Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 134 เข้าห้องเรียน

    ตอนที่ 134 เข้าห้องเรียน

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****



    ยังไงการลงวิชาเรียนพวกนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนทุกคาบอยู่แล้ว เมอร์ลินตั้งใจแค่จะไปนั่งฟังเป็นครั้งคราวเท่านั้น เพราะเวลาเรียนในแต่ละคาบต้องซ้ำซ้อนกันอย่างแน่นอน


    อีกอย่างเมอร์ลินนั้นไม่ได้สนใจในหน่วยกิตพื้นฐานเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่ภาคเรียนที่แล้วเขาเก็บไปแล้ว 50 หน่วยกิต ในเทอมนี้เขาต้องเก็บอีก 50 หน่วยกิต แต่การลงทะเบียนทั้งหมดนั้นทำให้เทอมนี้เขาต้องเรียนมากถึง 156 หน่วยกิตด้วยกัน 


    หลังจากลงทะเบียนเสร็จ นักศึกษาส่วนใหญ่มักเลือกจะกลับไปพักผ่อนเพราะตอนนี้ยังไม่เปิดภาคเรียน แต่เมอร์ลินกลับตรงไปที่ห้องสมุด


    เคลบี้ที่ต้องการพบกับเด็กน้อย แต่น่าเสียดายที่เขาหาที่นั่นไม่พบ เพราะคนเยอะมากเหลือ นักเรียนนับพันคนมารวมตัวกันที่นี่ และเสาหินลงทะเบียนก็มีเพียงห้าสิบต้นเท่านั้น


    โชคดีเวลาลงทะเบียนนั้นมีจำกัดในการใช้งาน ดังนั้นหากไม่ลงทะเบียนเรียนในเวลาที่กำหนด เสาหินจะทำการเลือกวิชาเรียนให้ ดังนั้นนักศึกษาจึงต้องตัดสินใจเอาไว้ก่อนที่จะใช้งาน


    เพราะมีกำหนดเวลาในการใช้งานนี้จึงทำให้นักศึกษาคนอื่นๆ ไม่ต้องรอนาน


    “ไปไหนแล้วนะ?” เคลบี้พยายามมองหาเมอร์ลิน เขาถึงกับใช้เวทสังเกต แน่นอนว่าไม่พบเด็กน้อยอยู่บริเวณนี้


    “หรือจะไปที่นั่นอีกแล้ว?” 


    สถานที่ที่เมอร์ลินอยู่นั้นมีไม่กี่ที่ หากไม่ใช่โรงอาหารในช่วงกลางวันก็ต้องเป็นห้องสมุดอย่างแน่นอน


    ว่าแล้วชายหนุ่มก็สาวเท้ายาวๆ ไปหาเด็กน้อยด้วยรอยยิ้ม


    เคลบี้ไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มของเขานั้นทำให้ดวงตาของสาวๆ หลายคนเป็นประกาย


    ซีซ่าหล่อเหลาถึงเพียงนั้น เคลบี้เองก็เป็นเจเฮรีสเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นหน้าตาของเขาย่อมไม่ด้อยไปกว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาอย่างแน่นอน


    น่าเสียดายหากครอบครัวของเขาไม่ถึงคราวตกต่ำ เขาคงจะกลายเป็นคนที่โดดเด่นไม่แพ้ซีซ่าเลยทีเดียว


    ก๊อก ก๊อก ก๊อก


    เสียงเคาะม่านพลังดังขึ้น แน่นอนว่าเสียงนี้ไม่อาจลอดผ่านม่านพลังปิดกั้นเสียงได้ แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มหน้าตาดีอย่างเคลบี้ก็ทำท่ากระโดดโลดเต้นอย่างไม่อายใคร ซึ่งมันไม่อาจหลีกเลี่ยงการมองเห็นได้


    เมอร์ลินทำหน้าเบื่อหน่ายกับเจ้าเพื่อนปัญญาอ่อนคนนี้


    พวกเขาทั้งสองคนอายุห่างกันมากกว่าสิบปี แต่เมอร์ลินยังดูโตซะกว่า


    “นายมัวทำอะไรอยู่ ฉันเรียกนายตั้งนาน” 


    ทันทีที่เมอร์ลินปลดม่านพลังเคลบี้ก็บ่นออกมาทันที


    “นายไม่เห็นหรือไงว่าฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่” เมอร์ลินพยักหน้าไปที่กองแผ่นตราหนังสือจำนวนมากที่กองอยู่


    เขาเก็บพวกมันมาทั้งหมดในคราวเดียวอย่างไม่เกรงใจใคร นั่นเพราะเวลานี้เป็นช่วงเวลาปิดเทอมอยู่แล้ว คนก็ไม่ได้มาที่ห้องหนังสือมากนัก 


