ตอนที่ 14
เฉินชิงเหลียนกลับสู่จวนแม่ทัพ (2)
เฉินชิงเหลียนสังเกตเห็นเด็กสาวที่โดดเด่นอยู่ผู้หนึ่ง
นางเป็คุณหนูที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเฉินชิงเหลียนเด็กสาวสวมอาภรณ์สีม่วงชมพูเข้ม ยามก้าวย่างเคลื่อนตัว ราวกับย่างก้าวย่ำเข้ามาที่กลางใจของผู้คน
ยิ่งพบเห็นในระยะใกล้ความงดงามยิ่งเจิดจรัส ตรงข้ามกับเฉินชิงเหลียนที่มองอย่างตื่นตะลึงโฉมสะคราญตรงหน้ากลับเผยเพียงใบหน้าเรียบเฉยั์ตาเรียวหงส์กวาดตามองผู้คนที่ยืนอยู่หน้าจวนแม่ทัพ
เนื่องจากเฉินชิงเหลียนไม่เคยพบเจอสตรีที่งดงามพรากลมหายใจขนาดนี้มาก่อนทำให้แรกพบเจอกับคุณหนูผู้นี้ นางจึงคล้ายเหม่อลอยตื่นตะลึงไปบ้าง
“ซ่งหลิวหยาง...พวกเขาคือ...”
“...”ชายหนุ่มข้างกายหาได้ตอบกลับ
“ซ่งหลิวหยาง?”เด็กสาวเงยหน้ามอง เหตุใดจึงเหม่อลอยอีกแล้ว?
“...อืม”คราวนี้เขาเงียบไปสักพักก่อนจะตอบรับ
เฉินชิงเหลียนเงยหน้าด้วยความฉงนอีกครั้งยามเมื่อลอบมองอีกคราราวกับเมื่อครู่เขาเพิ่งจะละสายตาออกมาจากการจดจ้องคนในสกุลเฉิน
เฉินชิงเหลียนไม่เข้าใจวูบนึงชินอ๋องดูตั้งอกตั้งใจพบเจอคนในสกุลเฉินมากกว่าตัวนางเสียอีก
“ชินอ๋อง?”ทันใดนั้นร่างปราดเปรียวที่ดูคล้ายว่าจะเป็ผู้นำของสกุลเฉินก็เดินเข้ามาหานางและชินอ๋องอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขาตื่นตะหนกระคนคาดหวังแม้จะเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว อาจเพราะครึ่งชีวิตได้ใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบทำให้ผิวของคล้ำแดดน่าเกรงขาม
เฉิงเหลียนเห็นทั้งสองคนลอบกระซิบกระซาบมีหันมามองนางบ้างเป็พักๆ ใบหน้าของผู้นำสกุลเฉินยิ่งพูดคุยจากใบหน้าเคร่งขรึมก็คล้ายประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง
เหมือนพวกเขาจะมีเื่พูดคุยกันอีกเล็กน้อยเฉินชิงเหลียนที่ยืนอยู่กับไฉ่หงและองครักษ์เงาข้างกายชินอ๋องจนถึงตอนนี้นางก็เริ่มทำตัวไม่ถูกบ้างแล้วเนื่องจากผู้นำคนสำคัญและผู้มีตำแหน่งสูงสุดอย่างชินอ๋องและแม่ทัพบูรพากำลังสนทนากันอยู่ทำให้แม้ทุกคนจะสงสัยและมีคำถามมากมายเพียงใด แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัด
ใน่เวลาสำคัญเยี่ยงนี้เฉินชิงเหลียนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ก็เห็นรองเท้าผ้าปักลายสีแดงหรูหรา ก้าวมาหยุดอยู่ตรงนี้ทำให้นางต้องค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เพื่อมองไปยังเ้าของของมัน
