ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 28 ประวัติศาสตร์ที่ขาดหาย

            “หนึ่งเลย เอ็งต้องรู้ก่อนว่ายุทธทวีปแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามยุค สามสมัย..”

            เสียงของโหวหวังเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางเสียงจอแจในร้านอาหารเล็ก ๆ นอกสำนัก

            ใช่ครับ..

            ผมเป็นคนจ่ายมื้อนี้

            เพราะแพ้พนันมันในด่านทดสอบพละกำลังรอบแรก

            อย่าให้พูดถึงเถอะ..

            เดี๋ยวเส้นเลือดขึ้นหน้า

             

            ตอนแรกผมก็คิดว่ามันจะบ่นอะไรเล็กน้อยแล้วจบ

            แต่ไม่เลย..

            มันเปิดฉากใส่ผมเหมือนอาจารย์ปูพื้นรายวิชาประวัติศาสตร์ก่อนสอบกลางภาค

            “ยุคโบราณ ยุคกลาง และยุคปัจจุบัน”

            มันว่าพลางจิ้มตะเกียบลงบนโต๊ะเป็นจังหวะประกอบ

             

            เดี๋ยวผมสรุปให้พวกคุณฟังเองก็แล้วกัน

            ยุคที่ 1 ยุคโบราณ (สองหมื่นปีที่แล้ว)

            อารยธรรมเพิ่งเริ่ม ผืนแผ่นดินเต็มไปด้วยการฆ่าฟันแย่งชิงแบบไม่มีเหตุผลแน่ชัด

            ใครชนะสงคราม.. คนนั้นเขียนประวัติศาสตร์

            ใครแพ้.. ก็หายไปจากหน้ากระดาษ เหมือนไม่เคยเกิดมา

            โหวหวังบอกว่าในยุคสมัยนี้ 'ความน่าเชื่อถือต่ำเตี้ยเรี่ยดิน' ก็เห็นผลตามที่บอกไป

            ใครรอด..

            พูดนั้นเขียนประวัติศาสตร์

            ป่าเถื่อนสิ้นดี..

            ยุคที่ 2 ยุคกลาง (เริ่มเมื่อราว 12,000 ปีก่อน)

            ยุคนี้ผู้คนเริ่มรู้จักแบ่งพรมแดน ตั้งเมืองตั้งก๊ก มีการปกครองที่เป็นรูปเป็นร่าง

            สงครามยังมีอยู่ แต่ระดับความบ้าเลือดน้อยลงจากยุคก่อนเยอะ

            คนเริ่มใช้สมองมากกว่ากำปั้น..

            นิดนึง..

            แต่ปัญหาคือ 'คนชนะก็ยังเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์' อยู่ดี

            ผลก็คือเรื่องจริงในยุคนี้ก็ยังมั่ว ๆ เหมือนเดิม

            เพียงแค่เขียนสวยขึ้น..

            มีตำนานเคล้าน้ำตาให้ติดตาม..

            ยุคที่ 3 ยุคปัจจุบัน (เริ่มเมื่อราว 4,000 ปีก่อน)

            จุดเปลี่ยนคือก๊กทั้งหลายรวมกันกลายเป็น 4 อาณาจักร กับ 2 ดินแดน

            หรือเรียกง่าย ๆ ว่ามีรัฐบาลกลางแล้ว แต่ก็ยังแบ่งเขตกันแบบกึ่งเผ่าอยู่ดี

            เกิดสงครามน้อยลง ใช้ความรู้มากขึ้น โลกเริ่มอยู่กันเป็นผู้เป็นคน

            ถ้าจะเปรียบเป็นเวอร์ชันเกม…

            ยุคโบราณ = โหมด PvP เปิดตลอดเวลา

            ยุคกลาง = โหมดตีเมืองแบบกิลด์

            ยุคปัจจุบัน = โหมด PvE มีเควส มีเมืองกลาง มีภาษี

            แต่ประเด็นที่โหวหวังเน้นมากคือ..

            'ประวัติศาสตร์ที่ขาดหาย'

            มันไม่ได้เป็นแค่ช่วงเวลาที่คน 'ลืม' เขียน

            แต่มันคือช่วงที่ถูกคน 'ลบ' ไปอย่างมีเงื่อนงำ

            ไม่มีบันทึก ไม่มีตำนาน ไม่มีแม้แต่ตารางการครองราชย์ของใครเลย

            และบังเอิญซะจริง..

