เต้าหู้หนึ่งหาบหนักมากแม้ฮั่วเสี่ยวเหวินจะพยายามใส่ให้น้อยลงแล้วก็ยังหนักจนเจ็บบ่าอยู่ดี
โชคดีที่ขายออกเร็ว เต้าหู้แทบจะถูกรุมกันซื้อ
เธอเกิดความคิดขึ้นอย่างเฉียบไว บอกคนที่มาซื้อว่าต่อไปสามารถมาซื้อเต้าหู้ได้ที่บ้านของจางเจียหมิงเช่นนี้เธอจะได้ไม่ต้องหามเต้าหู้ไปขายตามที่ต่างๆ อีก
แม้จะเหนื่อยจนไม่อยากขยับตัวแต่เธอก็ยังคงทำเต้าหู้ในวันต่อมา แต่ลูกค้าที่ซื้อกลับไม่มากเท่าวันแรก
ดูเหมือนว่ายี่ห้อของเธอจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากพอฮั่วเสี่ยวเหวินไปบ้านของจางอิ่นเซิง บอกว่าเขาควรมาช่วยเธอขายสักสองวัน ซึ่งพรุ่งนี้เป็นวันเสาร์เขาไม่ต้องทำงานพอดี
มาถึงหน้าบ้านของจางอิ่นเซิง เธอเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาอีกฝ่ายถามเธอว่า “ไม่ทราบว่ามาหาใครหรือ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินจำอีกฝ่ายได้ เธอคือแม่ค้าขายเมล็ดพันธุ์ที่คุยกับจางอิ่นปินเมื่อวันก่อน
เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? อาจเป็นญาติห่างๆกระมัง เพราะดูจากคำพูดและการกระทำของจางอิ่นปินเมื่อวันนั้นก็มีความเป็นไปได้
“จางอิ่นเซิงกลับมาหรือยัง?”
“อ้อ เธอมาหาเขาหรือ อีกสักพักก็กลับมาแล้วล่ะ” หญิงสาวพูดแล้วเดินออกไป
“ปัดโธ่ นี่ก็มาหาน้องชายฉันอีกคน” จางอิ่นปินเอียงตัวพิงขอบประตู ทำท่าที่คิดว่าตัวเองหล่อที่สุด
เห็นฮั่วเสี่ยวเหวินหันไปทางอื่นและไม่มีท่าทีจะชื่นชอบเขาสักนิดก็ทำท่าขมขื่นทันที“เฮ้อ ทั้งที่ฉันกับจางอิ่นปินก็หน้าตาเหมือนกันเหตุใดจึงไม่มีโชคด้านความรักแบบเขาบ้างหนอ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินเดินเข้าไปนั่งในบ้านโดยไม่สนใจจางอิ่นปินกับคนแบบจางอิ่นปินคุยอะไรไปก็เปลืองเวลาเปล่า
ภายในบ้านเงียบเชียบ มีกระเป๋าสองสามใบแขวนอยู่ประปรายเครื่องเรือนมีแค่โต๊ะ เก้าอี้สองสามตัวและเตียงอิฐ
เธอไม่สนใจจางอิ่นปิน แต่อีกฝ่ายเข้ามาพูดอย่างมีเลศนัยใกล้ๆ “เธอรู้ไหมว่าผู้หญิงคนเมื่อครู่มาทำอะไร?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินคิดในใจว่าไม่ใช่ญาติกันหรอกหรือ?
