4
พระราชโองการพระราชทานงานสมรส
วันต่อมา
หลังจากว่าราชการบ้านเมืองเสร็จสรรพ ต้าเทียนฮ่องเต้ก็กวักมือเรียกหลู่กงกงเข้ามาประกาศพระราชโองการทันที
“เนื่องจากจีลู่ฟาง บุตรีของจีซ่งเหียนมีหน้าตางดงามหมดจด อายุอานามก็เลยวัยปักปิ่นมาพอสมควรแล้ว จากพระดำริของฝ่าาเห็นสมควรว่าควรจะมีคนดูแล และผู้ที่เหมาะสมที่สุดคือหานิเทียน ต้าเทียนฮ่องเต้จึงได้ทรงพระราชทานงานสมรสให้แก่หานิเทียน ขุนนางเอ่อ… หรืออีกตำแหน่งคือเป็พนักงานที่ได้เงินเดือนเยอะที่สุดในวังหลวงกับจีลู่ฟาง โดยให้จัดงานขึ้นที่จวนของตระกูลหาน ซึ่งเป็ตระกูลของฝ่ายบุรุษ และค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้น พระองค์จะเป็คนรับผิดชอบเอง มีกำหนดการในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า จบพระราชโองการ”
พลันสายตาทุกคู่ในท้องพระโรงก็พร้อมใจกันมองไปยังจีซ่งเหียนซึ่งยืนตะลึงอยู่ตรงนั้นเป็ตาเดียว!!
“ว่าอย่างไรบ้างใต้เท้าจี ท่านโอเคหรือไม่!?” ศัพท์บัญญัติใหม่อีกคำได้ถูกนำมาใช้ แต่แน่นอนล่ะ ผู้ใดเล่าจะบังอาจตอบว่าไม่
“กระหม่อมอะ...โอเคพ่ะย่ะค่ะ ปะ…เป็พระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นหาที่สุดมิได้” จีซ่งเหียนเอ่ย ขณะเดียวกันในใจก็คิดว่าดีเหมือนกัน เขากับฮูหยินจะได้ไม่ต้องมาคิดหนักว่าหากไม่มีพวกเขา จีลู่ฟางจะอยู่อย่างไร สงสารก็แต่ว่าที่เ้าบ่าวของบุตรสาวนี่สิ
ผู้ใดเล่าอยากจะแต่งงานเพื่อมาดูแลสตรีพิการที่ดูแล้วมิอาจปรนนิบัติให้กำเนิดบุตรธิดาสืบสกุลได้…
“ดีมาก! เอาเป็ว่าข้าขอแสดงความยินดีล่วงหน้าละกัน” ต้าเทียนฮ่องเต้กล่าวพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี จากนั้นหันไปสั่งขุนนางคนอื่นที่มีแต่ระดับเสนาบดีขั้นสองขึ้นไปว่า
“พวกเ้าก็แสดงความยินดีต่อใต้เท้าจีสิ จะยืนนิ่งทำไมกัน?”
(อ้อ! ต้องเกริ่นก่อนว่ารัชสมัยของต้าเทียนฮ่องเต้พระองค์ได้กำหนดไว้ว่าเวลาว่าราชการให้เฉพาะขุนนางขั้น 1 , 2 เท่านั้นที่เข้าไปฟัง ก่อนจะเอางานมากระจายให้คนอื่นๆ ในหน่วยงานของตน ซึ่งตอนที่พระราชโองการเื่สมรสพระราชทานถูกประกาศนั้นเป็เวลาเลิกงานของขุนนางขั้นอื่นๆ แล้ว)
“ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้าจีด้วยนะขอรับ!!” ขุนนางคนอื่นๆ เอ่ย หลายคนแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ปอ [1] ไม่หมุนมาออกที่บุตรชายของพวกเขา
“ใต้เท้าจี…” ต้าเทียนฮ่องเต้เอ่ยเรียกจีซ่งเหียนที่กำลังฝืนยิ้มรับคำอวยพรจากเหล่าสหาย
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ดีไม่ดีหลังจากแต่งงานไปแล้ว อาจจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับบุตรสาวของท่านก็ได้นะ”
“หากเป็เช่นนั้นได้จะดีมากๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“โอเค เช่นนั้นวันนี้แยกย้ายกันไปได้แล้ว” ต้าเทียนฮ่องเต้กล่าวตัดบท
“ถวายบังคมฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปีหมื่นปี” ทุกคนพูดพลางทยอยออกไปจากท้องพระโรง ทิ้งให้ต้าเทียนฮ่องเต้ยืนหัวเราะอยู่คนเดียวอย่างอารมณ์ดี
ไม่สิ… มีมี่เยี่ยนนั่งอยู่ด้วยที่ข้างบัลลังก์ต่างหาก!