            กลอนบนแผ่นหนังที่ผมเห็น มันดูเก่ากว่า 4,000 ปีแน่นอน

            พวกนายเริ่มเข้าใจหรือยัง..

            ว่าทำไมผมถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างเรียกผมอยู่

             

            “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใด..

            ในช่วงเวลานั้นถึงไม่มีการจดบันทึกเอาไว้?”

            เสียงผมถามไปยังโหวหวังอย่างตั้งใจสุดฤทธิ์

            แต่ไอ้เสียงที่ออกมาน่ะ มันสั่นเพราะลิ้นแทบไหม้!

            ผมยกมือปาดเหงื่อ อีกมือคว้าแก้วน้ำชา เติมแล้วเติมอีก

            สายตาหวังคำตอบ แต่ปากร้องขอชีวิต

            เพราะอาหารทั้งโต๊ะ..

            โหวหวังมันสั่งแต่ของเผ็ด ๆ มากิน..

            ขนาดผมที่เป็นคนกินเผ็ดยังร้องขอชีวิต

             

            โหวหวังหรี่ตาขึ้นขำ ๆ ก่อนจะตอบพร้อมคีบกุ้งซอสแดงเถือกใส่ปาก

            “ใครบอกว่าไม่มีบันทึกเล่า..

            มันมี..

            แต่ถูกลบต่างหาก”

            ใช่.. ถูกลบออกไป

            ไม่ใช่ 'หาย'

            ไม่ใช่ 'ตกหล่น'

            แต่เป็นการตั้งใจลบทิ้ง

             

            นั่นทำให้หัวผมลุกวาบมากกว่าความเผ็ดในปากตอนนี้อีก

            “ลบออกไป..? เพราะอะไร?”

             

            “ไม่มีใครรู้…”

            เสียงโหวหวังตอบนิ่ง ๆ ในขณะที่วางตะเกียบลงบนชาม

            จากเสียงขี้เล่นของมันตลอดทั้งมื้อ มันเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงของคนที่เล่าเรื่องในตำนานที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง

            “แต่ในบันทึกของสกุลพญาวานรของฉัน..”

            มันเริ่มเล่าโดยไม่สบตาผม

            “ในช่วงเวลานั้น บรรยากาศภายในยุทธทวีปล้วนตึงเครียด

            ก๊กต่าง ๆ มีทหารประจำหัวเมืองใหญ่

            เหมือนกำลังรบจะปะทุขึ้นตลอดเวลา”

            เสียงของมันเงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะแล้วพูดต่อ

            “และในช่วงนั้น..

            สกุลของฉัน..

            ซึ่งตอนนั้นเป็นเจ้าแคว้นชื่อ 'แคว้นพญาวานร' จึงได้จับมือกับอีกสามแคว้น จนกลายเป็นพันธมิตรชื่อว่า..

            จตุพันธมิตร”

             

            ผมวางแก้วน้ำชาเงียบ ๆ ก่อนพยักหน้า

            “เหมือนเอาไม้ลีบหลาย ๆ แท่งมามัดรวมกัน เพื่อปกป้องจากไม้ซุงสินะ”

            โหวหวังแค่นหัวเราะเบา ๆ

            ผมสบตากับมาแล้วถามคำถามต่อไปตรง ๆ

            “แล้วปกป้องจากแคว้นอะไรล่ะ?”

             

            “ก็มากมาย..”

            โหวหวังตอบทันที

            “อย่างเช่น 'แคว้นวิหคเพลิง' 'แคว้นปีกมังกร' และ 'อาณาจักรเต่าทมิฬ' เป็นต้น”

             

            ผมขมวดคิ้วแทบจะพร้อมกับรินชาใส่ปากอีกรอบ

            “แคว้นปีกมังกร? หรือนั่นคือตระกูลตงในตอนนี้?”

             

            “ใช่แล้ว”

            โหวหวังพยักหน้า

            “แคว้นปีกมังกรก็คือตระกูลตงในปัจจุบัน เช่นเดียวกับอีกสองแห่งที่กลายมาเป็น จักรวรรดิเต่าทมิฬ กับ แคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์..