เป็สตรีวัยกลางคนที่งดงามมากใน่วัยนี้ทำให้เฉินชิงเหลียนอดคิดไปถึงมารดาไม่ได้ ว่าหากนางยังมีชีวิตอยู่ก็คงต้องงดงามตรึงตราไม่แพ้ฮูหยินตรงหน้าเป็แน่
แต่ฮูหยินท่านนี้จะงดงามยิ่งกว่านี้หากนางไม่ทำหน้าเ็าไม่พอใจอย่างยิ่งยวดออกมาบนใบหน้าเขียนคำว่าข้าไม่ชอบเ้าไว้อย่างที่เฉินชิงเหลียนไม่จำเป็ต้องอ่านตำราเล่มใดก็สามารถดูออกได้
ยังดีที่ก่อนหน้านี้เฉินชิงเหลียนได้ยินเื่ราวความร้ายกาจของฮูหยินรองในจวนแม่ทัพมาบ้างนองจากฮูหยิน
รองแล้ว ก็ยังมีพี่สาวคนโตของนาง ที่พนันได้เลยว่า หาได้ต้อนรับการคงอยู่ของนาง
สิ่งเหล่านี้ที่ได้ยินมาทำให้ยามเมื่อเผชิญกับความแข็งกร้าวของคนในสกุลเฉินชิงเหลียนจึงไม่ได้ใจเสียหรือหวาดกลัวจนเกินไป
“เ้าคือบุตรสาวของเหลียนจี?”คนที่เฉินชิงเหลียนคาดว่าจะเป็ฮูหยินรอง เชิดหน้าถามเด็กสาวด้วยน้ำเสียงเ็า
เฉินชิงเหลียนลอบเม้มปากให้กล่าวว่าไม่ตื่นเต้นหวาดกลัวเลย ก็คงเป็เื่โกหก “เป็ข้าเ้าค่ะนามของข้าคือชิงเหลียน...เฉินชิงเหลียนเ้าค่ะ”
ลอบบริเวณล้วนเงียบกริบคล้ายกำลังใจฟังบทสนทนาของพวกนาง
ฮูหยินรองเฉินเจิงเหยียนเหยียดยิ้มเ็าสีหน้าดูไม่เชื่อสิ่งที่นางกล่าวไปแม้แต่น้อย ร่างงดงามอวบอิ่มค่อยๆเดินนวยนาดเข้ามาใกล้จนเฉินชิงเหลียนรู้สึกถึงความอันตราย
ยิ่งฮูหยินรองเดินเข้ามาใกล้ร่างบอบบางของเด็กสาวยิ่งเดินเข้าเท้าถอยหลัง
“เ้าช่างกล้าแอบอ้าง?รู้หรือไม่ว่าหากไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้ โทษของการหลอกลวงเชื้อพระวงษ์และขุนนางจะได้รับโทษทัณฑ์ใดบ้าง?”
“ข้าไม่กล้า...”เสียงของด็กสาวเริ่มสั่นเครือ ไหล่บอบบางคล้ายกังวลใจจนสั่นสะท้านดูอย่างไรก็น่าสงสารมากมาย
“ไหนหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้เล่า?หากมีเด็กอย่างเ้ามาบอกว่าเป็สายเืเชื้อไขอีกคนพวกข้าก็ต้องรับเข้ามางั้นหรือ? เ้าจะเอาอะไรมาพิสูจน์กันเล่า?”
เฉินอวี้เยี่ยนที่ถือตัวเป็เพียงผู้รับชมเหลือบไปมองชวี่ฮุ่ยิเล็กน้อย สตรีที่เ้ารักกำลังอยู่ในสถานการณ์อันตรายเ้าจะทำอย่างไร
อาจเพราะในกาลก่อนเหตุการณ์ที่เฉินชิงเหลียนได้พบเจอกับชวี่ฮุ่ยิครั้งแรกและครั้งที่สอง ย่อมไม่ใช่ในจวนแม่ทัพเช่นกาลนี้อวี้เยี่ยนจึงมีความสงสัยไม่น้อย ว่าตอนนี้ชวี่ฮุ่ยิจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับพบว่าชวี่ฮุ่ยิกำลังมองนางอยู่เช่นกันและราวกับมองมาสักพักแล้วเสียด้วย ทำให้เมื่อนางหันไปมองจึงได้สบเข้ากับสายคมกริบของเขาอยู่พอดี
อวี้เยี่ยนกระพริบงงงันมองมาที่นางทำไมกัน?