ซึ่งองครักษ์เงาผู้ที่หน้าตาดีที่สุดในวังหลวงได้แต่รู้สึกสงสารหานิเทียนกับจีลู่ฟางที่ดันมาทำตัวกวนบาทาต้าเทียนฮ่องเต้
ไม่น่าเลยทั้งสองคน…
---------------------------
ยามซวี [2] เรือนรับรองซิ่งฝูของหานิเทียน
“รบกวนท่านกงกงกลับไปบอกฝ่าาด้วยนะขอรับ ว่าตัวข้าหานิเทียนรับพระราชโองการ” หานิเทียน ขุนนางขั้น 4 แต่มีศักดิ์เป็ถึงพนักงานที่ได้เงินเดือนเยอะที่สุด เป็รองแค่เพียงใต้เท้ากล่าวกับหลู่กงกงที่อัญเชิญพระราชโองการมาอ่านให้ฟังถึงเรือนรับรองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ จนหลู่กงกงยังแปลกใจกับท่าทางไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวของอีกฝ่าย
เอ่อ…ก็พอรู้อยู่หรอกว่าปกติเป็คนเช่นนี้ แต่นี่เื่แต่งฮูหยินเข้าจวนนะท่าน…
ท่านจะไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ!? เหตุใดจึงทำหน้าราวกับเป็เื่ปกติ
กระนั้นก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป นอกจากลากลับไปวังหลวง เมื่อเห็นรถม้าของอีกฝ่ายลับสายตาไปแล้ว หานิเทียนจึงค่อยเดินกลับเข้าไปในบ้านแล้วทำอาหารเย็นกินตามปกติ
สำหรับเขาจะมีพันธะหรือไม่มีก็ไม่ต่างกันอยู่แล้ว เพราะเมื่อหลายปีก่อน ‘หานอิงมี่’ น้องสาวต่างมารดาสุดแสบซึ่งแต่งงานไปกับแม่ทัพเซี่ยเฟยหง ผู้ที่เป็คู่หมั้นคู่หมายกันมาั้แ่วัยเยาว์ได้ให้กำเนิดหลานฝาแฝดชายหญิงมาให้ท่านพ่อท่านแม่อุ้มชู เขากับ ‘หานิซาน [3] ’ ผู้เป็น้องชายจึงไม่ต้องมานั่งกังวลกับการหาคู่อีกต่อไป
แม้จะนึกแปลกใจที่อยู่ๆ ก็ได้รับสมรสพระราชทานมาแบบงงๆ ก็เถอะ!
“จะว่าไป…” ร่างสูงพึมพำเบาๆ
“ว่าที่ฮูหยินของข้าชื่ออะไรนะ!?” หานิเทียนคิดพลางหยิบผักมาหั่นเป็ท่อนๆ แล้วโยนลงหม้อที่กำลังเดือดปุดๆ แต่ไม่ว่าจะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
“ช่างเถิด เดี๋ยววันแต่งงานคงรู้เองนั่นแหละ!” กล่าวปลอบใจตนเองเสร็จก็เดินไปหยิบเนื้อหมูมาสับก่อนจะใส่ตามลงไป ด้วยเรือนของเขามีบ่าวชายอยู่ที่นี่เพียง 3 คน ชื่ออาเกา อากัง อากัวซึ่งมีหน้าที่เพียงจัดหาเชื้อเพลิงและทำความสะอาดบริเวณต่างๆ ของเรือนยกเว้นห้องนอนกับห้องหนังสือ รวมถึงงานจิปาถะอื่นๆ ที่ต้องใช้แรงงานคน
ดังนั้นงานอื่นๆ หานิเทียนจะเป็คนจัดการเอง เพราะไม่ชอบให้ผู้อื่นมายุ่มย่ามกับความเป็ส่วนตัวของตน…
---------------------------
จวนสกุลจี
“ตายแล้ว ข้าจะเป็ลม!!” จีฮูหยินพูดพลางทรุดตัวลงไปนั่งบนเก้าอี้หลังจากที่ได้ยินเื่สมรสพระราชทานจากปากของผู้เป็สามี
“ตอนที่พระองค์ทรงพระราชทานพระราชโองการให้ข้ากลางท้องพระโรง ข้าก็เกือบจะหัวใจวายอยู่ตรงนั้นเหมือนกันน้องหญิง” จีซ่งเหียนเอ่ยก่อนจะยกมือกุมขมับด้วยความกลัดกลุ้ม
ต้าเทียนฮ่องเต้ลงทุนมากถึงขนาดเป็ผู้ขนของมีค่าต่างๆ ที่ใช้แทนสินสอดมาให้ ซ้ำยังรับเป็เ้าภาพในการจัดงานแต่งงานที่จวนสกุลหาน ซึ่งตั้งอยู่นอกเมือง
ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่าเกี้ยวเ้าสาว ค่าชุดเ้าบ่าวเ้าสาว ค่าอาหาร และอื่นๆ พระองค์ก็ทรงออกให้หมด!!