            ส่วนนครหิมะพยัคฆ์ขาวนั้น เรียกได้ว่าเป็นดินแดนที่สงบสุขแต่ก็แข็งแกร่ง ไม่รุกรานใคร แต่ก็ไม่ยอมให้ผู้ใดรุกราน

            นับเป็นมหาอำนาจใหญ่ที่ครองแผ่นดินมานานที่สุด”

             

            ผมเริ่มเชื่ออย่างจริงจังว่าทั้งเนตรทองและบทกลอนนั่น…

            มันไม่ได้พาผมมาสู่แค่เรื่องเหนือธรรมชาติ แต่มันลากผมเข้าสู่การเมืองของอดีต

            ที่ยังคงส่งผลถึงปัจจุบัน

             

            ผมคิดออกในทันที

            “เช่นนั้นสี่แคว้นที่จับมือกันในตอนนั้น..

            ก็คือตระกูลห้าเสาหลักที่เหลือนอกจากตระกูลซุนของเจ้าและตระกูลตง เป็นแน่”

             

            แต่ไอ้คนหน้าขนกลับส่ายหัว

            “ไม่ทั้งหมด”

            มันว่าก่อนยกมือขวาขึ้นชูสองนิ้ว

            “มีสกุลพญาวานรของฉันกับสกุลอาชาสวรรค์ของพ่อหม่าเฟยเท่านั้นที่เหลือรอด”

            มันค่อย ๆ หดนิ้วทีละนิ้วเมื่อเอ่ยชื่อเสร็จ

            “ส่วนสกุลศศะและสกุลมหาสิงคาล..

            สองสกุลนั้นเข้าร่วมยามไหน..

            ล้วนไม่มีใครรู้ ไม่มีบันทึกใดกล่าวถึงแน่ชัด”

            พอฟังแล้ว...

            มันไม่ใช่แค่พันธมิตรธรรมดา..

            แต่มันคือการรวมตัวกันต้านบางอย่างที่ใหญ่เกินสู้เดี่ยวได้

             

            “แล้วไอ้ 'จตุพันธมิตร' ของเจ้ามีแคว้นไหนบ้าง?”

            ผมถามต่อทันที

             

            “แคว้นพญาวานร แคว้นอาชาสวรรค์ แคว้นไอยระ (ไอ-ยะ-ระ) และมูสิกนคร (มู-สิก-นะ-คร) ”

             

            “ทั้งสี่ดินแดนอยู่ตรงกลางระหว่างสามมหาอำนาจทั้งสามทิศ..

            หากอิงตามบันทึกตอนนั้น..

            พวกเราถือว่าเป็นขั้วที่สี่ของทวีปยุทธ”

             

            ผมกระดกชาทันที..

            ไม่ใช่เพราะเผ็ด

            แต่เพราะอึ้ง

             

            “ยิ่งใหญ่ถึงขนาดนั้นเลย..”

            ไอ้จตุพันธมิตรนี่..

            ไม่ใช่พันธมิตรเด็ก ๆ แถมตั้งอยู่กลางทวีปเหมือน 'ใจกลางกระดานหมาก' ที่ใครก็ต้องขยับระวัง

            แต่แล้ว..

            คำถามที่ค้างคอผมมาตั้งแต่ได้ยินชื่อพวกมันก็หลุดออกมา

            “แล้วไอ้แคว้นไอยระกับมูสิกนครที่เจ้าพูดถึง..

            ตอนนี้อยู่ที่ใดแล้ว?”

             

            “ตามบันทึกไม่ได้กล่าวเอาไว้ แต่ถ้าให้ฉันเดา สองแคว้นนั้นน่าจะล่มสลายไปแล้ว”

            โหวหวังตอบเรียบ ๆ ระหว่างเคี้ยวไก่ทอดรสเผ็ดระดับยมบาลยังตาลาย

            “แต่พวกจากสกุลไอยระ อาจเป็นต้นสกุลเดียวกับสกุลหัสดีแห่งจักรวรรดิเต่าทมิฬ ฤาก็คือ 'สกุลโกกิลี' นั่นแล”

            ผมเลิกคิ้วแต่ไม่ได้พูดอะไร โหวหวังจึงพูดต่อ

            “ส่วนสกุลมุสิกหรือสกุลกูลฉู เจ้านครแห่งมูสิกนคร..