    หากมองดูให้ดีก็จะพบว่าทั้งชั้นสองนี้ มีเพียงเขาคนเดียวที่ใช้บริการอยู่ที่นี่


    “เหรอ? ฉันนึกว่านายกำลังหยิบพวกมันมาดูเล่นซะอีก” เคลบี้เอ่ยแซว เพราะเขาเห็นเมอร์ลินหยิบแผ่นตราขึ้นมาแล้ววางมันอย่างรวดเร็ว


    “นายต้องการอะไร?” เมอร์ลินเลิกสนใจแล้วเอ่ยถามจุดประสงค์


    “เมอร์ลิน ฉันไม่ใช่เพื่อนนายหรอ นายถึงไม่รู้ว่าฉันเป็นยังไง?” เคลบี้แสร้งตีหน้าเศร้า


    “เพราะรู้ไงฉันถึงได้ถาม” เมอร์ลินตอบด้วยใบหน้าที่เบื่อหน่าย


    “ไอ้เด็กเย็นชา”


    “ตกลงนายจะบอกฉันได้หรือยัง?” 


    “นายนี่มัน! ได้ ได้ ฉันบอกนายก็ได้” 


    ตอนนั้นเองเคลบี้ก็เปลี่ยนท่าทางของเขาทันที เขาตรงเข้าไปบีบนวดเด็กน้อยอย่างประจบประแจง


    “เมอร์ลินฉันขอบใจนายมากจริงๆ วิชารูนศาสตร์ของตาเฒ่าคอร์เบรย์ฉันผ่านแล้ว อีกอย่างวิชายากๆ ของเทอมนี้ฉันก็ผ่านพวกมันทั้งหมด ไม่มีวิชาไหนที่ฉันไม่ผ่าน เพราะนาย ... เพราะนายแท้ๆ ที่ติวให้ฉันจนสอบผ่านหมด” 


    “โอ้ย นายทำฉันเจ็บ!”


    “ขอโทษๆ ฉันจะเบามือ” เคลบี้ยิ้มแหย่ๆ


    “นายมีเรื่องแค่นี้” เมอร์ลินมองเคลบี้ด้วยหางตา


    “ใช่สิ จะมีอะไรอีก ว่าแต่เทอมหน้านายลงวิชาอะไรไปบ้าง ฉันเองก็ลงวิชาเรียนรวมเหมือนกัน หวังว่าพวกเราจะเจอกัน” 


    “นายก็รู้ว่าฉันไม่เข้าเรียนอยู่แล้ว”


    เคลบี้ตบศีรษะตัวเองเบาๆ แล้วเอ่ย “จริงด้วย ฉันลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไง .. แล้วตกลงนายลงวิชาอะไรไปบ้าง?”


    “ทั้งหมด” เมอร์ลินเอ่ยเสียงเรียบ


    “ทั้งหมด? อะไรคือทั้งหมด?”


    “ก็ทั้งหมดที่ลงได้ไง วิชาเรียนรวมพวกมันฉันก็ลงด้วย”


    “ว่ายังไงนะ! นี่นายลงทุกวิชาทั้งหมดเลยอย่างนั้นหรอ?”


    “ไม่ บางวิชาคนก็ลงเต็มแล้ว ฉันก็เลยลงทั้งหมดที่เหลือ”


    “นี่นายเป็นบ้าไปแล้วหรือยังไง?” เคลบี้รีบถอยห่างจากเด็กน้อยอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง


    เมอร์ลินยักไหล่ไม่ตอบคำถาม เขาหยิบแผ่นตราหนังสือขึ้นมาอ่านต่อ


    เคลบี้ยังหาเรื่องวอแวเมอร์ลินอยู่เป็นระยะๆ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เมอร์ลินเสียสมาธิในการอ่านหนังสือเลยแม้แต่น้อย


    อย่างไรก็ตามเมอร์ลินนั้นคิดในใจว่าเขาไม่ควรเปิดม่านพลังให้เจ้านี่เข้ามาเลย


    เย็นวันนั้นเคลบี้ประกาศเลี้ยงข้าวเมอร์ลินเพื่อฉลองกับการสอบผ่านทุกวิชา


    เมอร์ลินไม่เคยปฏิเสธของฟรีอยู่แล้ว แม้เขาเป็นคนที่มีกินมีใช้คนหนึ่งก็ตาม


    ขณะเดียวกันภายในคฤหาสน์หลังใหญ่


    คฤหาสน์หลังนี้ไม่ใช่คฤหาสน์ของเศรษฐีธรรมดา แต่มันเป็นคฤหาสน์มหาอัศวินอันเป็นเกียรติยศไม่แพ้ให้กับหอคอยเวทมนตร์ของนักเวทเลยทีเดียว