จางอิ่นปินมองไปรอบๆ ก่อนจะพูดเสียงเบา “หล่อนมาหาน้องชายฉันโดยเฉพาะ เธอห้ามเอาไปบอกคนอื่นล่ะ”
หญิงสาวคนหนึ่งเดินทางไกลมาหาจางอิ่นเซิงฮั่วเสี่ยวเหวินหัวเราะ ที่แท้จางอิ่นเซิงก็ไปมีความรักอยู่ด้านนอก
ฮั่วเสี่ยวเหวินเกิดความสงสัยถามเรื่องผู้หญิงคนนั้นอีกหลายเรื่อง แต่จางอิ่นปินไม่ยอมบอก บอกแค่ว่าเธอชื่อหลินเข่อเอ๋อร์
แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในบ้าน ทว่าในบ้านกลับไม่สว่างนักเธอนั่งเบื่อในบ้านได้สักพักก็ได้ยินเสียงฝีเท้า
ฮั่วเสี่ยวเหวินดีใจ ในที่สุดก็มีคนมาเธอเกือบเบื่อตายอยู่แล้ว
ผู้ที่มาคือจางอิ่นเซิงที่เพิ่งเลิกงานกลับมานั่นเองการมาของฮั่วเสี่ยวเหวินทำให้เขาแปลกใจมาก “เสี่ยวเหวิน?” จากนั้นก็รู้จุดประสงค์ในการมาของฮั่วเสี่ยวเหวินอย่างรวดเร็ว เขาถามว่า “จะมาให้ฉันช่วยขายเต้าหู้หรือ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินพยักหน้าอดรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยไม่ได้เมื่อเห็นเขามีสีหน้าลำบากใจ ตอนนั้นคุยกันดิบดีว่าจะสร้างธุรกิจไปด้วยกันแต่ตอนนี้แค่ช่วยเรื่องเล็กน้อยยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
หมู่บ้านในภูเขาอันห่างไกลสายลมแห่งความศิวิไลซ์ของการปฏิรูปเปิดประเทศยังพัดมาไม่ถึงสักทีคนในหมู่บ้านยังคงมีความคิดแบบเดิมๆ
คุณครูในโรงเรียนถือเป็นเจ้าหน้าที่ภาครัฐหากจางอิ่นเซิงไปขายเต้าหู้จะไม่ถูกหัวเราะจนฟันร่วงหรือ?
ตอนนั้นเขาได้ยินฮั่วเสี่ยวเหวินพูดถึงวิธีหาเงินก็ตอบตกลงเพราะตื่นเต้นต่อมาเพิ่งตระหนักถึงปัญหานี้ได้ หากชื่อเสียงเสื่อมเสียเพราะเรื่องนี้เขาจะใช้ชีวิตที่เหลือในหมู่บ้านต่อไปอย่างไร?
เขาคิดหาข้ออ้างอย่างรวดเร็ว “เสี่ยวเหวินเธอก็รู้สถานการณ์ของฉัน ต้องสอนหนังสือที่โรงเรียนหากเด็กนักเรียนรู้ว่าฉันหามเต้าหู้ไปเดินขายคงไม่ดี”
เข้าใจแล้ว ฮั่วเสี่ยวเหวินเดินออกไป เธอไม่เข้าใจการขายเต้าหู้มันน่าขายหน้าขนาดนั้นเลยหรือ?
เฮ้อ หรือเธอต้องล้มเหลวทั้งอย่างนี้?
ขณะที่ฮั่วเสี่ยวเหวินกำลังคิดไม่ตก จางอิ่นเซิงก็วิ่งหอบหายใจไล่ตามมา “เสี่ยวเหวิน เธอรอเดี๋ยว”
ฮั่วเสี่ยวเหวินหันกลับไป “ยังมีอะไรอีก?”
“วันเสาร์อาทิตย์ไม่มีสอน ฉันไปช่วยเธอได้”
ฮั่วเสี่ยวเหวินเบาใจ เธอพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ไม่ต้องมาช่วยทุกสุดสัปดาห์ก็ได้ แค่สองวันนี้ก็พอ”
ถ้าได้แบบนี้จริงจะดีที่สุดจางอิ่นเซิงปัดเป่าความกังวลออกจากใบหน้า พาฮั่วเสี่ยวเหวินเข้าบ้านอีกครั้ง
เรื่องราวเป็นอันตกลงเรียบร้อยฮั่วเสี่ยวเหวินกลับบ้านอย่างมีความสุข เนื่องจากตั้งใจเลือกไปหาจางอิ่นเซิงในช่วงบ่ายทั้งยังคุยกับเขานานมาก ดังนั้นกว่าจะกลับบ้านก็เกือบมืดแล้ว
“เสี่ยวเหวิน เธอกลับมาแล้ว” จางเจียหมิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะ เขาเลิกงานตอนห้าโมงเย็น ฮั่วเสี่ยวเหวินคิดในใจว่าเขาคงไม่ได้รอเธอตั้งแต่เลิกงานจนถึงตอนนี้กระมัง?
เธอขมวดคิ้วแน่น ท่าทีกลัดกลุ้มของเขาทำให้เธอตกใจ “พี่เจียหมิง พี่เป็นอะไรหรือ? มีอะไรหรือเปล่า?”