            ยังไม่แน่ชัดว่าหลานเหลนโหลนของพวกเขายังหลงเหลืออยู่ที่ไหนในทวีปนี้ฤๅไม่

            ถ้าไม่สาบสูญ..

            ก็อาจแตกกระจัดกระจายเกินจะรวมรากได้แล”

             

            พอฟัง.. มันก็ฟังดูเศร้าอย่างประหลาด

            อาณาจักรทั้งอาณาจักร กลายเป็นเพียง 'คำว่าเคยมีอยู่' เท่านั้น

             

            “แล้วคำทำนายของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขา..

            มันเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคสมัยใด?”

            ผมถามอีกอย่าง ทั้งที่ในใจเริ่มรู้แล้วว่าคำตอบอาจไม่ทำให้สงสัยน้อยลง

             

            “ไม่มีใครทราบ”

            โหวหวังส่ายหัว

            มันชี้มาที่ตรากระบี่ไขว้กับขุนเขาที่อกเสื้อผม

            “สำนักนี้..

            ไม่มีผู้ใดรู้ร่วงรู้ว่าก่อตั้งเมื่อไหร่..

            ขนาดชื่อของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งยังไม่มีใครรู้เลย”

             

            ผมสะดุดกับคำพูดนั้นทันที

            คิ้วผมที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจากอาหารเผ็ดกระตุกเล็กน้อย

            น้ำเหงื่อหยดหนึ่งร่วงลงตรงหางตา ทำให้ภาพตรงหน้าพร่าเลือนนิด ๆ

            “แม้แต่ชื่อ?

            ก็ไม่มีใครรู้?”

            ผมทวนเสียงแผ่ว

            “มันเป็นไปได้ยังไง?”

             

            โหวหวังยักไหล่ทั้งสองข้าง พลางเบ้ปาก

            “ฉันจะไปรู้ฤๅ..

            ขนาดเจ้าคุณอาของฉันที่เป็นเจ้าสำนักสาขาหลัก ยังไม่รู้

            แต่สิ่งพวกเรารู้กันแค่...

            ท่านปรมาจารย์ผู้นั้นคือจอมกระบี่อันดับหนึ่งในยุคสมัยนั้น”

             

            แค่รู้จักในชื่อ 'อันดับหนึ่ง'

            ไม่ใช่ชื่อจริง..

            ไม่ใช่นามแท้..

            ไม่ใช่แม้แต่สรรพนามเรียกเฉพาะ..

             

            ผมนั่งเงียบไปพักใหญ่

            ไม่ใช่เพราะเผ็ด

            แต่เพราะสิ่งที่ได้ยินมันไม่ปกติ

            สำนักสี่ขุนเขาคือหนึ่งในขุมพลังที่มั่นคงที่สุดในยุทธทวีป ผู้คนรู้จักชื่อ รู้ระบบ รู้วิชา แต่กลับไม่มีใครจำชื่อผู้ก่อตั้งได้เลยแบบนี้

            มันเหมือนมีใครสักคนจงใจลบ 'ตัวตน' ของเขาออกจากทุกหน้าประวัติศาสตร์..

             

            อยู่ ๆ กลอนทั้งห้าบทก็วิ่งวนอยู่ในหัวของผม

            เสียงในหัวที่บอกว่า 'ข้ารอเจ้าอยู่'

            ถ้าคน ๆ นั้น.. ผู้ที่ถูกลบตัวตนจนสิ้น แต่ยังสามารถทิ้ง 'คำทำนาย' เอาไว้

            มันก็คงมีเพียงเหตุผลเดียว..

            ผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาเป็นคนลบชื่อตนเองออกจากหน้าประวัติศาสตร์

             

            หลังจากนั้น..