หลังจากพบว่าเด็กสาวรับรู้แล้วว่าเขากำลังจดจ้องอยู่ที่ร่างของนางชวี่ฮุ่ยิหาได้มีท่าทางผิดปกติอันใด เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “พวกเขากลับมาพร้อมกันไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นบ้างระหว่างทาง”
อวี้เยี่ยนหรี่ตามองใบหน้าหล่อเหลาหมดจดตรงหน้าพวกเขาที่ว่าย่อมเป็ชินอ๋องกับเฉินชิงเหลียน ให้กล่าวถึงเหตุการณ์อันใดที่เกิดขึ้นบ้างนั้นเมื่อกล่าวออกมาเช่นนี้ ก็ดูสามารถขบคิดไปได้หลายทาง
“ท่านดูไม่กังวล”เขาเอ่ยสมทบ
“กังวลอันใดหรือเ้าคะ?”ใบหน้าโฉมสะครวญเผยความงงงัน
ชวี่ฮุ่ยิไม่เห็นสีหน้าเกรี้ยวกราดใดๆจากคุณหนูคนโตตระกูลเฉินทั้งสิ้น ไม่มีท่าทางอดกลั้นไม่มีท่าทีพยายามกักเก็บอารมณ์ เขาลังเลเล็กน้อย เอ่ยเสียงเรียบ “เพราะเขากลับมากับน้องสาวของท่าน”
ที่แท้เขากำลังมองว่านางอาจหึงหวงชินอ๋องอวี้เยี่ยนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ในกาลนี้เนื่องจากนางหาได้หาทางเข้าใกล้ชินอ๋องแล้วแต่คนพวกนี้เหมือนกับไม่ยอมเข้าใจนางเสียที
“มีอะไรให้ข้ากังวลกันเ้าคะ”อวี้เยี่ยนนิ่งเงียบก่อนเอ่ยตอบ “บางเื่ข้าก็คิดว่าสมควรที่ต้องปล่อยวางบ้างเ้าค่ะ”
ความหมายก็คือนางหาได้สนใจชินอ๋องแล้ว? ชวี่ฮุ่ยิลอบครุ่นคิด เขามองผ่านร่างของฮูหยินรองจดจ้องไปยังร่างบอบบางของเฉินชิงเหลียนที่ยังคงถูกคุกคาม
เป็เด็กสาวที่งดงามราวดอกบัวที่เบ่งบานเต็มที่ยิ่งนางทำท่าฝืนเข้มแข็งเพียงนั้น กลับดูน่าปกป้องยิ่งขึ้นเด็กสาวคนนี้คือบุตรสาวคนรองแห่งตระกูลเฉิน บุตรสายตรงจากภรรยาเอก
หากเป็คุณหนูผู้นี้ว่ากันด้วยบางเื่ ด้วยหน้าตาและตำแหน่งของนางก็ดูน่าเป็ทางเลือกที่ไม่เลวเช่นกัน ตรงข้ามใบหน้าเรียบเฉยของชายหนุ่มกลับมีเป็ร้อยความคิดแล่นผ่านไปมา
อวี้เยี่ยนมองข้ามร่างของมารดาที่กำลังคุกรุ่นขมขู่เด็กสาวและมองข้ามร่างบางที่เม้มปากอดกลั้นอารมณ์
นางมองไปยังร่างสูงภายใต้ชุดสีเข้มที่กำลังสนทนาอยู่กับบิดาไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ชินอ๋องล้วนโดดเด่นเจิดจ้า
ชายผ้าสีดำสะบัดผ่านตามสายลมก่อให้เกิดเสียงกระทบอันบางเบา และทำให้นางหันไปมองตามอย่างอดไม่อยู่ดวงหน้าคมคายอันหยิ่งทะนงสะท้อนเข้าสู่ดวงตาของอวี้เยี่ยน
ชินอ๋องและแม่ทัพบูรพาราวกับสนทนากันเสร็จเรียบร้อยไม่รู้ว่าสนทนาอันใดกันบ้าง หลังจากแยกย้าย ใบหน้าของทั้งสองคนจึงเต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึก
และเมื่อคนผู้นั้นเห็นว่ามีผู้มาใหม่เพิ่มเข้ามาเขาจึงค่อยๆ หันหน้าหันมามอง
ซ่งหลิวหลางสบตากับอวี้เยี่ยน
อวี้เยี่ยนกวาดตามองทั่วทั้งใบหน้าของซ่งหลิวหยางอย่างไร้ยางอายตอนนี้เขาคงอายุประมาณสิบหกปีได้กระมั้ง? ดวงหน้ายังคงอ่อนเยาว์ทว่าเป็ความอ่อนเยาว์ที่งดงามน่ามองตรงข้ามกับความเ็าบนใบหน้าเหลือเกิน
และเป็ความงดงามที่ไม่อาจเอื้อมอีกต่อไป
อวี้เยี่ยนถอนสายตากลับมาหัวใจดวงน้อยที่คาดว่าอาจเต้นแรง แท้จริงกลับเฉยชาอย่างน่าประหลาด
อย่างไรนี่คือคนที่นางไม่อาจเอื้อมไม่สามารถแตะต้องได้ ใจที่เคยให้ไปแล้วควรถอนมันกลับมาเสีย
แม้ความคิดในใจจะมีอยู่เป็ร้อยเื่กระนั้นใบหน้าของอวี้เยี่ยนก็ยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มบางต้อนรับอาคันตุกะอย่างนอบน้อมทำทีไม่รู้เื่รู้ราวใดๆ ไร้ซึ่งท่าทีให้การเอาใจเช่นดั่งเช่นก่อนนางจะได้ย้อนกาลมา
นางหันไปหาร่างสูงใหญ่ด้านข้างชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยเสียงหวานหยาดเยิ้มตามนิสัยเมื่ออยู่ต่อหน้าบิดา “ท่านพ่อเดินมารวดเร็วนัก พวกข้าถึงกับเดินตามไม่ทัน”
เฉินเจิงเหยียนที่เมื่อครู่ยังเกี้ยวกราดใส่เด็กสาวผู้มาใหม่นางค่อยๆ สูดลมหายใจ พยายามสงบสติอารมณ์ หันหน้าไปกล่าวกับสามีด้วยน้ำเสียงไม่เข้าใจ“ท่านพี่ เหตุใดท่านจึงคิดว่าเด็กคนนี้คือบุตรสาวของพี่สาวเหลียนจีเล่านางเอาสิ่งใดมายืนยันตัวตนกัน?”
“ย่อมเป็ข้า” ซ่งหลิวหยางที่เมื่อได้ยินประโยคผิดแปลกจากฮูหยินรองเขาก็ขมวดคิ้ว ดูอย่างไรก็ช่างเป็ฮูหยินที่น่ารังเกียจเสียจริง “เหล่าซือผู้เลี้ยงดูเฉินชิงเหลียนคือหมอเทวดาเซียวจวิ้นที่โด่งดังไปทั่วหล้า ถึงไม่คุ้นเคย แต่ชื่อเสียงของเขาย่อมมั่นใจได้ว่าเขาไม่คิดโป้ปดอันใดให้ตนเองเดือดร้อน”
“เป็นาง”บิดาเอ่ยด้วยความมั่นใจ เขาจับปัดผมที่อยู่บนใบหน้าขาวผ่องของ‘น้องสาวต่างมารดา’ ออก นอกจากใบหน้าที่งดงามแล้วก็เห็นถึงรอยแผลเป็ที่ปรากฏอยู่บนขมับทางขวา แผลนั่นเป็รอยที่ไม่สั้นไม่ยาวและไม่กระจ่างชัดทว่าหากสังเกตจดจ่อเพียงน้อยก็จะเห็นมัน ฉะนั้นเพราะด้วยแผลเพียงเท่านี้จึงไม่ทำให้ใบหน้าที่งดงามของชิงเหลียนถูกบั่นทอนลงแม้แต่น้อย
“มั่นเป็แผลที่นางในตอนยังเป็เพียงแค่ทารกรอดมาได้จากการถูกโจรร้ายคิดจะลักพาตัว”บิดาน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาคมทอดมองไปบนท้องฟ้าย่างเหม่อลอยคล้ายกำลังรำลึกถึงบางสิ่ง
“ข้าเห็นกับตาว่านางถูกโจรชั่วนั่นทำร้าย ทว่าหาได้เข้าไปช่วยทันกระทั่งโจรชั่วพวกนั้นโยนนางลงไปในหน้าผา ข้าโกรธแค้นมาก วิ่งเข้าไปกำจัดพวกมันจนหมดสิ้นกระนั้นก็ไม่สามารถช่วยนางได้” ในครานี้บิดาถอนหายใจ