จางเจียหมิงไม่ตอบ ทำเพียงส่ายหน้า “กินข้าวก่อนเถอะ” เขาถอนหายใจเบาๆ
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นรู้สึกว่าวันนี้เขาทำตัวแปลกๆ แต่ถามอะไรไปก็ไม่ยอมบอก
ช่างเถอะ รีบแช่ถั่วเหลืองก่อนดีกว่าฮั่วเสี่ยวเหวินกินข้าวเสร็จแล้วก็หันไปยุ่งไปงาน
ภายในบ้านเงียบเหงามาก ฮั่วเสี่ยวเหวินอยากรีบหาเงินให้ได้มากจากนั้นก็จะซื้อไก่ซื้อเป็ดมาเลี้ยง ประการแรกคือได้เพิ่มบรรยากาศให้ตัวบ้านประการที่สองคือเป็นอาชีพเสริม
หลังจากผ่านช่วงนี้ไปในที่สุดธุรกิจของฮั่วเสี่ยวเหวินก็เข้าที่เข้าทางเธอสามารถทำเต้าหู้ได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่ต้องหามออกไปเรียกลูกค้าอีกต่อไปนั่งรอขายที่บ้านก็มีเงินเข้า
ระหว่างทานมื้อเย็น จู่ๆ จางเจียหมิงก็พูดขึ้นมาว่า “เสี่ยวเหวิน พรุ่งนี้พวกเราพักสักวันเถอะ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินวางชามในมือใบหน้าซูบตอบของจางเจียหมิงดูซูบลงกว่าเดิม งานที่โรงงานอิฐหนักมากเขาควรหยุดพักสักสองสามวันจริงๆ นั่นแหละ
เธอพยักหน้า “ไปขอลาหยุดกับทางโรงงานสักสองสามวันเถอะ อย่าให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อยจนเสียสุขภาพเลย”
“พี่อยากให้เธอหยุดด้วย”
ฮั่วเสี่ยวเหวินยิ้ม บอกว่าหยุดไม่ได้ธุรกิจเพิ่งจะเริ่มดีขึ้นเอง
“แค่วันเดียว” จางเจียหมิงชูนิ้วชี้สีหน้าค่อนข้างคล้ายจางอิ่นปิน
“ก็ได้” ต้านทานลูกตื๊อจากจางเจียหมิงไม่ไหวฮั่วเสี่ยวเหวินยอมตอบตกลงในที่สุด
ช่วงนี้จางเจียหมิงติดเธอมากแทบจะคอยตามติดกับทุกอย่างที่เธอทำ
ขนาดหยุดพักยังต้องให้เธอหยุดด้วยหากรวมเข้ากับพฤติกรรมแปลกประหลาดช่วงนี้ของจางเจียหมิงแล้วจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเขาเป็นแน่แต่เหตุใดจึงไม่ยอมบอกอะไรเธอสักคำ?
คืนนั้นจางเจียหมิงค้นข้าวของไปทั่วฮั่วเสี่ยวเหวินเห็นเขาร้อนรนจึงปลอบเขาว่า “ไว้พรุ่งนี้ลางานแล้วค่อยเตรียมของก็ยังไม่สาย”
จางเจียหมิงหันมาหาเธอ “วันนี้พี่ลางานเรียบร้อยแล้ว” สีหน้าของเขาจริงจังไม่เหมือนกำลังล้อเล่นฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
“ที่แท้พี่ก็แค่บอกให้ฉันรู้ พี่เจียหมิงพี่กลายเป็นคนตัดสินใจเอาเองตั้งแต่เมื่อไร ไม่ปรึกษาฉันก่อนสักคำ”
แต่จางเจียหมิงกลับเดือดดาล “เธอเคยบอกเรื่องที่จะสร้างธุรกิจนั่นกับจางอิ่นเซิงกับพี่ไหมล่ะ?”
หึงอีกแล้ว
ไม่รู้เพราะเหตุใดตัวจางเจียหมิงในตอนนี้ไม่หลงเหลือความรู้สึกอบอุ่นแบบเมื่อก่อนแล้ว
เธอหลับตาลง ต้องไม่ใช่แน่ แค่ไม่ต้องคิดก็ไม่มีอะไรทั้งนั้น เขายังคงเป็นพี่เจียหมิงที่ฉันชอบคนเดิม
ฮั่วเสี่ยวเหวินเลิกพูด จางเจียหมิงไม่คุยเรื่องนี้ต่อเช่นกันแต่ความวุ่นวายถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะไม่จบลง