            ผมก็ยังพยายามถามโหวหวังต่ออีกเล็กน้อย

            เรื่องสงครามในยุคประวัติศาสตร์ที่หายไปบ้าง

            เรื่องความเกี่ยวข้องของตระกูลต่าง ๆ

            หรือแม้แต่เรื่องว่าใครกันแน่ที่ ได้ประโยชน์จากการลบชื่อผู้ก่อตั้ง

            คำตอบที่ผมได้คือ

             

            'ไม่รู้'

            'ไม่ทราบ'

            'ฉันไม่ได้เกิดยุคนั้น.. จักไปรู้ได้เยี่ยงไร..'

             

            พูดตามตรง...

            ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนมีผื่นคันแห่งความสงสัยขึ้นตามตัว แบบที่ทาคารามายยังไงก็ไม่หาย

            แล้วเจ้าคนหน้าขนนี่ก็ไม่สามารถช่วยเกาให้ถูกจุดเสียที

            ผมเลยเลิกถาม..

             

            หลังจากจ่ายค่าอาหารสุดแสนแพงในร้านที่แม้จะอร่อย แต่ทำน้ำตาผมไหลตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย ผมกับโหวหวังก็ออกจากร้าน แล้วพากันเดินไปตลาดทางตะวันออกของเมือง

            ตลาดที่อยู่ติดทะเล

            ลมเค็ม ๆ ที่ปะทะจมูกพร้อมกับกลิ่นปลาย่างกับของทะเลมากมานจากแผงขายอาหาร ทำให้ใจผมเริ่มนิ่งลง

            กลิ่นทะเลนี่มัน..

            คุ้นดีนะ..

             

            ทันใดนั้นผมก็นึกถึงสถานที่หนึ่ง

            หมู่บ้านท่าเรือเล็ก ๆ ทางตอนใต้

            ที่ผมเคยอาศัยอยู่กับพ่อบุญธรรมของผมตลอดสองปีที่ผ่านมา

            ชายแก่ขี้บ่น มือไม้ด้านหยาบ กลิ่นเหงื่อติดตัวตลอดเวลา

            คนที่ด่าผมทุกวัน.. และยื่นมือให้ผมในยามล้ม

            คือคนที่เป็นที่พึ่งของผมตลอดสองปีที่ผ่านมา..

            ตั้งแต่ผมเสียแม่ไป..

            ตอนนี้ผมไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ที่ไหน

            ก่อนจะจากกัน..

            เขาบอกผมเพียงว่า..

             

            'ข้าต้องไปจัดการธุระสำคัญสักระยะ

            ระหว่างนี้…

            อย่าทำตัวให้ข้าต้องตามเก็บซากเจ้าละ..

            ไอ้ลูกชาย..'

             

            แน่นอน..

            ผมรับปากเขาอย่างดี

            และแน่นอนยิ่งกว่า..

            ผมผิดสัญญาเขาไปแล้วตั้งแต่วันแรกที่สอบเข้าสำนัก!

            แต่ถึงจะผิดสัญญา..

            ผมก็ยังอยากให้เขากลับมาเห็นว่าเด็กที่เขารับมาเลี้ยงและฝึกมากับมือ..

            ไม่ได้ไร้ความหมาย

            แม้ตอนนี้ผมยังไม่เข้าใจว่าไอ้ 'เนตรทอง' กับ 'คำทำนาย' นั่นมันหมายถึงอะไร

            แต่ถ้ายี่ฟู่อยู่ตรงนี้..

            เขาคงหัวเราะแล้วพูดว่า..

             

            'หึ..

            เด็กที่ข้าช่างซื่อสอนมากับมือ..

            มันจักไปธรรมดาได้อย่างไร!

            เจี้ยนเอ๋อร์'

             

            ผมหยุดยืนอยู่หน้าร้านขายปลาแห้ง แล้วหันไปมองทะเลด้านหลังตลาด

            สูดลมหายใจลึก ๆ เข้าไปหนึ่งเฮือก

            'เอาวะ.. ถึงจะยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ข้าจะเดินต่อ'

            .

            .

            .