“หลังจากนั้นเมื่อข้าคิดออกตามหาก็ไม่สามารถตามหาตัวเหล่าซือท่านนั้นกับตัวเ้าได้เลย ทว่า...ในเวลานี้ข้าได้เจอเ้าแล้วข้าจะดูแลเ้าแทนเหลียนจีและเหล่าซือผู้มีพระคุณเอง”
เฉินชิงเหลียนหัวใจเต้นแรงคนตรงหน้านี้คือบิดาของนาง บิดาของนางคือแม่ทัพบูรพาผู้ยิ่งใหญ่
“ท่าน...ท่านพ่อ?”เด็กสาวเอ่ยมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว เฉินหวังเจี้ยนที่แต่เดิมใบหน้าเคร่งครึง ก็ถึงเผยความตื้นตันออกมา“เฉินชิงเหลียน ลูกสาวของข้า”
ั์ตาสดใสพรั่งพรูไปด้วยหยาดน้ำตาเม็ดโตล้อประกายแสงแดด ดูงดงามราวบุปผาแรกแย้ม สายของชายหนุ่มทั่วบริเวณ ล้วนจดจ้องไปที่นางนั่นย่อมรวมไปถึงซ่งหลิวหยางและชวี่ฮุ่ยิ
นางยอบกายจรดแทบพื้น ตัวสั่นคลอนดูทรงตัวไม่ไหวทำให้ซ่งหลิวหยางที่ยืนอยู่ข้างกายจำต้องรีบปรี่เข้ามาจับตัวให้เด็กสาวยืนอย่างมั่นคง
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงสายตาที่จดจ้องเพ่งเล็งมาที่เขาและเฉินชิงเหลียนเป็พิเศษเมื่อเงยหน้าสบตา ก็พบเป็ั์เรียวหงส์คู่หนึ่ง
อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา ดวงตาของเฉินอวี้เยี่ยนนิ่งเฉยเพียงแค่จดจ้องอย่างสนอกสนใจ ไร้ประกายตัวของเขาในสายตานั้นอย่างเช่นใน่เวลาที่ผ่านมาปละนอกจากนี้ก็หาได้มีความรู้สึกอื่นเข้ามาเจือปน
แต่ที่ดูไม่น่าพบเจอหรือนำพามากันได้ คือบุคคลที่ยืนอยู่คู่กันช่างดูเหมาะสมเกินใคร คล้ายคู่์สร้าง กระนั้นซ่งหลิวหยางกลับรู้สึกว่านี่คือคู่ไม่น่าเข้าคู่กันมากที่สุดดูอย่างไรก็หาได้มีความเข้ากัน
ชวี่ฮุ่ยิและเฉินอวี้เยี่ยน ข่าวลือที่ทั้งสองดูค่อนข้างใกล้ชิดกันใน่นี้ไม่เกินจริงแม้ไม่ได้สนทนากันให้ได้เห็น กลับรู้สึกว่าพวกเขามีความสนิทสนมกันไม่น้อย
ถ้าอย่างนั้น... ดูเป็ไปตามที่คาดคิด
ยามเมื่อบุตรสาวสายตรงปรากฏตัวอย่างไรก็น่าดึงดูดความสนใจมากกว่า ชวี่ฮุ่ยิกำลังส่งสายตามองมาที่เฉินชิงเหลียนอยู่อย่างไม่ค่อยเปิดเผยแต่ก็ไม่พ้นสายตาเฉียบคมของซ่งหลิวหยางไม่ได้
คล้ายชายผู้นี้กำลังเปลี่ยนเป้าหมายช่างน่ารังเกียจเสียจริง สกุลชวี่ใครว่าคือสุภาพชน คนพวกนี้คือผู้เสแสร้งดีๆ นี่เอง
เฉินชิงเหลียนย่อมลอบมองซ่งหลิวหยางอีกครั้งเมื่อมองตามสายตาของเขาไป ก็พบว่าเขากำลังจ้องจดจ่อไปยังร่างคู่งดงาม์สรรสร้างคู่หนึ่งสตรีผู้นั้นน่าเป็เป็คุณหนูในสกุลเฉิน และอาจเป็พี่สาวต่างมารดาของนาง
ส่วนอีกคน...
เป็บัณฑิตสุภาพชนที่รูปลักษณ์โดดเด่นเป็อย่างมากเฉินชิงเหลียนเคยคิดว่าคงไม่มีบุรุษใดหล่อเหลาองอาจเทียบเท่ากับชินอ๋องแล้ว ปรากฏว่าก้าวแรกที่เดินเข้ามาที่สกุลเฉินนางก็พบเจอผู้ที่โดดเด่นเทียบเท่ากับชายข้างกาย
หากชินอ๋องหล่อเหลาองอาจ มีความเคร่งขรึม ไม่ยินยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้โดยง่ายกระตุ้นสัญชาตญาณให้รู้สึกอยากก้าวข้ามผ่านปราการแข็งแกร่ง ช่างหลอกล่อให้ผู้คนติดหลุมกับความทรงเสน่ห์ลึกลับ
ส่วนชายหนุ่มที่เฉินชิงเหลียนจดจ้องอยู่ก็ดูเป็สุภาพชนที่ค่อนข้างผิดแปลกจากในความเข้าใจของนาง เพราะบัณฑิตส่วนมากล้วนนิยมสวมอาภรณ์สีอ่อน ขับเน้นความเป็สุภาพชน ทว่าคนผู้นี้กลับสวมชุดสีดำ ที่ขับให้เขาดูโดดเด่นออกมาแม้อยู่ระยะไกลแม้ตั้งใจมองเลยผ่าน ท้ายที่สุดก็จำเป็ต้องลอบมองอีกครั้งและอีกครั้งเป็ความลึกลับที่เข้มข้นไม่แพ้เหล่าทหารทัพจากสนามรบ
“พ่อจะพาเ้าเข้าไปข้างในคงมีหลายเื่ที่พวกเราต้องคุยกัน พวกเ้าก็แยกย้ายกลับเรือนเถิด ข้าจะเชิญนางไปสนทนาต่ออีกสักหน่อย”แม่ทัพบูรพาดูเชื่ออย่างไม่กังขาใดๆ เขาสั่งให้บ่าวรับใช้ไปจัดแจงอาภรณ์ใหม่ให้แก่เฉินชิงเหลียนก่อนจะนำนางไปสนทนาต่อ
เฉินชิงเหลียนสะดุ้ง หลุดออกมาจากภวังค์เมื่อใดยินเสียงเรียกของบิดา คล้ายกับเมื่อครู่นางได้เสียมารยาทเผลอจ้องมองบุรุษเข้าไปเสียนานสองนานคิดได้ดังนั้นใบหน้าน่ารักสดใสจึงขึ้นสีแดงเรื่อน่ามองรีบส่งสายตาที่รู้กันแค่นางกับซ่งหลิวหยาง ชายหนุ่มพนักหน้าเบาๆร่างงามจึงเดินตามบิดาไป
เฉินเจิงเหยียนหงุดหงิดเป็อย่างมากที่สามียอมรับเด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้าผู้หนึ่งอย่างง่ายดายเฉินโจวฉีเห็นมารดาดูไม่สบายใจ ใกล้อาละวาดเต็มที จึงเดินเข้าไปประคอง เร่งให้นางกลับเรือน
ส่วนเฉินเวยหนิง ที่คล้ายอยากอยู่ร่วมกับสองบุรุษรูปงามต่อก็ถูกมารดาสะกิดกึ่งลากให้กลับเรือนโดยไว ราวกับกำลังจะบอกว่านี่ไม่ใช่่เวลาที่เ้าจะมาก่อความวุ่นวาย
เมื่อลานหน้าจวนผู้คนเริ่มทยอยกลับ ก็หลงเหลือเพียงสามร่างที่แม้ยืนนิ่ง ดวงตากลับไม่ได้หยุดพัก เ้ามองข้า ข้ามองเ้า แม้ดูสงบดี แต่คล้ายกำลังมีพายุใหญ่เกิดขึ้นเถียนเกียนรับรู้ถึงรังสีกดดัน นางยืนเหงื่อแตกพลั่กอยู่ด้านหลัง
อวี้เยี่ยน
ซ่งหลิวหยางสูดลมหายใจลึกแต่เดิมกำลังจะหันตัวจากไปเพื่อกลับราชวัง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อเห็นสองร่างที่ยืนเคียงคู่อยู่ตรงหน้าขาของเขากลับก้าวเท้าไม่ออก ทำให้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดกับความแปลกประหลาดของตนเองยามนี้
ท้ายที่สุดจึงจำใจต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อที่จะกล่าวบางสิ่งกับเฉินอวี้เยี่ยนเสียหน่อย้าเพียงกล่าวตักเตือน ว่าน้องสาวของเ้ากลับมาแล้ว อย่าได้ริษยา หรือมอบความลำบากอันใดแก่นางอย่างเด็ดขาด
ทว่าก่อนที่จะเดินถึงตัวเ้าของั์ตาเรียวหงส์ร่างสีดำก็ขยับวูบมายืนบังร่างงามบอบบางของอวี้เยี่ยนไว้เสียก่อน
ซ่งหลิวหยางหรี่ตามองชวี่ฮุ่ยพวกสุภาพชนเสแสร้งที่แท้จริงแล้วกลับสู่รู้เื่ราวของผู้อื่นเป็ที่สุดคิดจะทำอันใด?
“เ้า...”ซ่งหลิวหยางกำลังจะเอ่ยปากถามอย่างคุกรุ่น
“ข้ากำลังจะกลับจวนชินอ๋องจะเสด็จกลับราชวังเลยหรือไม่?” ชวี่ฮุ่ยิมองข้ามสายตาฆ่าฟันของอีกฝ่ายเผยยิ้มที่ส่งขึ้นไปไม่ถึงดวงตาให้
“หรือพวกเราจะเดินทางกลับด้วยกันเลยดีพะยะค่ะ?ตอนนี้จวนแม่ทัพคงมีเื่พูดคุยกันไม่น้อย ธุระใดในตอนนี้ก็ย่อมไม่เหมาะสนทนา”
ชายทั้งคนมองกันอย่างไม่ยอมใครอวี้เยี่ยนมองเหตุการณ์แปลกประหลาดตรงนี้ อย่างไรก็ดูไม่ปกติ
เหตุใดนางคล้ายมองเห็นมีดบินโฉบพุ่งใส่กันในดวงตาคมของพวกเขาทั้งสองคนกัน?
-----------------------------------------
เฉินอวี้เยี่ยน: จ้างนักเขียนเขียนต่ออีกได้ไหม!ข้ารวยมากนะ!
บักซิน: ไม่เขียนแล้วได้ไหม อวี้เยี่ยน ฉันจ้างเธอเขียนต่อหน่อยสิ!
เฉินอวี้เยี่ยน: เ้าอยากให้นิยายมีแต่คำว่า อวี้เยี่ยนสวยมาก! รวยมาก! น่ารักมาก! เลิศเลอสุด! แบบนี้เหรอ?
บักซิน: ไม่เป็ไร เดี๋ยวข้อยเขียนต่อเอง...