หลังมื้อเย็น ปู่หลี่อุ้มหลานสาวไปบ้านผู้นำหมู่บ้าน
บ้านหลี่จำเป็ต้องยืมเกวียนวัวเพื่อใช้ขนของไปขายในเมือง เนื่องจาก้าขายปลาและกุ้งแบบเป็ ๆ ก็เลยต้องใช้ถังใส่น้ำหลายใบ ทำให้ขนลำบากหากต้องเดินเท้าเข้าเมือง
แสงโพล้เพล้่เย็นยามพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าเป็แสงสีส้มระเรื่อน่ามอง
ระหว่างทางก็พบเจอคนในหมู่บ้านหลายคน หยุนซียิ้มหวานพูดจาทักทายอย่างน่ารักจนได้รับคำชมไม่ขาดปาก ปู่หลี่ยิ้มอย่างภูมิใจ
เดินประมาณ 15 นาทีก็มาถึงบ้านที่สร้างจากอิฐหลังหนึ่ง มีเรือนสามหลังปลูกในบริเวณเดียวกัน เป็บ้านที่น่าจะมีฐานะดีที่สุดในหมู่บ้านจิ้งชาน
“เหล่าหลิน, เหล่าหลิน อยู่บ้านรึไม่?” ปู่หลี่ะโเรียก
“ใครน่ะ?”
มีเสียงเปิดประตูพร้อมกับสตรีนางหนึ่งโผล่หน้าออกมา “อ้าว เ้าเองรึเหล่าหลี่, เข้ามาก่อน ๆ”
จากนั้นก็ะโเรียกคนในบ้าน “ตาเฒ่า, เหล่าหลี่มาหาแน่ะ”
“เหล่าหลี่มารึ?” ชายวัยกลางคนเดินออกมาจากห้องด้านใน รูปร่างสันทัด ท่าทางกระฉับกระเฉง แววตาซื่อตรงหนักแน่น ดูเป็ผู้นำที่ซื่อสัตย์มีคุณธรรม
ที่หยุนซีเปรียบเป็วัยกลางคนแทนผู้เฒ่าเพราะในยุคโบราณ คนส่วนมากแต่งงานั้แ่อายุยังน้อยและมีลูกไว ่ชีวิตเลยดูเหมือนจะผ่านไปเร็วกว่ายุคปัจจุบัน อายุสี่สิบปลาย ๆ ก็เป็วัยปู่ย่าหรือคนชรากันหมดแล้ว
หัวหน้าหมู่บ้านชื่อหลินจิ้งผิงแต่งงานกับนางหวังเหม่ย มีลูกชายสองคน ลูกคนโตชื่อหลินฮั่นแต่งงานแล้วกับหลี่อ้ายเยว่ มีลูกชายหนึ่งคนชื่อหลินซวน ส่วนคนเล็กหลินฮวนแต่งงานแล้วเช่นกันกับนางหลิวซูอิน มีลูกชายชื่อหลินอัน
สมาชิกในบ้านนับรวมกันหมดแล้วยังมีน้อยกว่าสกุลหลี่ซะอีก
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเหล่าหลี่ แล้วนั่น ซีซีก็มาด้วยรึ? มา ๆ เข้ามานั่งดื่มชาก่อน”
“เหล่าหลิน อย่าได้วุ่นวายไปเลย พอดีข้ามีเื่มารบกวนเ้าหน่อยน่ะ”
“เื่อันใดรึ?”
“ข้าว่าจะมาขอยืมเกวียนวัวบ้านเ้าใช้เข้าเมืองพรุ่งนี้เช้าน่ะ”
หลินจิ้งผิงคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะมีเื่สำคัญต้องจัดการเลยพูดว่า “ได้สิ พรุ่งนี้เสี่ยวซวนต้องกลับสำนึกศึกษาพอดี ข้าฝากให้เดินทางเข้าเมืองไปพร้อมกับเ้าแทนก็แล้วกัน”
“ไม่มีปัญหา ขอบใจเ้ามากนะเหล่าหลิน” จากนั้นทั้งสองก็คุยกันต่อเื่การเก็บเกี่ยวอีกเล็กน้อย
นางหวังเหม่ยรินน้ำใส่ถ้วยและเอาผลไม้ป่าอีกกำมือมามอบให้หยุนซี
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านย่า” หยุนซีรับของ ยิ้มหวานแล้วกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพและอ่อนหวาน หยิบผลไม้เข้าปาก เธอไม่รู้ว่าผลไม้อันนี้มันมีชื่อเรียกว่าอะไร รู้แต่มันมีรสชาติเปรี้ยวอมหวานอร่อยมาก
“เด็กดี” หวังเหม่ยลูบหัวเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูเพราะนางมีแต่หลานชาย
“เหล่าหลิน ตอนนี้ก็เริ่มมืดแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน”
”ไปเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะให้อาฮั่นขับเกวียนไปส่งให้ที่บ้านตอนเช้านะ”
“ขอบใจเ้ามาก” ปู่หลี่กล่าวขอบคุณอีกครั้งก่อนจะอุ้มหยุนซีเดินจากมา
…………………………………………………….
เมื่อเดินถึงบ้าน จิ้งเหอผู้ใจร้อนก็รีบวิ่งมาถามความคืบหน้าทันที “ท่านพ่อ ยืมเกวียนได้รึไม่ขอรับ?”
คนอื่นไม่ได้พูดอะไรแต่ก็มองมายังหัวหน้าครอบครัวด้วยสายตาคาดหวัง
ปู่หลี่เดินไปนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ ก่อนจะอุ้มหลานสาวนั่งบนตักแล้วเอ่ยตอบ
“พรุ่งนี้อาฮั่นจะขับเกวียนมาส่งให้ตอนเช้า แต่เราต้องไปส่งเสี่ยวซวนหลานชายคนโตของเหล่าหลินที่สำนักศึกษาเสียก่อน แล้วค่อยไปขายของ พรุ่งนี้ให้เ้าใหญ่ เ้ารอง เ้าสาม เข้าเมืองไปกับข้า”
“ท่านปู่ ข้าอยากไปด้วยเ้าค่ะ” นอกจากหยุนซีแล้ว คนอื่นไม่ได้คัดค้านอะไร
มีคนกล่าวไว้ว่าการค้าย่อมมีกำไรและขาดทุน มีขายได้กับขายไม่ออก บ้านหลี่เพิ่งเคยทำการค้าเป็ครั้งแรก คนทั้งบ้านมีจิตใจใสซื่อจนกลัวว่าจะถูกคนหลอกและโดนเอาเปรียบได้ง่าย ดังนั้นเธอจึงต้องไปด้วยเพื่อความสบายใจ
“ข้าโตจนป่านนี้ ยังไม่เคยเข้าไปในเมืองเลยเ้าค่ะ” เด็กน้อยทำหน้าเศร้า น้ำตาคลอ เสียงสั่นเครือ ดูน่าสงสารยิ่งนัก
เด็กชายอีกสามคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลต่างก็อยากเข้าเมืองด้วยเช่นกัน เพียงแต่พวกเขารู้ดีว่าหนนี้ที่บ้านจะออกไปทำการค้า จึงไม่มีใครงอแงร้องขอไปด้วยอย่างรู้ความ
สุดท้าย เมื่อทนสายตาอ้อนวอนและน้ำตาของเด็กน้อยไม่ไหว ย่าเถียนเลยตัดสินใจให้ปู่หลี่พาหลานสาวเข้าเมืองไปด้วย
หยุนซีรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ บอกตัวเองว่าต้องตื่นให้ทัน ห้ามตื่นสายมิเช่นนั้นจะอดเข้าเมือง
เช้าวันต่อมา
หยุนซีตื่นมาด้วยความใเพราะคิดว่าตื่นสาย รีบใส่เสื้อผ้าอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งออกมาจากห้อง หน้าไม่ทันได้ล้าง ผมก็กระเซอะกระเซิง กลัวแต่จะคลาดกับพวกผู้ใหญ่
พอทุกคนเห็นเด็กน้อยวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากในบ้านก็อดที่จะยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้
เฉินซื่อส่ายหัวอย่างอ่อนใจ จูงมือลูกสาวไปในห้องเพื่อล้างหน้า เช็ดตัว หวีผมมัดแกละให้สองข้าง แต่งตัวให้ใหม่จนเรียบร้อย
เพราะอาหารการกินของที่บ้านดีขึ้นไม่น้อยใน่นี้ สีหน้าของทุกคนเลยดูดีกว่าแต่ก่อน เด็กน้อยก็เลยดูมีเนื้อหนังขึ้นมานิดหน่อยแต่ก็ยังผอมอยู่มาก
ย่าเถียนยุ่งอยู่ในครัวกับสองสะใภ้ เพื่อเตรียมอาหารและน้ำดื่มให้พวกปู่หลี่เอาไปกินระหว่างทาง
ปู่หลี่สั่งให้ลูกชายขนถังปลาและกุ้งออกมาเตรียมไว้หน้าบ้านเพื่อจะได้ขนขึ้นเกวียนง่าย ๆ พวกเขาตัดสินใจเอาแค่ปลาเฉา ปลาตะเพียน และปลาดุกตัวใหญ่ไปขายเท่านั้น กุ้งก็เช่นกัน เลือกเอาไปแต่ที่ตัวโต ๆ
วันนี้เป็วันที่มีตลาดกลางในเมืองเปิด ครอบครัวหลี่จับปลาและกุ้งไว้น้ำหนักรวมแล้วมากกว่าร้อยชั่งและเป็แบบที่ยังมีชีวิตอยู่ไปขาย
ไม่นานก็ได้ยินเสียงเรียกที่หน้าบ้าน
“ท่านลุงไห่ ตื่นหรือยังขอรับ?”
“อาฮั่น มาแต่เช้าตรู่เลยนะ” ปู่หลี่เปิดรั้วออกมาทักทายอย่างอารมณ์ดี เป็หลินฮั่นที่เอาเกวียนมาส่ง
“ไม่เช้านะขอรับ ข้ากลัวว่าจะมาสายไปด้วยซ้ำ” ชายที่ยืนข้างเกวียนเกาหัวแล้วยิ้มเขิน ๆ
บ้านหลี่จะไปทำธุระในเมือง เขาเลยรีบออกมาจากบ้านแต่เช้า ผู้คนในหมู่บ้านก็เป็เช่นนี้ ซื่อสัตย์และจริงใจ
“ไม่เห็นต้องรีบขนาดนี้เลย รบกวนเ้าแล้ว”
“ไม่ได้รบกวนอันใดเลยขอรับ ท่านลุงไห่”
หนุ่มน้อยคนหนึ่งแต่งตัวด้วยเครื่องแบบของสำนักศึกษาเดินลงมาจากเกวียน
“ท่านปู่หลี่ ท่านย่าหลี่ ท่านลุงท่านอา ท่านป้าท่านอาสะใภ้ อรุณสวัสดิ์ขอรับ” หลินซวนเอ่ยทักทายพร้อมน้อมตัวคำนับ
เหล่าสตรีล้วนเอ่ยทักทายและชื่นชม “นี่เสี่ยวซวนรึ? โตเป็หนุ่มขนาดนี้แล้ว แถมยังหล่อเหลาไม่เบาเลยเชียว”
ใครบ้างจะไม่ชอบเด็กหน้าตาดี มีความรู้ แถมสุภาพอ่อนน้อม
หลินซวนได้แต่ยืนหน้าแดงหูแดง ทำตัวไม่ถูกเมื่อได้รับคำชม ส่วนหลินฮั่นผู้เป็บิดายืนหัวเราะอยู่ข้าง ๆ กัน
บุรุษบ้านหลี่ต่างรีบขนถังไม้ใบใหญ่ขึ้นเกวียน หลินฮั่นเห็นเช่นนั้นเลยเอ่ยขอตัวกลับโดยไม่ถามอะไร
ด้วยกลัวว่าวัวจะเหนื่อยและแบกน้ำหนักมากเกินไป จิ้งชางและจิ้งเหอเลยตัดสินใจเดินเท้าตามเกวียนเข้าเมืองแทน
ปู่หลี่เป็คนบังคับเกวียน ส่วนจิ้งชูอุ้มหลานสาวนั่งตักและคอยจับถังไม้อยู่ด้านใน หลินซวนก็ช่วยจับด้วยเช่นกัน
จิ้งชูและหลินซวนพูดคุยสนทนากันไปตลอดทางอย่างออกรส เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า อายุน่าจะรุ่นเดียวกับอาเล็ก สวมชุดสีขาวเสื้อคลุมสีน้ำเงิน ใส่รองเท้าหัวป้าน เกล้าผมเรียบร้อย
หยุนซีเรียกเขา ‘ท่านอาซวน’ ทั้งที่ความจริงควรเรียกว่าพี่ชายมากกว่า อดนึกขำในใจไม่ได้ อายุแค่ 13-14 ก็ถูกเรียกซะดูแก่เชียว
เสียงพูดคุยผสมเสียงหัวเราะของสองหนุ่มตลอดการเดินทาง ช่างเป็อะไรที่น่าสนใจยิ่ง
สายลมพัดผ่านเบา ๆ สองข้างทางมีดอกไม้ป่าหลากหลายสีสันเบ่งบานชูช่ออวดความงดงามท่ามกลางพงหญ้าสีเขียวขจี กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าช่างให้ทำสดชื่น
ปู่หลี่บอกจิ้งชูให้หยิบเอาซาลาเปาไส้ปวยเล้งกุ้งป่นออกมาแจก ให้กินรองท้องกันไปก่อนคนละลูก ทุกคนต่างกินอย่างเอร็ดอร่อย หยุนซีกินได้เพียงครึ่งลูกก็อิ่มจนจุกเพราะซาลาเปามีขนาดใหญ่มาก ส่วนที่เหลือจึงยกให้อาเล็กจัดการ
“ท่านปู่ไห่ ซาลาเปานี่อร่อยมากเลยขอรับ” หลินซวนที่ได้ชิมถึงกับตาโตด้วยความทึ่งในรสชาติ
“อร่อยก็ดีแล้ว นี่เก็บไว้กินนะเสี่ยวซวน” ปู่หลี่ห่อซาลาเปามอบให้หลินซวนเอาไปกินที่สำนักศึกษาอีก 2 ลูก
“ขอบคุณมากขอรับ ท่านปู่ไห่” หลินซวนกล่าวขอบคุณด้วยความซึ้งใจ
เดินทางต่อไม่นานก็เห็นกำแพงเมืองเด่นตะหง่านอยู่ไม่ไกล
ยิ่งเข้าใกล้เขตเมืองมากเท่าไหร่ ยิ่งเห็นบ้านเรือนเรียงราวกันหนาแน่นขึ้นเท่านั้น ได้ยินเสียงดังจอแจวุ่นวาย
หยุนซีแหงนมองป้ายหินแผ่นใหญ่ตรงประตูที่เขียนว่า ‘เมืองจิ้งชุย’
เกวียนวัวแล่นผ่านประตูเมืองหลังจากผ่านการตรวจตราของเ้าหน้าที่ ตรงดิ่งไปยังสำนักศึกษาจิ้งชุยที่เพื่อส่งหลินซวนก่อน จากนั้นปู่หลี่ก็กลับไปรับลูกชายอีกสองคนที่เพิ่งมาถึงประตูเมืองเพราะเดินเท้าตามมา ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังตลาดขายสินค้าขนาดใหญ่อีกฟากเมือง จิ้งชูก็มอบซาลาเปาและน้ำดื่มให้พี่ชายทั้งสองกินรองท้อง
หยุนซีมองสำรวจไปทั่วด้วยความสนใจ ประตูเมืองทำด้วยก้อนหินที่ถูกขัดจนเรียบ วางเรียงรายต่อกันดูแข็งแรงน่าเกรงขาม ถนนปูด้วยอิฐสีแดง ทั้งเมืองดูสะอาดสะอ้าน ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ใครจะคิดว่าเธอจะได้มาเห็นวิถีชีวิตยุคโบราณด้วยตาตัวเอง
ใช้เวลาเกือบชั่วโมง ในที่สุดครอบครัวหลี่ก็มาถึงเขตการค้า