            ข้ามไปอีกฟากหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่หลิวเจี้ยนหรือเกี้ยมนั้นไม่มีวันได้รู้

            ในวันเดียวกันนั้นเอง ทางตะวันออกของตัวมหานครปัญจมิตร

             

            คนที่หลิวเจี้ยนกำลังคิดถึงอยู่นั้นก็ได้เดินทางมาจนถึงมหานครที่กว้างใหญ่นี้ได้ด้วยความสามารถทางท่าร่างที่แม้ไม่ได้โดดเด่นด้านความเร็วแต่ย่างก้าวภูติเงาของช่างซื่อผนวกเข้ากับระดับพลังของคนที่อยู่ในช่วงชั้นกลืนโลกาขั้นปลาย

            ก็ได้ทำให้ช่างซื่อใช้เวลาเพียงหนึ่งวันก็สามารถเดินทางมาจนถึงเมืองนี้ได้อย่างเร็วไวนัก

             

            ตอนนี้ชายมาดขอทานได้ใช้ท่าร่างในขั้นที่สามของเขาเพื่ออำพรางระดับพลังของตนเองเอาไว้

            ด้วยตัวมหานครแห่งนี้นั้นเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรปัญจมิตร ย่อมมีคนมากฝีมือมากมายอาศัยอยู่

            ซึ่งยอดฝีมือเหล่านั้นน่าจะมีไม่น้อยที่สำเร็จถึงขอบเขต 'ล่วงรู้นภา' ทำให้ไม่จำเป็นต้องแตะสัมผัสก็รู้ได้ถึงระดับพลังของผู้ฝึกยุทธ์คนนั้น ๆ ได้ผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ ของพวกมัน

            ช่างซื่อจึงต้องกลับมาทำอาชีพเดิมของเขา

            นั่นคือ 'ขอทาน' ที่ไร้วรยุทธ์เดินไปมาอยู่ภายในมหานครปัญจมิตร

            จักได้ไม่มีใครสังเกตเห็น

             

            การที่ช่างซื่อต้องทำเช่นนี้ก็แน่นอน เขาในอดีตนั้นเคยแฝงตัวเข้าพรรคมารราตรีค้ำฟ้ามาก่อน ทำให้เขาทำเรื่องผิดบาปมามากมาย

            เขาจึงไม่อยากให้คนที่มีความแค้นกับเขาหรือคนที่เขาทำให้เจ็บช้ำน้ำใจต้องมาพบเห็นเขาในตอนนี้

            ช่างซื่อยังไม่อยากเผยตัวตนของตนเองในยามนี้

            มันยังไม่ถึงเวลา

             

            ตอนนี้ช่างซื่อได้มานั่งอยู่ที่มุมตึก..ตึกหนึ่งพร้อมด้วยกะลาไม้

            ซึ่งฝั่งตรงข้ามตึกที่ช่างซื่อนั่งขอทานอยู่นั้นเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่สำคัญมากของอาณาจักรปัญจมิตร

            สถานที่แห่งนี้มีชื่อเรียกว่า

            วังยุทธ์ปัญจมิตรสาขาหลัก

             

            จริงอยู่ว่าสำนักสี่ขุนเขาสาขาหลักคือสำนักอันดับหนึ่งของทวีป

            แต่วังยุทธ์ปัญจมิตรนั้นคือสำนักอันดับหนึ่งของอาณาจักรปัญจมิตร

            เนื่องด้วยศิษย์ของสำนักสี่ขุนเขาสาขาเมืองนพบุรีที่เก่งกาจและมีความทะเยอทะยานนั้นล้วนแล้วแต่อยากที่จะถูกเลื่อนระดับเข้าสำนักสาขาหลักกันทั้งสิ้น

            จึงทำให้ความแข็งแกร่งโดยรวมของสำนักสี่ขุนเขาสาขาเมืองนพบุรีมีน้อยกว่าวังยุทธ์ปัญจมิตรเพราะยอดฝีมือหรืออัจฉริยะล้วนถูกสำนักสาขาหลักดึงตัวเข้าสาขาหลักไปทุกปี

             

            จึงทำให้วังยุทธ์ปัญจมิตรสาขาหลักนั้นเรียกได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาวอาณาจักรนี้เลยก็ว่าได้

            เพราะมันคือที่ฝึกยุทธ์ของบรรดาลูกหลานตระกูลห้าเสาหลักโดยเฉพาะ

            แม้จะมีบ้างที่ลูกหลานตระกูลห้าเสาหลักอย่าง ซุนโหวหวัง หม่าเฟย หม่าชุนเฟิง หรืออุสางิซากิ ที่ได้สมัครเข้าสำนักสี่ขุนเขาไปแล้ว