    ภายในห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหราห้องหนึ่ง ซีซ่าที่กำลังแช่ตัวอยู่ในอ่างทองคำ ในมือจิบไวน์แดงอย่างเพลิดเพลินอยู่


    ในห้องนี้ไม่ได้มีแค่เขา แต่ยังมีชายชราในชุดสูทสีดำ ท่าทางดูสุภาพอยู่ที่นี่ด้วย 


    “นายน้อย เรื่องที่คุณให้ไปสืบ เด็กที่อยู่กับเคลบี้มีชื่อว่าเมอร์ลิน พริสตัน เป็นบุตรชายของมหาปราชญ์ออสติน พริสตัน เขาเป็นนักศึกษาปีหนึ่งที่พึ่งย้ายเข้ามากลางเทอมไม่กี่เดือนนี้ เขามีเข็มกลัดนักเวทหนึ่งดาวและเข็มกลัดนักวิชาการหนึ่งดาว ล่าสุดพึ่งตีพิมพ์ผลงานลงนิตยสารเวทมนตร์ออโรร่า นิสัยรักสันโดษ มักจะคลุกตัวอยู่ในห้องสมุดและอาศัยอยู่กับผู้ติดตามหนึ่งคน” ชายชรากล่าวรายงานตามที่เขาสืบมาอย่างละเอียด


    ซึ่งความจริงข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่ใช่ความลับอยู่แล้ว หากใครต้องการจะสืบย่อมสามารถสืบได้


    แต่การที่ชายชราสามารถสืบเรื่องทั้งหมดได้ภายในวันเดียว เรื่องนี้นับว่าชายชรามีฝีมือเป็นอย่างมาก


    “พริสตัน? มหาปราชญ์? ก็แค่ครอบครัวนักวิชาการ กล้าที่จะแสเข้ามายุ่งเรื่องของตระกูลเจเฮริสหรอ” ซีซ่ายิ้มเหยียดออกมา


    “มาดูกันว่าฉันจะสั่งสอนนายยังไง”


    ดวงตาสีฟ้าที่งดงามพลันเปลี่ยนเป็นดุร้าย


    ชายชราที่ยืนอยู่ในห้องนี้ไม่ได้พูดคำใดออกมา เมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนเองไม่มีคำสั่งอื่น เขาจึงค่อยๆ หายตัวไปจากห้องนี้อย่างเงียบๆ


    ดูเหมือนว่าเมอร์ลินจะสร้างศัตรูอย่างไม่ได้ตั้งใจเข้าให้แล้ว มิหนำซ้ำยังเป็นตัวตนที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์มหาอัศวินอีกด้วย


    ตระกูลเจเฮริสเป็นตระกูลที่ก่อตั้งเมืองเจเฮริสแห่งนี้ แน่นอนว่าพวกเขาย่อมวางรากฐานมาแล้วนับพันปี สายเลือดของพวกเขารุ่นแล้วรุ่นเล่าแม้ไม่ใช่บุคคลที่มีชื่อเสียงระดับมหาทวีป แต่ก็ไม่ได้ขาดแคลนผู้มีความสามารถ


    ไม่ว่ามหาจอมเวทย์หรือมหาอัศวินตระกูลของพวกเขาก็เคยปรากฏมาแล้วทั้งสิ้น 


    ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ซีซ่าจะอาศัยอยู่คฤหาสน์มหาอัศวินแห่งนี้ เพราะกรรมสิทธิ์ของคฤหาสน์มหาอัศวินนั้นจะตกเป็นมรดกของผู้สืบสายเลือด ไม่เหมือนกับหอคอยมหาจอมเวทที่จะมอบให้เป็นสมบัติของมหาวิทยาลัย


    ไม่นานก็ถึงวันเปิดภาคเรียน


    ซึ่งที่ผ่านมากเมอร์ลินยังคงหมกตัวอยู่ในห้องทำงานกับห้องสมุดมหาวิทยาลัยเท่านั้น


    การเปิดเรียนวันแรกเมอร์ลินได้นั่งเรียนในห้องเรียน เขาแค่ต้องการฟังการสอนของเหล่าอาจารย์เท่านั้น ทว่าการสอนเหล่านั้นกลับไม่ได้ทำให้เมอร์ลินสนใจมากนัก


    ‘ถ้าให้ฉันสอนเองน่าจะรู้เรื่องกว่าอีก’ เมอร์ลินนั้นอดที่จะคิดในใจขึ้นมาไม่ได้ 


    เขานั่งฟังไม่กี่สิบนาทีก็ลุกออกจากห้อง 


    แน่นอนว่าอาจารย์ที่เป็นนักศึกษาปริญญาไดม่อนหรือปริญญาแพทตินั่มเหล่านี้ไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะภายในห้องเรียนมักจะมีคนเข้าออกอย่างไม่เกรงใจกัน ขอเพียงพวกเขาไม่ขัดขวางการสอน อาจารย์ที่อยู่หน้าห้องก็จะไม่ว่าอะไร


    เมอร์ลินไม่ได้ไปที่ห้องสมุดเหมือนอย่างเคย แต่เขากลับเดินเข้าไปยังห้องเรียนอีกห้องหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นวิชาที่เขาลงทะเบียนเอาไว้


    นอกจากฝ่ายธุรการแล้ว เหล่าอาจารย์นั้นไม่รู้หรอกว่านักศึกษาจะลงทะเบียนไปกี่วิชาบ้าง


    การเรียนมหาวิทยาลัยนั้นเน้นไปที่นักศึกษาต้องรับผิดชอบตัวเอง ไม่เหมือนกับการเรียนในโรงเรียนเวทมนตร์ที่ต้องใส่ใจนักเรียนเป็นพิเศษ


    ในวันนี้เมอร์ลินเข้าออกห้องเรียนไม่รู้กี่ห้อง


    จนเขาไปหยุดอยู่ที่ห้องเรียนห้องหนึ่งอย่างสนใจ นั่นคือวิชารูนศาสตร์ชั้นกลาง


    “หืม? ศาสตราจารย์คอร์เบรย์มาสอนด้วยตัวเองเลยหรอ?” เมอร์ลินประหลาดใจที่ศาสตราจารย์คนนี้มาสอนคาบแรกด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่หลายวิชาก่อนหน้านี้ที่เขาไปนั่งเรียนนั้นมีแต่ลูกศิษย์ของเหล่าศาสตราจารย์เป็นผู้สอนทั้งสิ้น


    เมอร์ลินไม่คิดเลยว่าชายชราจะมาสอนด้วยตนเอง


    ทั้งนี้เขายังจำได้ว่าศาสตราจารย์คนนี้มีชื่อในวิชารูนศาสตร์เบื้องต้นที่เขาได้เรียนไปเทอมที่แล้ว


    นั่นจึงทำให้เมอร์ลินต้องนั่งฟังในห้องเรียนนี้อย่างสนใจ


    หากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าห้องเรียนที่สามารถจุคนได้มากกว่าสองร้อยที่นั่ง ตอนนี้กลับมีนักศึกษาเกือบเต็มห้อง ทั้งๆ ที่วิชารูนศาสตร์เบื้องต้นที่ง่ายกว่ากลับมีคนนั่งเรียนแค่ครึ่งห้องเท่านั้น


    “ไปเร็วเข้า รีบหาที่นั่งกัน มันเกือบจะเต็มแล้ว” 


    เสียงกระซิบกระซาบของสามสาวที่พึ่งเข้ามาดังขึ้นจนเมอร์ลินได้ยิน


    “เพราะศาสตราจารย์คอร์เบรย์มาสอนด้วยตัวเอง คาบเรียนนี้มันถึงเกือบเต็ม แม้แต่ปีสี่ที่เรียนวิชานี้ไปแล้วก็มานั่งเรียนด้วย”


    “ก็แน่ล่ะ นี่มันโอกาสหายาก นานๆ ทีศาสตราจารย์คอร์เบรย์จะเข้ามาสอนด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่ง” 


    ตอนนั้นเองเสียงหนึ่งที่เต็มไปด้วยอารมณ์ไม่พอใจก็ดังขึ้นมา


    “เมื่อไหร่พวกเธอจะหยุดพูดกัน ศาสตราจารย์คอร์เบรย์กำลังสอนอยู่ พวกเธอกำลังรบกวนการเรียนของฉัน” ชายร่างท้วมสวมแว่นตาหนาเตอะกล่าว


    “ขอโทษค่ะ” สามสาวที่นั่งลงกล่าวขอโทษออกมาอย่างสำนึกผิด


    แล้วเหตุการณ์ก็กลับมาสงบอีกครั้ง


    เมอร์ลินแม้จะได้ยินการพูดคุยของสามสาว แต่หูของเขาก็ยังฟังการสอนของศาสตราจารย์คอร์เบรย์ไปด้วย


    ตอนนั้นมุมปากของเขาก็เผยรอยยิ้มออกมา


    “น่าสนใจ ชายชราคนนี้แม้จะพูดถึงเนื้อหารูนศาสตร์ชั้นกลางอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่กลับเน้นไปที่แนวคิดที่ไม่มีในหนังสือมากกว่า” เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างพอใจ


    การสอนของศาสตราจารย์คอร์เบรย์ทำให้เขานึกถึงตอนที่เขาเคยพูดคอยกับออสตินผู้เป็นบิดาของเขา

    คล้ายกับเรื่องSilver Dust : Merlin ที่คุณอ่าน