เกิดอะไรขึ้นกับโอรส์ของพวกเขากัน!?
หรือว่า…
ที่มาดูตัวบุตรสาวของพวกเขาเมื่ออาทิตย์ก่อนเพราะดูไปให้หานิเทียนหรอกหรือ!?
พระองค์ทรงเห็นว่าฟางเอ๋อร์ของพวกข้าเป็อะไร? สมบัติในท้องพระคลังที่จะพระราชทานให้ผู้ใดก็ได้หรืออย่างไร?
จีฮูหยินอดไม่ได้ที่จะตะขิดตะขวงใจ
แต่คิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกัน เพราะหานิเทียน แม้จะมีตำแหน่งเป็ขุนนางขั้น 4 แต่เื่หน้าตากับฐานะก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใด ทั้งยังมิเคยตบแต่งกับสตรีใด
นับว่าเป็วาสนาของฟางเอ๋อร์จริงๆ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น จีฮูหยินก็กล่าวพร้อมกับมองตาผู้เป็สามีว่า
“ท่านพี่ ข้าว่าพวกเราไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงแล้วล่ะเ้าค่ะ”
“ข้าก็คิดเช่นเ้าน้องหญิง” จีซ่งเหียนตอบพร้อมกับยิ้มบางๆ
“แต่เราจะบอกฟางเอ๋อร์อย่างไรดีเ้าคะ?”
“นั่นสิ…” สองสามีภรรยาครุ่นคิดสักพัก ก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปบอกข่าวดีแก่จีลู่ฟางที่นอนอยู่บนเตียงในห้องนอนด้วยกัน
ซึ่งเ้าของใบหน้าซีดเซียวไร้เืฝาดก็ไม่ได้ตอบอันใดมากมาย นอกจากผงกหัวรับเบาๆ และส่งยิ้มให้ผู้เป็บิดามารดา ทำให้จีฮูหยินกับจีซ่งเหียนโล่งใจ
ทว่า..
หลังจากพวกเขาเข้านอนไปแล้วนั้น…
“นี่มันเื่อะไรกันเนี่ยยยยยย” จีลู่ฟางเอ่ยออกมาอย่างหงุดหงิด
บิดามันเถอะ!!
ไม่เอาข้าไปเป็พระสนมในวัง แต่พระราชทานข้าให้ใครก็ไม่รู้เนี่ยนะ
แบบนี้มันต่างกันตรงไหน
“คุณหนูใจเย็นๆ ก่อนนะเ้าคะ” เว่ยถิงเอ่ยปรามคุณหนูของตน
“ใจยงใจเย็นอะไรกันล่ะเว่ยถิง! เ้าไม่ใช่ข้า เ้าก็พูดได้สิ อยู่ๆ ฮ่องเต้นั่นก็จะมาจัดงานสมรสให้ข้า นี่มันเื่บ้าอะไรกัน!?”
ถ้าไม่ติดว่าต้องแกล้งป่วย ขนมผิงจะลุกขึ้นมาแล้วคัดค้านพระราชโองการนี้เสียเลย...
อา...
ทำไม่ได้นี่หว่า ไม่ใช่เพราะกลัวตายนะ แต่หากนางได้รับโทษตายไป คนที่ต้องได้รับโทษด้วยก็คือพ่อแม่ของเ้าของร่างตัวจริง นางจะให้พวกเขามาเดือดร้อนเพราะอารมณ์ของนางไม่ได้!!
กระนั้นร่างบางก็ยังคงบ่นต่อไป
“แถมให้ข้าแต่งกะใครก็ไม่รู้...นี่มันคลุมถุงชนชัดๆ”
ขนมผิงไม่ยอม! ขนมผิงจะฟ้อง!
บัดซบ! ฟ้องใครได้ที่ไหนกัน ในเมื่อคนสั่งคือฮ่องเต้
“หานิเทียนเ้าค่ะ...” เว่ยถิงตอบอย่างพาซื่อ
“เื่นั้นข้ารู้! แต่ข้าไม่รู้จักเขา! ไม่เคยเจอกันด้วย!!!” จีลู่ฟางเถียงบ่าวของตน แต่เมื่อนึกได้ก็รีบเอามือปิดปากไว้ เพราะเกรงว่าเสียงตัวเองอาจจะดังออกไปถึงข้างนอก…
[1] ปอ = การพนันประเภทลูกเต๋าของจีนโบราณ
[2] ยามซวี = ่เวลา 19.00 - 20.59 น. โดยประมาณ
[3] ติดตามเื่ราวของหานิซานกับซือซิงได้ใน หอบรักมาห่มใจ แม่นางโจร