            แต่ก็ได้มีตระกูลที่หยิ่งทะนงตระกูลหนึ่ง พวกมันไม่คิดที่จะกลายเป็นศิษย์สำนักที่เรียกว่า 'สำนักอันดับหนึ่งของทวีป'

            นั่นก็คือคนจากตระกูลตงหรือตระกูลปีกมังกร

             

            ด้วยความที่เป็นหนึ่งในตระกูลราชวงศ์ในสมัยก่อน ซ้ำยังถูกเรียกเป็นหนึ่งในตระกูลสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่มักให้กำเนิดลูกหลานที่มีพลังสถิตมังกรฟ้าอยู่บ่อย ๆ

            คนตระกูลนี้จึงมองว่าตนเองไม่ใช่ตระกูลที่ต้อยต่ำจนถึงขนาดต้องไปเป็นศิษย์ของมหาอำนาจสำนักอื่น

            พวกมันล้วนส่งลูกหลานของพวกมันเข้าวังยุทธ์ปัญจมิตรในอาณาจักรของตนเอง

            จึงทำให้วังยุทธ์ปัญจมิตรแห่งนี้แม้จะไม่ใช่สำนักอันดับหนึ่งของทวีป

            แต่เรื่องอันดับสองนั้น...

            ก็ยังสามารถพูดได้อยู่..

            แม้จะมีวังยุทธ์ของสามอาณาจักรที่เหลือจะคัดค้านอยู่ก็ตามที

             

            “ไป..ไป๊! ตั้งแต่เจ้ามานั่งขอทานที่นี่ไม่มีลูกค้าเข้าร้านข้าสักคนเลย”

            หญิงวัยกลางคนร่างท้วมคนหนึ่งกล่าวพร้อมโบกมือไล่ช่างซื่อ

             

            “ที่นี้แดดมันร่ม..”

            ปากคนกล่าวอย่างไม่นำพา มือขวาคนเคาะกะลาไม้สายตาจ้องมองไปทางประตูของวังยุทธ์ไม่มีขาด

             

            “ร้านข้าง ๆ ก็แดดร่ม.. เจ้าไปนั่งที่ตรงนั้นก็ได้! ใยถึงต้องเป็นหน้าร้านข้า?”

            หญิงเจ้าของร้านสุดไม่เข้าใจ เหตุใดขอทานตรงหน้านางถึงได้ปักหลักนั่งอยู่ตรงนี้มาตั้งหลายชั่วยามแล้ว

             

            “ข้าบอกว่าแดดมันร่มอย่างไรเล่า!”

            สายตาของคนพลันเบี่ยงตวัดมองไปที่หญิงเจ้าของร้าน

            แม้จะใช้ท่าร่างของตนเองปิดบังอำพรางระดับวรยุทธ์เอาไว้

            ทว่าท่าร่างสายนั้นก็มิอาจบดบังจิตสังหารที่ถูกฉายออกมาผ่านดวงตาของช่างซื่อได้

             

            หญิงร่างท้วมถึงกับเซถอยหลังไปหลายก้าว

            จิตสังหารที่ขอทานตรงหน้านางแผ่ออกมานั้นสุดหวาดหวั่น

            นางที่เป็นเพียงหญิงธรรมดาไร้วรยุทธ์ทำอาชีพค้าขายไม่เคยพบเจอกับจิตสังหารที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน ก็ได้แต่กลัวจนวิ่งหนีหลบเข้าไปข้างหลังร้านพร้อมเนื้อตัวที่สั่นกลัว

             

            ด้านช่างซื่อรีบรวบเก็บจิตสังหารนั้นกลับใส่กระเป๋าก่อนเหวี่ยงสายตากลับหันมองไปที่ทางหน้าประตู

            ซึ่งครานี้สายตาของช่างซื่อก็ได้เกิดแววตื่นตกใจออกมาวูบหนึ่ง

            ก่อนที่สายตานั้นจะค่อย ๆ อ่อนลง

            แต่มิได้อ่อนลงแบบธรรมดา

            หากแต่เป็นสายตาที่อ่อนโยน..

            และคะนึงหา..

            “เจ้ายังสวยเหมือนเดิม..

            อินทรีน้อยของข้า..”

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน