรากฏตัวขึ้นพร้อมเสียงที่ดังก้องกังวานไปทั้งโลกของวิญญาณ มือชี้ไปยังวิญญาณเด็กหนุ่มที่นั่งทับอยู่บนร่างของเด็กน้อยผู้เป็นที่รัก วิญญาณที่กำลังมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นได้เงยหน้าขึ้นมามองแหล่งที่มาของต้นเสียงนั้น
“เจ้าวิญญาณไร้สกุลจงลุกออกจากตัวนางเดี๋ยวนี้ ก่อนที่วิญญาณของเจ้าจะแหลกสลายมิได้ไปผุดไปเกิด"
ใจของทีปกรเริ่มฟูขึ้นเมื่อเห็นชายอันที่รักปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ได้แต่ส่งสายตาชวนน่าสงสารส่งไปยังชายผู้นั้น ยิ่งทำให้ความโกรธของเขมทัตปะทุออกมามากขึ้นกว่าเดิม
"นางเป็นคนรักของข้า เจ้ากล้าทำเช่นนี้กับนางได้เยี่ยงไร" ไอ้ชัชทำตาท้าทายอำนาจของเขมทัต และไม่ยอมลุกออกจากตัวทีปกร
“ท่านรัตติกาลเป็นคนบอกผมว่าพี่คนนี้จะช่วยให้ผมฟื้นได้ แต่ตอนนี้ผมเริ่มเปลี่ยนใจแล้วล่ะ ผมอยากได้พี่คนนี้ไปอยู่ด้วย” ไอ้ชัชพูดจายียวนกวนอารมณ์ผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหน้า
“กล้าผยองต่อหน้าข้าก็เพราะรัตติกาลงั้นรึ แต่นางคงช่วยอะไรเจ้ามิได้ดอก” เสียงดีดนิ้วจากเขมทัตดังขึ้นหนึ่งครั้ง ยมทูตผู้เป็นบริวารปรากฏตัวขึ้นพร้อมเชือกโปร่งแสงที่กำอยู่ในมือ
วิญญาณเด็กหนุ่มไม่สนใจยมทูตเลยสักนิด เพราะคิดว่าตนมีรัตติกาลคอยคุ้มกะลาหัวอยู่จึงทำตามใจอย่างที่ตนต้องการต่อหน้าผู้มีอำนาจตัวจริงที่อยู่เบื้องหน้า
“พี่ต้องช่วยให้ผมฟื้นคืนร่างเหมือนไอ้ธูป หรือจะให้ผมปล้ำพี่โชว์คนรักที่เป็นผู้สูงศักดิ์ของพี่ดีนะ”